
มิติใหม่ มนุษย์เมือง No ออฟฟิศ...ผลิตงานไร้กังวล
โลกเปลี่ยนคนเปลี่ยน โดยเฉพาะมนุษย์เมืองใหญ่ที่ต้องเจอปัญหาหลากหลายสารพันในชีวิตประจำวัน
โดย...ทีม @weekly ภาพ : คลังภาพโพสต์ทูเดย์
โลกเปลี่ยนคนเปลี่ยน โดยเฉพาะมนุษย์เมืองใหญ่ที่ต้องเจอปัญหาหลากหลายสารพันในชีวิตประจำวัน สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดที่ทำให้เสียสุขภาพจิตสุขภาพกาย นั่นคือการจราจรที่ติดขนัดรถไม่สามารถเคลื่อนได้อย่างที่ใจนึก ท่ามกลางขนส่งมวลชนที่ไร้ประสิทธิภาพ รวมถึงระบบรางขนส่งมวลชนที่มีไม่เพียงพอและกำลังขยายตัวเพื่อเติมเต็มให้สมบูรณ์
เทรนด์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป สำหรับมนุษย์ออฟฟิศซึ่งส่วนใหญ่เป็น "มนุษย์เมือง" รูปแบบชีวิตของคนเมือง ซึ่งมีคำที่แทนคนกลุ่มนี้ว่า เออร์บันนิสต้า (Urbanista)
ผลการสำรวจพฤติกรรมมนุษย์เมืองในแง่การเดินทางและการใช้ชีวิตนอกบ้านแล้ว พบว่ามนุษย์เมืองยุคใหม่ใช้เวลาอยู่นอกบ้านมากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันถือว่ามากกว่า 13 ชั่วโมง/วัน นอกจากนี้ ยังใช้เวลาเดินทางในแต่ละวันเกือบ 3 ชั่วโมง/วัน
ว่าไปแล้วมนุษย์เมืองมีการศึกษาที่ดี อยู่ในวัยทำงาน มีศูนย์กลางการใช้ชีวิตอยู่ตามมหานครหรือเมืองหลวง สิ่งที่เป็นพิมพ์เขียวเหมือนกันของมนุษย์เมืองคือ ชอบใช้ชีวิต แสวงหาสิ่งใหม่ๆ ที่มีความสนุก เชี่ยวชาญการท่องโลกออนไลน์ ชอบแฟชั่น ปฏิเสธสิ่งที่เป็นกระแสหลักจ๋าๆ ตื่นเต้นกับนวัตกรรมใหม่อยู่เสมอ รื่นรมย์กับโซเชียลเน็ตเวิร์ก ที่สำคัญที่สุดของมนุษย์เมืองคือเรื่อง "รสนิยม" เพื่อเป็นเข็มทิศเพื่อค้นหาชีวิตในแบบที่ใช่ โดยเน้นหนักไปที่การออกแบบหรือดีไซน์เป็นส่วนใหญ่ในการเลือก เพื่อมารองรับเป้าหมายชีวิตและค้นหาสิ่งใหม่หรือเทรนด์ใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของวิถีชีวิต
การปรับมุมมองของมนุษย์เมืองในเรื่องทำงานให้เป็นเรื่องสนุก ไม่จำเป็นต้อง Work@Office แต่จะเปลี่ยนทุกที่เป็นที่ทำงานได้ ที่สำคัญอุปกรณ์ออนไลน์ต่างๆ เองก็ทำหน้าที่เป็น Mobility Entertainment ที่สนุกเชื่อมต่อผู้ใช้กับโลกออนไลน์ได้อย่างไม่ขาดตอน
เพราะฉะนั้น ในยุคปัจจุบัน ออฟฟิศหรือการทำงานในออฟฟิศจึงไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นของหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่เป็นมนุษย์เมืองอีกแล้ว
ประสบการณ์ตรงจากผู้ประกอบการ
