
เสียงเพรียก จากมารดร
โลกจริงมีเรื่องราวที่ยิ่งกว่านิยายคงเป็นคำกล่าวที่ไม่เกินจริงสำหรับหนัง “Lion” ซึ่งสร้างจากหนังสืออัตชีวประวัติ
โดย...เพรงเทพ
โลกจริงมีเรื่องราวที่ยิ่งกว่านิยายคงเป็นคำกล่าวที่ไม่เกินจริงสำหรับหนัง “Lion” ซึ่งสร้างจากหนังสืออัตชีวประวัติที่เขียนขึ้นของ ซารู เบรียลีย์ ที่มีชื่อว่า “A Long Way Home : A Memoir”
ทุกปีในประเทศอินเดียจะมีเด็กหายกว่า 8 หมื่นคน ซารูก็เป็นหนึ่งในนั้น ในวัย 5 ขวบ เขาหลงทางขึ้นรถไฟที่ไม่มีผู้โดยสารจากเมืองคเนศ ทาลัย ไปสู่นครกัลกัตตาที่อยู่ห่างจากตะวันออกไปตะวันตกประมาณ 1,600 กิโลเมตร การเป็นเด็กเร่ร่อนที่เอาตัวรอดวันต่อวัน คอยหนีพวกลักพาตัวเด็ก จนถูกนำตัวมาสถานที่รับเลี้ยงเด็กเพื่อตามหาพ่อแม่ผู้ปกครอง แต่โชคชะตาทำให้เขาถูกรับไปเลี้ยงดูเป็นบุตรบุญธรรมที่ทัสมาเนีย ประเทศออสเตรเลีย
25 ปีต่อมา เขาได้กลับบ้านด้วยการค้นหาบ้านเกิดของตัวเองผ่าน กูเกิล เอิร์ธ
ด้วยเรื่องราวที่ยิ่งกว่านิยายและดีอยู่แล้ว และแทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงยิ่งกว่าจริง ทำให้โครงเรื่องของหนังเรื่องนี้แข็งแรงมาก การแบ่งหนังเป็นสองส่วน คือ ช่วงแรกเป็นการบอกเล่าถึงชีวิตวัยเด็กของซารู ซึ่งมีความผูกพันกับแม่และพี่ชาย รวมถึงน้องสาวที่อยู่อย่างปากกัดตีนถีบในชุมชนแออัดที่เป็นภาพปกติธรรมดาของอินเดีย
สายสัมพันธ์ระหว่างเขากับพี่ชาย และความรักความผูกพันกับแม่ท่ามกลางชีวิตที่อัตคัดร้างไร้ แม่ทำงานหนักในฐานะกรรมกรทุบหิน พี่ชายกับซารูก็หาเงินด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อนำมาซื้ออาหารพอประทังชีวิต ก่อนที่เขาจะหลงทางกลายเป็นเด็กจรจัดในกัลกัตตา
ในช่วงที่ 2 เป็นเรื่องราวของชีวิตในทัสมาเนียและเมลเบิร์น ที่เขาเติบโตมากับพ่อแม่บุญธรรมชาวออสเตรเลียที่รับเขามาเลี้ยงดูอย่างเปี่ยมด้วยเมตตาและความรัก แม้จะเต็มอิ่มทางกายอย่างไร? แต่ในหัวใจและก้นบึ้งทางจิตวิญญาณของเขายังอยู่ที่เก่า โหยหาหนทางเพื่อจะกลับบ้าน มีเสียงเพรียกของมารดาฝังแน่นสถิตและตามเกาะติดอยู่ในหัว
การเล่าเรื่องทำได้อยู่ในระดับดีมาก โดยเฉพาะการปูพื้นฐานทางสายเลือดที่แนบแน่นของพี่น้องและแม่ หนังในช่วงแรกของเรื่องทำได้ยอดเยี่ยม สมจริงอย่างน่าใจหาย จังหวะการเดินเรื่องชวนติดตามและลงลึกสะท้านเข้าไปในจิตใจของผู้ชม โดยเฉพาะการแสดงของดาราเด็กที่รับเล่นเป็น ซารู วัย 5 ขวบ ซันนี่ พาวาร์ เล่นได้ดีมากเหมือนเป็นตัวจริงในสารคดีที่ไม่ใช่ตัวละครสวมทับ
พอมาถึงบทผู้ใหญ่ของซารู ที่รับบทโดย เดฟ พาเทล แม้จะมีการรีดเค้นอารมณ์ความรู้สึก แสดงถึงความสับสนทางจิตใจและความรู้สึกผิดบาปที่ไม่ตามหาครอบครัวที่เขาแสนรักให้เจอ มีการพัฒนาการของตัวละครด้านจิตใจที่ลุ่มลึกและทำได้ถึงทีเดียว ถือว่าเป็นการแสดงที่ดี แต่เมื่อถูกช่วงแรกที่ดาราเด็กเล่นได้เต็มร้อยแบบสมบูรณ์แบบไปแล้ว ทำให้คนดูเลยจากความอิ่มของรสชาติตัวละคร เหลือเพียงการรอลุ้นให้เดินทางกลับอินเดีย
คนที่น่าชื่นชมว่าฝีมือไม่ตกคือ นิโคล คิดแมน ที่รับบทแม่บุญธรรมชาวออสเตรเลีย เธอทำได้ดีมาก และถ่ายทอดความเป็นมนุษย์ในมุมที่พยายามสมบูรณ์แบบตามแนวคิดครอบครัวของตะวันตก ลูกไม่จำเป็นต้องมาโดยตรงจากสายเลือด ความรักความผูกพันที่ช่วยเติมเต็มให้ครอบครัวสมบูรณ์ แต่ในโลกของความเป็นจริงแสดงให้เห็นถึงภาวะย้อนแย้งที่เกินจะควบคุมได้ ซึ่งประเด็นตรงนี้ในตัวหนังก็ทำได้ดีมาก เงินทองและความรักไม่ใช่คำตอบเสมอไป หน่วยพันธุกรรมและอดีตของเด็กที่เริ่มรู้เดียงสาแล้วมีเสียงเพรียกจากถิ่นกำเนิดฝังแน่นอยู่เสมอ
องค์ประกอบทุกอย่างของหนังเรื่องนี้ทำได้ดี ทั้งการแสดง ภาพ ดนตรีและเพลงประกอบ รวมถึงการจบลงอย่างอิ่มเอมใจด้วยภาพจริงของสองครอบครัวที่มาเจอกันที่อินเดีย และซารูก็ได้ค้นพบว่าเขาชื่อว่า ชีรู ซึ่งหมายถึง สิงโต ในภาษาเบงกาลี
ซารูทำให้เห็นว่ามนุษย์มีสิ่งสวยงามและรากเหง้าของเผ่าพันธุ์ให้ค้นหาอยู่เสมอ “การจากเป็นหรือสูญหาย” แม้จะเจ็บปวดรวดร้าวกว่า “การจากตาย” แต่ก็ยังมีความหวังว่าวันหนึ่งคงได้มาพบเจอกัน...







