
เมื่อความจริง ไม่เพียงพออีกต่อไป
สมัยที่เป็นเด็ก ผมมักชวนเตี่ยไปเที่ยวห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในตัวเมืองเชียงใหม่เสมอ
โดย...โสภณ ศุภมั่งมี ภาพ... unsplash.com
สมัยที่เป็นเด็ก ผมมักชวนเตี่ยไปเที่ยวห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในตัวเมืองเชียงใหม่เสมอ เหตุผลที่ไปมีอย่างเดียวครับคือไปซื้อแผ่นเกมใหม่สำหรับเครื่อง Super Nintendo (จำไม่ได้ใช่ไหมล่ะ ไอ้เครื่องสีเทาๆ ที่ใช้แผ่น Floppy Disk โหลดเกมทีละแผ่นไง)
เกมที่กำลังฮิตอยู่ตอนนั้นก็เป็นพวก StreetFighter II (ฮาโดเคน โชริวเคน กันจนนิ้วโป้งพองน้ำกันเป็นแถวๆ) Super Mario World (หรือที่รู้จักกันอีกชื่อในประเทศญี่ปุ่นว่า “Super MarioBros.4” ภาคที่มาริโอมีผ้าคลุม ขี่โยชิ แถมบินได้ด้วย) Super Mario Kart (โคตรเกลียดตอนที่วิ่งชนเปลือกกล้วยดองกี้คองที่เพื่อนทิ้งไว้บนถนนชะมัด) และมีอีกหลายเกมที่ผมจำไม่ได้แล้วแต่เชื่อว่าถ้าใครเกิดมาในยุค 80’s เหมือนกับผมสิ่งเหล่านี้คงเป็นความทรงจำที่สนุกสนานมากเลยทีเดียว
เพราะไม่ใช่ผมคนเดียวที่เฝ้ารอให้ถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ ตื่นเช้าดูเจ้าขุนทอง (ถ้าไปโรงเรียนแล้วขยันแบบนี้พ่อแม่คงดีใจเนอะ) ละครจักรๆ วงศ์ๆ ปลาบู่ทอง ไกรทอง แก้วหน้าม้า(ที่ทำซ้ำกันรอบที่พันห้า) ต่อด้วยโดราเอมอนและดรากอนบอล พอถึงช่วงสายๆ กลุ่มเพื่อนๆ ที่สนิทก็จะค่อยๆ มารวมตัวกันนั่งเล่นเกมกันอย่างเมามัน
แต่พอเริ่มโตขึ้น สิ่งเหล่านี้ก็ค่อยๆ เลือนหายไปกับความสนใจที่เปลี่ยนแปลงตามตัวเลขอายุและสิ่งแวดล้อม บางคนไปเล่นกีฬา บางคนติดเพื่อนชอบไปเที่ยว บางคนต้องไปทำงานช่วยพ่อแม่ บางคนติดสาว บางคนก็ไปติดบ่าว(รู้ตัวกันเร็วก็ดีแล้ว) การมานั่งเล่นเกมกันเป็นเวลาหลายๆ ชั่วโมงติดกันทุกวันหยุดคงเป็นเรื่องสำหรับเด็กๆ ไปเสียแล้ว
จนกระทั่ง Online Gaming เริ่มกลายเป็นกระแสเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน การรวมตัวของเพื่อนๆ ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นที่บ้านของใครคนใดคนหนึ่ง แค่ทุกคนมีอินเทอร์เน็ตที่ความเร็วเสถียรมากพอ สามารถนัดวันเวลา เพื่อล็อกอินแล้วรวมตัวกันออนไลน์ช่วยกันต่อสู้ศัตรูเก็บเลเวลกันด้วยความสนุกสนานอีกครั้ง ที่สำคัญไม่ต้องขยับตัวไปไหนด้วยซ้ำ มือถือคอนโทรเลอร์อยู่ใต้ผ้าห่มอุ่นๆ บนเตียงก็สามารถร่วมก๊วนกับเพื่อนได้
แต่ไม่นานนัก Online Gaming แบบนี้ก็เริ่มกลายเป็นเทคโนโลยีล้าหลัง ไม่กี่ปีก่อน Virtual Reality (โลกเสมือนจริง) เริ่มกลายมาเป็นกระแสหลักของการเสพมีเดีย ที่จริงมันมีมานานแล้วตั้งแต่ปี 50’s นู้นเลย แต่เพิ่งมาเริ่มดังตอนที่ Google แนะนำให้โลกรู้จักกับ Street View (การดูแผนที่แบบสามมิติ) ในปี 2007 ตอนแรกมีปัญหากันเยอะแยะทางเรื่องกฎหมาย เพราะหลายคนรู้สึกว่าทาง Googleนั้นละลาบละล้วงล่วงเกินรุกล้ำความเป็นส่วนตัวบางคนอยู่ในบ้านซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนบุคคลถูกถ่ายติดผ่านกระจกใสหน้าบ้านรู้สึกไม่พอใจ บางคนเดินอยู่บนถนนถูกถ่ายติดขณะกำลังควักขี้มูกแบบนี้ คือพูดตามตรงครับคนต่างชาติจะถือเรื่องความเป็นส่วนตัวเยอะพอสมควร ดังนั้นก็มีการขึ้นโรงขึ้นศาลฟ้องร้องกันเกิดขึ้น จนสุดท้าย Google ก็ต้องเบลอหน้าทุกคนที่อยู่ในภาพทุกภาพเหมือนที่เห็นในปัจจุบัน
ทิ้งห่างมาได้ไม่นานในปี 2013 บริษัท Oculus ได้เปิดตัว Oculus Rift ซึ่งเป็นอุปกรณ์รูปร่างคล้ายหน้ากากดำน้ำที่ไม่มีหลอดดูด (ไอ้ที่มันเอาไว้หายใจนั่นแหละ) พอสวมเจ้าเครื่องนี้บนหัวปุ๊บ การผจญภัยในโลกเสมือนจริงสามมิติก็เริ่มต้นขึ้นทันที หลังจากนั้นก็มีเกม MMORPGs (Massively Multiplayer Online Role-playing Games-เกมแนวต่อสู้ผจญภัยที่มีผู้เล่นทั่วโลก)ค่อยๆ ทยอยเข้ามาสู่ตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ
เทคโนโลยีนี้ไม่ได้มาเล่นๆ นะครับ ขนาด Mark Zuckerberg เจ้าพ่อ Facebook ยังตัดสินใจควักกระเป๋าตังค์ซื้อบริษัท Oculus เป็นมูลค่าถึง 2,000 ล้านเหรียญ (เจ็ดหมื่นสองพันล้านเองนะแก) ในปี 2014 ซึ่งทำให้เห็นว่าอนาคตของเจ้าเทคโนโลยี Virtual Reality มันต้องมาแน่ๆ แค่จะมาในรูปแบบไหนเท่านั้น
เมื่อปลายปีที่ผ่านมามี Virtual Reality เกมคาเฟ่ชื่อ VR1 เปิดตัวที่กรุงเทพฯ เป็นแห่งแรกซึ่งให้บริการเช่าห้องเล่นเกมบนโลกเสมือนแบบรายชั่วโมง ทั้งห้องเล็กที่มาโซโล่เดี่ยว หรือห้องใหญ่ที่สามารถพาแก๊งมาสวมหน้ากากดำน้ำแล้วกวัดแกว่งมือไปในอากาศ เพื่อฟันศัตรูในโลกเสมือนได้อีกด้วย (คือพอคิดภาพแล้วมันก็ตลกดี แต่เฮ้ย...โลกเรากำลังเดินทางไปทางนี้จริงๆ)
พอถึงจุดนี้ผมเริ่มคิดถึงภาพยนตร์เรื่อง Matrix ยิ่งโลกเสมือนเหมือนโลกแห่งความจริงมากเท่าไร เส้นบางๆ ที่เรียกว่า “ความจริง”นั้นก็เลือนลางลงไปทุกขณะ จนในที่สุดเราอาจแยกไม่ออกด้วยซ้ำว่าอันไหนของจริงอันไหนถูกสรรค์สร้างขึ้นมาด้วยน้ำมือมนุษย์ ความบันเทิงอย่างการควบคุมตัวละครในเกม เพื่อต่อสู้ร่วมกันกับเพื่อนๆ หลายล้านคนออนไลน์นั้นคงเป็นเรื่องที่ไม่น่าห่วงมากนักถ้ามันจบแค่นั้นแต่ถ้าวันหนึ่งที่มีผู้เล่นเกมเหล่านี้แล้วเกิดอารมณ์ค้าง ไม่สามารถแยกแยะได้ขึ้นมา สวมบทบาทออกมาทำร้ายผู้คนรอบตัวด้วยคิดว่ามันเป็นเกมแล้วละก็ เขาคงลืมไปเลยว่าปุ่ม Restart ในชีวิตจริงไม่มีให้กดเมื่อฉาก Game Over ได้ขึ้นมาแล้ว







