posttoday
ทบทวนอดีต-วิเคราะห์ปัจจุบัน

ทบทวนอดีต-วิเคราะห์ปัจจุบัน

28 มกราคม 2560

เวลานี้กระแส “สะพายเป้แบกกล้องท่องเที่ยว” มาแรงจริงๆ หลังจากมีเพจหรือเว็บไซต์แนวนี้ที่สร้างแรงบันดาลใจเกิดขึ้นมาให้เต็มไปหมด

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

เวลานี้กระแส “สะพายเป้แบกกล้องท่องเที่ยว” มาแรงจริงๆ หลังจากมีเพจหรือเว็บไซต์แนวนี้ที่สร้างแรงบันดาลใจเกิดขึ้นมาให้เต็มไปหมด ขอออกตัวก่อนเลยว่าผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบอ่านและชอบดูนะครับ ดูแล้วก็เพลินไปอีกแบบ

สำหรับส่วนตัวเป็นคนชอบเที่ยวคนเดียวมาได้หลายปีแล้ว ที่ไปคนเดียวนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่มีเพื่อนคบนะครับ แต่บางทีรู้สึกว่าอยากไปในที่ที่อยากไปจริงๆ เช่น พิพิธภัณฑ์ เป็นต้น ซึ่งปกติแล้วถ้าลองเอ่ยปากชวนเพื่อนไปพิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่จะเสียง “ยี้” กลับมา

ผมสงสัยมานานแล้วว่าทำไมหน่วยงานภาครัฐของไทยไม่ทำพิพิธภัณฑ์หรือห้องสมุดให้ยิ่งใหญ่และน่าสนใจเหมือนต่างประเทศบ้าง ที่บอกแบบนี้ไม่ได้ต้องการจะมายกย่องต่างประเทศเพื่อมาดูถูกบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง แต่ต้องยอมรับว่าในเรื่องของพิพิธภัณฑ์นั้นของบ้านเรายังห่างไกลกับต่างประเทศมากนัก

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ มีรากเหง้าและภาษาเป็นของตัวเอง อีกทั้งมีวัฒนธรรมประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ เรียกได้ชื่อของ “ประเทศไทย” อยู่ในแผนที่โลกมานานหลายศตวรรษแล้ว นานกว่ามหาอำนาจบางประเทศด้วยซ้ำ

ด้วยเหตุนี้เองผมจึงคิดว่าประเทศไทยควรมีพิพิธภัณฑ์ที่มีสมบูรณ์ทั้งในเรื่องความรู้และรูปแบบการนำเสนอ ที่สำคัญง่ายต่อการเข้าถึงและการค้นคว้า เพื่อปลูกฝังการคิดแบบต่อยอดให้กับเยาวชน

อย่างไรก็ดี ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะไม่มีพิพิธภัณฑ์ที่ดีๆ นะครับ เพราะมีอยู่พิพิธภัณฑ์หนึ่งที่อยากให้คนไทยไป คือ “ช่องเขาขาด พิพิธภัณฑสถานแห่งความทรงจํา” ตั้งอยู่ภายในกองการเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานทหารพัฒนา หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา จ.กาญจนบุรี

หลายคนน่าจะทราบกันดีว่าช่องเขาขาดเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางรถไฟสายมรณะ ซึ่งสร้างโดยกำลังแรงงานเชลยศึกที่ถูกเกณฑ์โดยกองทัพญี่ปุ่นเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

พิพิธภัณฑ์นี้มีความสมบูรณ์แบบในเชิงเนื้อหาและการนำเสนอ โดยแบ่งเป็นสองจุดใหญ่ๆ ประกอบด้วย 1.อาคารจัดแสดงเป็นจุดที่นำเสนอถึงความยากลำบากของการก่อสร้างเส้นทางรถไฟดังกล่าว โดยเฉพาะการถูกทรมานและการผจญกับโรคระบาด ทำให้เชลยศึกล้มตายจำนวนมาก 2.ช่องเขาขาด ซึ่งสถานที่ที่เป็นทางรถไฟจริง เดินจากอาคารนิทรรศการออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร

จากเท่าที่สังเกตคนที่มาส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติ อีกทั้งยังเป็นลูกหลานของทหารที่เสียชีวิตในระหว่างการก่อสร้างด้วย ทำให้ต้องมาดูจุดที่บรรพบุรุษของตัวเองเสียชีวิตเพื่อระลึกถึงผู้จากไป

ชาวต่างชาติที่ผมเห็นมาพิพิธภัณฑ์นี้ค่อนพิจารณาแต่ละจุดของพิพิธภัณฑ์ค่อนข้างละเอียด ให้ความสนใจกับวิดีโอพรีเซนเทชั่นที่นำเสนอสภาพของเชลยศึกที่แทบไม่เหลือสภาพของความเป็นคนให้เห็น อันเป็นผลมาจากการถูกทรมานในฐานะเป็นเชลย ไม่น่าเชื่อว่าเมื่อปีกว่า 70 ปีก่อน มนุษย์จะกระทำทารุณกรรมต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้ถึงเพียงนี้

เมื่อมองกลับในอดีตแล้วก็กลับมามองปัจจุบันอย่างใคร่ครวญเช่นกัน

แม้โอกาสที่จะเกิดสงครามโลกแบบในอดีตจะมีความเป็นไปได้น้อย เพราะปัจจุบันแต่ละประเทศหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นหลักประกันที่นำมาซึ่งความสงบ

ปัจจุบันรูปแบบของการก่อสงครามต่างจากในอดีตที่เป็นการลากรถถังข้ามน้ำข้ามทะเล แต่กลายมาเป็นรูปแบบของ “สงครามทุนนิยม”

ใครที่มีทุนมากกว่าก็สามารถทำลายคนที่มีฐานะอ่อนด้อยทางเศรษฐกิจได้อย่างง่ายดาย จนนำมาซึ่งความเหลื่อมล้ำและความไม่ยุติธรรม

สงครามทุนนิยมที่มีทุนเป็นอาวุธ นานวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำลายคนอ่อนแอกว่าโดยที่กฎหมายไม่สามารถทำอะไรได้

บางทีก็กลับมาคิดว่าความรุนแรงต่อเพื่อนมนุษย์ไม่ได้หายไปพร้อมกับสงครามโลก แต่มันยังคงอยู่ในรูปแบบอื่นเท่านั้นเอง

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี