
แฮ็กเกอร์
โดย...เอกศาสตร์ สรรพช่าง
โดย...เอกศาสตร์ สรรพช่าง
“เริ่มแรก...อินเทอร์เน็ตเกิดมาจากความไว้วางใจกัน ฉะนั้นตอนที่มันเกิดขึ้น ไม่มีใครคิดว่าเราจะต้องระมัดระวังตัวอะไรกันมากขนาดนี้”
เดวิด ฮิลลิส (David Hillis) นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐ จากสารคดี Lo and Behold : Reveries of the Connected World
1 ไม่นานมานี้ผมเพิ่งได้อ่านข่าวในเทเลกราฟ รายงาน 25 อันดับ รหัสผ่าน หรือ “Password” ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของปี 2016 เท่าที่ดูก็ยังเป็นรหัสง่ายๆ แบบที่เราเคยเห็นคนเตือนกันอยู่บ่อยๆ อย่างการใช้ตัวเลขเรียงกัน (12345) เป็นตัวเลขซ้ำ(111111) หรือบางทีก็เป็นตัวเลขสลับกับอักษร (1qaz2wsx) แต่ทั้งหมดก็ยังมีชุดความคิดแบบทั่วๆ ไปที่เราคาดเดาได้ไม่ยากที่น่าสนใจมากกว่าคือการที่รหัสผ่านเหล่านี้ที่ถูกนำมาเปิดเผยและจัดอันดับ ได้แสดงว่ามีผู้ใช้จำนวนหนึ่งในอินเทอร์เน็ตที่โดนแฮ็กมาแล้วเรียบร้อย ถึงได้รู้ว่ารหัสผ่านพวกนี้เป็นที่นิยม
พออ่านจบก็คิดเล่นๆ ว่า ถ้าหากผมเป็นแฮ็กเกอร์ มีอีเมลอยู่ในมือสักล้านแอ็กเคาต์แล้วลองสุ่มตัวเลขพวกนี้ลงไป อย่างน้อยๆ ก็คงต้องได้อะไรออกมาบ้างล่ะน่า ไม่รูปเด็ดๆ ก็อาจจะมีเลขที่บัญชีธนาคาร หรือเชื่อมต่อไปถึงข้อมูลของบริษัทชั้นนำ ซึ่งหากว่าทำขนาดนี้ได้การเจาะล้วงข้อมูลถัดๆ ไปก็ไม่น่าจะยาก
ปัจจุบันเรามีอีเมลที่ใช้กันอยู่ในโลกประมาณ 3,000 ล้านแอ็กเคาต์ อีเมลเหล่านี้ผูกอยู่กับเฟซบุ๊กบ้าง อินสตาแกรมบ้าง หรือผูกกับข้อมูลช็อปปิ้งของเรา หรือมีคนอุตริเก็บรหัสผ่านของอะไรต่อมิอะไรไว้ในอีเมล รวมทั้งเลขที่บัตรเครติด ทั้งหมดนี้มีความเสี่ยงทั้งนั้น ว่าคุณอาจจะโดนเข้าสักวัน
2 ในสารคดีเรื่อง Lo and Behold : Reveries of the Connected World สารคดีที่พาไปดูการกำเนิดขึ้นของอินเทอร์เน็ตและผลกระทบทางสังคมต่างๆ ที่ตามมา ทั้งในแง่ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง เป็นต้นว่า อินเทอร์เน็ตช่วยให้เราติดต่อกันได้ไม่รู้จบ หรือด้านแย่ๆ ก็อย่างเช่น การแชร์ภาพความรุนแรงและการสูญเสีย ซึ่งส่งผลกระทบทางด้านจิตใจให้กับครอบครัวของเหยื่อไปตลอดชีวิต หรือรวมไปถึงเรื่องที่เรายังไปไม่ถึง เช่น การมีชีวิตอมตะด้วยการสร้างฐานข้อมูลใหญ่ยักษ์ของเราแล้วอัพโหลดตัวเราไปอยู่บนนั้นกลายเป็น “โลกใหม่” ของเรา เป็นต้น ซึ่งอินเทอร์เน็ตส่งผลกับชีวิตเราอย่างไม่น่าเชื่อ
สิ่งหนึ่งที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือ มนุษย์ที่เกิดในยุคนี้จะมีข้อมูลทุกอย่างของตัวเองอยู่บนอินเทอร์เน็ต ตั้งแต่ว่า คุณเกิดที่ไหน เวลาเท่าไหร่ ทำคลอดกับหมออะไร เข้าโรงเรียนครั้งแรกที่ไหน รวมไปถึงข้อมูลที่คอขาดบาดตายกว่านั้น เช่น เลขประจำตัวผู้เสียภาษี เลขบัตรเครติด เลขที่บัญชี และรวมไปถึงรหัสในการสั่งยิงขีปนาวุธต่างๆ ก็อยู่บนอินเทอร์เน็ต สิ่งที่น่ากังวลก็คือ เรามั่นใจในความปลอดภัยได้มากน้อยแค่ไหนว่าข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกโจรกรรม
ด้านหนึ่งผู้ให้บริการและคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องคอขาดบาดตาย (เช่น กรณีระเบิดนิวเคลียร์) คงต้องดูแลกันอย่างดี แต่สำหรับประชาชนคนทั่วไปก็ต้องเตรียมรับมือเช่นกัน อย่าลืมว่าเครื่องไม้เครื่องมือที่ราคาถูกลง ทำให้โจรออนไลน์พวกนี้พัฒนาฝีมือของพวกเขาได้ไม่ยากเช่นกัน ดูได้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2016 ซึ่งเป็นปีที่ถูกบันทึกไว้ว่าเป็นปีที่ข้อมูลของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตถูกแฮ็กมากที่สุดในโลก นับตั้งแต่เคยมีการเก็บบันทึกกันมา นั่นคือราว 2,000 ล้านแอ็กเคาต์ ครึ่งหนึ่งนั้นมาจากแอ็กเคาต์ของผู้ใช้งาน Yahoo และยังมีอีกหลายแห่งที่โดนแฮ็ก ทั้ง Twitter Dropbox Badoo (โปรแกรมแชต) Apple และ My Space (ยังมีคนใช้อยู่?)
ผู้ใช้งานเมืองอินเทอร์เน็ตในไทยอาจไม่ค่อยรู้สึกถึงผลกระทบนี้เท่าไหร่ เพราะประเทศเล็กๆ อย่างเราอาจไม่น่าสนใจพอสำหรับแฮ็กเกอร์ แต่หากดูจากข้อมูลและแนวโน้มของความบ้าออนไลน์ช็อปปิ้งของคนไทย ซึ่งตอนนี้ยึดหัวหาดเป็นนักช็อปอันดับต้นๆ ของภูมิภาคไปแล้ว (มากกว่าอินโดนีเซีย ซึ่งมีประชากรมากเป็นอันดับ 5 ของโลก) หากผมเป็นแฮ็กเกอร์ก็ต้องคิดแล้วว่าตลาดนี้น่าสนใจที่จะลองแฮ็กสักหน่อย แล้วเราจะทำอย่างไรดี
3 เป็นโชคดีของคนไทยอยู่นิดหน่อยที่ว่าแม้เราจะค้าขายบนออนไลน์กันมาก แต่เรายังนิยมจ่ายเงินแบบโอนเงินกัน มากกว่าจ่ายผ่านบัตรเครติด ฉะนั้นการโอนเงินที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งก็จะใช้วิธีการโอนผ่านธนาคาร แล้วเอาใบเสร็จมาโชว์ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย วิธีนี้ก็ลดความเสี่ยงไปได้ระดับหนึ่ง (ประเทศอื่นเขาไม่ทำกันนะครับ มีแต่บ้านเราที่ฮิต) แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ซื้อของผ่านออนไลน์แบบผูกกับบัตรเครติด โดยเฉพาะผู้ใช้งานผ่าน iPhone ซึ่งโดยมากจะต้องลงทะเบียนในApp Store ตั้งแต่เริ่มใช้งานโทรศัพท์ ซึ่ง ณ ตอนนี้ผู้ให้บริการไม่ว่าจะเป็น กูเกิล แอปเปิ้ล หรือไมโครซอฟท์ เฟซบุ๊ก ต่างรู้ปัญหานี้ดีครับถึงได้ออกแบบระบบอย่างการสแกนลายนิ้วมือหรือสแกนรูม่านตา
เรื่องที่จะแนะนำก็คือ เราควรใช้ “การใส่รหัสผ่านสองชั้น” หรือ Two-Step Verification กันได้แล้ว บริการนี้จริงๆ มีมานานแล้ว ง่ายๆ ก็คือแค่กรอกรหัสผ่านสองครั้งก่อนใช้งานอีเมลหรือใช้งานในการเข้าสู่ระบบคลาวด์ของแอปเปิ้ล วิธีนี้เพิ่มความยุ่งยากในการใช้งานอีกนิดหน่อย แต่ปลอดภัยขึ้น เพราะต้องมีการยืนยันตัวบุคคลมากขึ้น
แนะนำว่า “ต้องทำ” นะครับโดยเฉพาะในอีเมลที่คุณนำไปผูกกับบัตรเครดิต หรือการใช้จ่ายเงินออนไลน์ทั้งหลายต่างๆ การซื้อของ App Store สิ่งนี้จำเป็นและช่วยลดความเสี่ยงในการโดนจารกรรมข้อมูลได้มาก
และแนะนำอีกนิดว่า อีเมลที่ใช้กับการทำธุรกรรมทางการเงินบนมือถือ เป็นไปได้ให้แยกจากอีเมลที่ใช้ในการรับส่งข้อมูลทั่วไปก็จะดีครับ ตั้งชื่อแปลกๆ พาสเวิร์ดมหาหิน แล้วก็จัดการทำ Two-Step Verification อย่างที่บอก เท่านี้ก็จะปลอดภัยขึ้น และเป็นการป้องกันการโจรกรรมข้อมูลทางโลกไซเบอร์ ซึ่งแน่นอนว่าจะเพิ่มมากขึ้นไปอีก เมื่อสมาร์ทโฟนถูกลง อินเทอร์เน็ตมีให้ใช้มากขึ้น และคนไม่รู้เท่าทันมัน
อ้อ ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง รหัสผ่านที่ตั้งไว้ยากๆ ก็หาวิธีเก็บ วิธีจำด้วยนะครับ ไม่อย่างนั้นลืม หรือทำหายอีกละก็...เรื่องใหญ่ไม่แพ้กัน