การเติบโตของ The third place ซึ่งหมายถึงที่แห่งที่สาม รองจากแห่งแรกซึ่งหมายถึงบ้าน และแห่งที่สองซึ่งหมายถึงที่ทำงาน ในกรุงเทพมหานครพอจะสะท้อนภาพถึงการที่หนุ่มสาวรุ่นใหม่มีอิสระที่จะไม่ทำงานขลุกตัวอยู่แต่ในออฟฟิศอีกต่อไป ซึ่งจะเห็นพัฒนการอย่างต่อเนื่อง เพราะการนั่งทำงานเป็นเวลานานๆ ที่ร้านกาแฟก็อาจไม่ค่อยสะดวกสบายเท่าไหร่ เพราะไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ สำหรับทำงาน นอกจากนี้ร้านกาแฟหลายแห่งมีนโยบายจำกัดจำนวนชั่วโมงที่ลูกค้าสามารถใช้บริการ เพื่อลดปัญหากรณีที่นั่งในร้านไม่เพียงพอ นั่นทำให้มี Coworking space ขึ้นมา เช่าพื้นที่ทำงานร่วมกับคนอื่นๆ แล้วก็เติบโตอย่างน่าจับตามอง
เทรนด์ไม่ต้องมีออฟฟิศ สามารถทำงานได้จากทุกที่ ทายาท ศรีปลั่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะไนล์ ที่ปรึกษาด้านบริหารทรัพยากรบุคคล กล่าวว่า กระแสการทำงานจากที่ไหนก็ได้ ถ้าเป็นกลุ่มโรงงานคงไม่มี เพราะเป็นงานที่ต้องอาศัยเรื่องวินัยการทำงาน แต่ถ้าเป็นกลุ่มบริษัทที่อยู่ในกรุงเทพฯ ประเภทงานด้านบริการ ธุรกิจที่ต้องจ้างพนักงานรุ่นใหม่ที่จบการศึกษามาจากต่างประเทศแล้วมีความต้องการเรียกร้องไป เพราะกรุงเทพฯ รถติด ก็จะมีรูปแบบการทำงานลักษณะนี้
“สำหรับตำแหน่งงานที่เข้าข่ายทำงานที่ไหนก็ได้ เช่น งานที่ต้องติดต่อกับลูกค้าโดยตรง ไม่ต้องมาประสานงานจากข้างใน อย่างฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ หรือฝ่ายจัดซื้อ ที่แม้ว่าจะต้องเข้าสำนักงานอยู่ แต่สามารถสลับสับเปลี่ยนเวลาเข้าได้ เพราะฝ่ายจัดซื้อบางบริษัทต้องซื้อจากต่างประเทศด้วย ดังนั้นอาจจะมาบริษัทเช้าตรู่แล้วกลับเร็วได้ หรือมาสายแล้วกลับดึกๆ หรืออาจทำงานดึกๆ ที่บ้านก็ได้เพื่อให้สอดคล้องกับเวลาที่ต้องติดต่อซื้อวัตถุดิบจากไทยและต่างประเทศในช่วงนั้นๆ”
นอกจากนี้ ทายาทยังขยายภาพว่า มีพนักงานขายที่อาจจะมีทีมงานขายที่ต้องติดต่อกับต่างประเทศ จะเข้าหรือไม่เข้าสำนักงานก็ได้ เพราะการทำงานไม่ได้ตรงกับเวลาของทีมงานขายในประเทศ แต่ไปขึ้นอยู่กับตัวลูกค้า หรือทีมด้านตลาดทุนที่ดูแลการฟิวเจอร์ เทรด
“เป็นการขายในตลาดอนาคต ซึ่งการขายลักษณะนี้ต้องขึ้นอยู่กับตลาดหุ้นต่างประเทศ ถ้าตลาดหุ้นนั้นเปิดในช่วงเวลาที่ดึกมากๆ ในไทย ก็ไม่ต้องทำงานที่บริษัท แต่ทำงานจากที่บ้าน อย่างไรก็ตามทุกวันก็ต้องรายงานผลกับหัวหน้าอยู่ดี ยกเว้นงานประเภทฟรีแลนซ์ รับจ้าง ที่นับผลสำเร็จของงานเป็นหลัก ทำงานที่ไหนก็ได้ แล้วบริษัทผู้จ้างก็จะกำหนดวันให้เข้ามาส่งมอบงาน”
แม้การทำงานที่ไหนก็ได้จะเกิดขึ้นแล้วสำหรับบางตำแหน่งงาน แต่สำหรับคนไทย ทายาท ชี้ว่า ก็ต้องมีกรอบหรือวิธีการเข้ามาดูแล เพื่อไม่ให้มีปัญหาเกิดขึ้น เพราะคนไทยยังมีนิสัยว่า ถ้าเลี่ยงไม่ทำได้ก็จะไม่ทำ โดยวิธีการที่ใช้ก็คือ แม้จะทำงานอยู่ข้างนอกไม่ต้องเข้ามาในสำนักงาน บริษัทก็จะมีระบบที่ตรวจสอบได้ว่าพนักงานไปทำงานจริงๆ
“ซึ่งบางบริษัทก็ทำมานานแล้ว เช่น ตำแหน่งพนักงานขาย จะต้องติดจีพีเอสไว้ใกล้ตัว อาจเป็นที่รถ หรือที่โทรศัพท์ เพื่อให้บริษัทตรวจสอบได้ว่า พนักงานคนนั้นไปเยี่ยมลูกค้าจริงหรือไม่ หรือแอบไปแวะที่ไหนนอกเส้นทาง ยิ่งปัจจุบันเทคโนโลยีทันสมัย วิธีการตรวจสอบ ก็อาจจะให้พนักงานขายถ่ายรูปจากโทรศัพท์มือถือพร้อมกับส่งมาเป็นหลักฐานให้หัวหน้างานทราบผ่านไลน์ โดยจะต้องแสดงเวลาที่ถ่ายภาพให้เห็นด้วย หรือยิ่งไปกว่านั้น หลังจากเฟซบุ๊กมีฟังก์ชั่น ไลฟ์ คือถ่ายทอดสดแล้ว บางบริษัทก็ใช้วิธีการให้พนักงานไลฟ์เมื่อไปเยี่ยมลูกค้าเลย เพื่อให้เห็นแบบทันที”
เอเยนซีพีอาร์ฉบับล่องหน… ทุกที่คือที่ทำงาน
ผศ.ดร.ธีรยุส วัฒนาศุภโชค รองประธานหลักสูตรเอ็มบีเอ (MBA) คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในสายการตลาดเมื่อหลายปีก่อนว่า ปัจจัย Mobile Worker หรือคนทำงานที่ไม่มีความจำเป็นต้องเข้าสำนักงานประจำ ซึ่งวิเคราะห์ว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นวิธีหนึ่งที่องค์กรธุรกิจใช้เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงานขององค์กร ในเมืองไทยยังเห็นไม่ชัด แต่บริษัทต่างชาติทำกันเป็นปกติ ซึ่งจะประหยัดค่าใช้จ่ายได้เยอะ แต่ต้องสอดคล้องกับลักษณะของงาน คือเป็นงานที่ไม่ได้กำหนดเวลาเข้าแน่นอนตายตัว แต่เป็นงานที่เน้นผลของงานมากกว่า
"เพราะตอนนี้คอนเซ็ปต์ของ Mobile Worker หรือคนทำงานที่ไม่ต้องเข้าออฟฟิศมีเยอะ ยิ่งธุรกิจไอทีเจริญมากขึ้นและค่าใช้จ่ายไม่ได้สูงเหมือนเมื่อก่อน ฉะนั้น เมืองใหญ่ๆ ทั่วโลกก็เริ่มมีการใช้ออฟฟิศสลับกันแล้วเพราะพื้นที่มันแพง สมมติองค์กรหนึ่งมีคนงาน 100 คนก็ไม่จำเป็นต้องมีโต๊ะทำงานครบทุกคน มีแค่ 50 ที่ ที่เหลือก็หมุนเวียนกัน เพราะทุกคนไม่ได้เข้าออฟฟิศตลอด อย่างที่ญี่ปุ่นใครจะเข้าออฟฟิศก็ลงตารางไว้ พื้นที่ทำงานจึงไม่จำเป็นต้องจัดหาไว้ให้กับทุกคน เขาจะมีแค่ล็อกเกอร์เก็บของ สำหรับคนที่ทำงานพาร์ตไทม์หรือพนักงานที่เป็น Mobile Worker ที่หิ้วโน้ตบุ๊กอันเดียวก็ติดต่องานได้ ก็จะมีที่พักตามจุดต่างๆ สำหรับคนกลุ่มนี้ พวกนี้ก็อาจจะแวะเข้าไปทำงานชั่วโมง สองชั่วโมง หรือครึ่งวันเพื่อนั่งเคลียร์งานโดยที่ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ"
ปัจจุบัน ในกรุงเทพฯ ก็เริ่มจะเป็นการทำงานผ่าน Mobile Worker เพราะคนรุ่นใหม่ที่เรียนจบมาหมาดๆ และที่กำลังจะเรียนจบในอนาคตจากนี้ไป มีแนวโน้มเป็นอย่างมากที่จะเป็นเจ้าของกิจการหรือ “เป็นนายตัวเอง” คนที่คิดว่าจะเป็น “ลูกจ้างมืออาชีพที่ดีจนเกษียน” กำลังจะลดลง หรือแทบไม่อยู่ในความคิดของคนรุ่นใหม่อีกต่อไป เพราะโลกออนไลน์ทำให้สามารถทำงานที่ไหนก็ได้ ภายใต้การสื่อสาร การทำงานเป็นทีมทำได้ง่ายขึ้นแค่คลิกเดียว
สาวฟาง เอกลักษณ์รุจี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซเว่น ครีเอทีฟ คอนซัลแทนท์ บริษัทให้คำปรึกษาการสื่อสาร ที่เน้นกลยุทธ์และการวางแผนการสื่อสาร แบรนดิ้ง การประชาสัมพันธ์ (พีอาร์) การให้ข้อมูลนักลงทุน (ไออาร์) กิจกรรมสังคมและการตลาดการสื่อสาร กล่าวว่า บริษัทก่อตั้งตั้งแต่ปี 2554 จนถึงวันนี้ก็ประมาณ 7 ปี มีพนักงานประจำประมาณ 4 คน เน้นให้คำปรึกษาเชิงลึกสำหรับลูกค้า เป็นการให้บริการครบวงจรด้านการสื่อสาร ขณะนี้มีลูกค้า 2 รายใหญ่ คือ บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น หรือ PACE บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และบริษัท โซเฟีย บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฟุตซี่ ประเทศอังกฤษ ที่ได้รับสัมปทานสำรวจและขุดเจาะในอ่าวไทย 2 โครงการ
สาวฟาง มีประสบการณ์ในงานที่ทำอยู่นี้มานานถึง 20 ปี เคยเป็นผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด และผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท เทสโก้ โลตัส มาก่อน โดยงานของเธอภายหลังการมาเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท เซเว่น ครีเอทีฟ คอนซัลแทนท์ คือการให้คำปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทที่เธอรับจ้างเป็นที่ปรึกษา เพื่อสื่อสารและบริหารองค์กรได้อย่างครบวงจร ทั้งการสื่อสารภายในและภายนอกองค์กร
"ปัจจุบันบริษัทนานาชาติต้องการบริษัทท้องถิ่นที่เข้าถึงชุมชน ในขณะเดียวกันมีมาตรฐานการให้บริการที่เป็นสากลมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องจ้างเอเยนซีระดับอินเตอร์เนชั่นแนลที่เป็นองค์กรใหญ่ดังเช่นในอดีตที่เข้าไม่ถึงชุมชน"
ลักษณะการทำงานของทีมงานในบริษัทของเธอ คือ ต่างคนต่างทำงานที่บ้านตัวเอง หรือแยกย้ายกันไปคุยกับลูกค้า เมื่อมีปัญหาสามารถปรึกษากันผ่านไลน์ เพื่อให้การทำงานสื่อสารออกไปในข้อความเดียวกัน แผนงานเดียวกัน เพื่อบริหารงานให้ได้เป้าหมายเดียวกัน ตอบโจทย์สิ่งที่ลูกค้าต้องการ
"การทำงานในยุคสมัยนี้มีช่องทางที่สามารถลดต้นทุนได้มาก เพื่อการทำงานที่ได้ประสิทธิผล ขณะนี้มีบริษัทอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งทำออฟฟิศชั่วคราวให้เช่าพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำงาน รวมถึงไว-ไฟ เพราะเศรษฐกิจไม่ดีคนนิยมจ้างฟรีแลนซ์มากขึ้น"
ลักษณะงานของบริษัทจะมีการนัดคุยกันทุกวันจันทร์ที่บ้านสาวฟาง โดยสาวฟางจะกำหนดแผนและเป้าหมาย กิจกรรม และช่วงเวลาให้พนักงานแต่ละคนในการทำงานกับลูกค้าแต่ละราย หลังจากนั้นออกไปเจอลูกค้า ต่างคนต่างแยกย้ายกันทำ โดยบริษัทจะเน้นจ้างพนักงานที่มีประสบการณ์และมีคุณภาพการทำงานที่สูง
"บางบริษัทจะมีการนัดคุยกับลูกค้าที่ออฟฟิศลูกค้า 2 สัปดาห์/ครั้ง และสามารถให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ได้ตลอดเวลา ทำงานผ่านแล็ปท็อปที่เป็นเครื่องมือสื่อสารได้ทุกที่"
เธอเล่าว่า ตั้งแต่เปิดบริษัทของตัวเองมา 7 ปี ทำให้สามารถมีเวลาดูแลแม่ที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์ได้ใกล้ชิดขึ้น ดูแลลูกสาวที่กำลังเติบโตเป็นวัยรุ่น โดยไม่มีเวลาเข้าออกสำนักงานเป็นข้อจำกัดสำหรับชีวิตส่วนตัว
อย่างไรก็ตาม การเป็นนายตัวเองนั้นจะต้องรอบรู้มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องบัญชี การเงิน ภาษี และการบริหารงานในองค์กร รวมถึงกลยุทธ์ เพราะเมื่อใดที่พนักงานด้านใดด้านหนึ่งลาออก เธอจะต้องดูแลได้ทั้งหมด สำหรับงานด้านกิจกรรมการตลาดนั้น ใช้วิธีจ้างบริษัทภายนอกองค์กรทำ
"อิสระ" เป็นนายตัวเอง
กัลยารัตน์ แสนปัญญา หรือไอซ์ เจ้าของบริษัท ต้นบุญ ครีเอชั่น อดีตผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ อดีตลูกจ้างทั้งจากเอเยนซีขนาดเล็กจนถึงบริษัทระดับเวิลด์ไวด์ กล่าวว่า บริษัท ต้นบุญ ครีเอชั่น ให้บริการเป็นที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ จัดงานแถลงข่าว นำพาแหล่งข่าวให้พบปะสื่อมวลชน หรือนำข่าวสารขององค์กรต่างๆ เผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนจนทำให้องค์กรหรือสินค้าและบริการเป็นที่รู้จักในวงกว้าง หรืออีกนัยหนึ่งคือ นักสร้างแบรนด์ให้กับสินค้าหรือบริการด้วยกลยุทธ์การประชาสัมพันธ์นั่นเอง
ในวัย 40 ปลายๆ เธอตัดสินใจลาออกครั้งสุดท้ายเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา เพราะเป็นคุณแม่ที่มีลูกเล็กๆ 2 คน กับหน้าที่การงานที่ท่วมหัว จึงลาออกและเริ่มเป็นฟรีแลนซ์ที่มีงานจ้างทั้งจากบริษัทขนาดเล็กไปจนถึงมหาชน ลูกค้าบอกต่อกันไปทำให้มีงานอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาสู่การตั้งบริษัทอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน
“ต้นบุญ ครีเอชั่น” ฉีกกฎบริษัทเอเยนซีพีอาร์ ที่จะต้องมีสำนักงานหรูหรา ตั้งอยู่ทำเลทองใจกลางเมือง มีพนักงานเป็นสิบเป็นร้อย หรือมีเครื่องมืออุปกรณ์สำนักงานที่ทันสมัย
บิซิเนสโมเดลของพีอาร์อย่างต้นบุญฯ คือ ไม่ต้องเช่าสำนักงาน ไม่มีพนักงานประจำ การรับงานที่ถนัดและเลือกทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละสายข่าวให้ตรงกับประเภทของลูกค้า เป็นหัวใจในการขับเคลื่อนธุรกิจ คนคือต้นทุน ร้านกาแฟคือที่ประชุมรับบรีฟงานจากลูกค้า และบรีฟงานต่อไปยังทีม ที่ประกอบไปด้วยเออี หรือวางแผนกลยุทธ์การประชาสัมพันธ์ สื่อสารตรงและดูแลลูกค้า เอ็มอาร์ คือผู้เชี่ยวชาญในการประสานงานสื่อมวลชน ช่างภาพ และพนักงานต้อนรับหน้างาน และหากงานใดต้องการให้จัดงานแบบครบวงจร ต้นบุญฯ ก็เลือกออร์แกไนเซอร์พันธมิตรคู่ใจ ที่มีความสร้างสรรค์และถนัดให้ตรงกับโจทย์ที่ลูกค้าต้องการ ส่วนพนักงานบัญชี พนักงานส่งเอกสาร หรือเจ้าหน้าที่รวบรวมข่าวที่ได้รับการเผยแพร่ ก็ใช้บริษัทข้างนอกทั้งสิ้น
การไม่มีต้นทุนในการเช่าสำนักงาน การจ้างพนักงานประจำ จิปาถะเหล่านี้ ทำให้ต้นบุญฯ เติบโตอย่างเงียบๆ อย่างพอเพียง แต่ยั่งยืนมาจนเข้าปีที่ 10 ของการเป็น “นายตัวเอง” ในที่สุด ภายใต้แนวคิดที่พิสูจน์ได้ว่า บริการในราคาย่อมเยา แต่ผลลัพธ์เป็นที่พอใจ มีอยู่จริง
“ตอนเราเป็นลูกจ้าง เรารับผิดชอบเฉพาะงานที่เราได้รับมอบหมายตามตำแหน่ง โชคดีที่เป็นนักข่าวมาก่อนจึงเขียนข่าวได้ตรงใจสื่อมวลชน สื่อไม่ต้องรีไรต์มาก รู้จักเพื่อนๆ นักข่าวเยอะจึงไม่ยากที่จะติดต่อประสานงานสื่อ และได้ร่วมงานกับเอเยนซีพีอาร์ที่ให้ตำแหน่งงานที่แตกต่างกัน บางที่เราเป็นเออี บางที่เราเป็นเอ็มอาร์ เราไม่เคยคิดว่าเมื่อเราตัดสินใจลาออกมา เราจะสามารถทำอะไรได้มากขนาดนี้ ถ้าเราบริหารงานได้ดี รับผิดชอบตามที่ลูกค้ามอบหมายและคาดหวัง เราก็จะมีเวลาให้ตัวเอง พ่อแม่ และครอบครัว ที่สำคัญรวยความสุข”
ไอซ์ ทิ้งท้ายว่า “การเป็นนายตัวเอง” เป็นสุดยอดความฝันของคนทุกคน แต่ถ้าจะให้ดี การเริ่มต้นจากการเป็นลูกจ้าง คือรากฐานที่สำคัญที่สุด ที่จะทำให้เราได้ฝึกปรือ สั่งสมประสบการณ์ สั่งสมคอนเนกชั่น เมื่อตกตะกอนและถึงพร้อมแล้ว กล้าๆ แล้วลุยเลย แม้จะเหนื่อยบ้าง แต่ความมั่นคง ยั่งยืน รอเราอยู่ที่ปลายทาง อยู่ที่จะกำหนดและออกแบบชีวิต ไม่ต้องรวยล้นฟ้า แต่มั่งคั่งความสุข สุขของเราคือมีเงิน (พอเพียง) มีเวลา (ให้ตัวเองและคนที่เรารัก) และมีสุขภาพ (กายใจแข็งแรง) ตามที่ต้องการ







