posttoday
โพรเฟสชันนัลไลฟ์ไอที ปพนธ์ รัตนชัยกานนท์

โพรเฟสชันนัลไลฟ์ไอที ปพนธ์ รัตนชัยกานนท์

02 กันยายน 2553

“หน้าที่เราคือโค้ช ไม่ได้เป็นเจ้านาย พยายามหามุมมองที่ลูกน้องเรามองไม่เห็นแล้วสอนเขาได้ในเชิงนโยบาย บางสิ่งบางอย่างเราอาจจะไม่ได้เก่ง แต่เราต้องมีเบิร์ดอายวิวที่ดี มุมมองที่สูงเราจะเห็นอะไรที่ดีกว่า ดังนั้นการที่เราเห็นอะไรที่ดีกว่าเราจะต้องลงไปบอกลูกน้องตามหลักบริหารที่ดี และทุกอย่างต้องมาจากความชอบและใจรักในการทำงาน และเราจะโฟกัสการทำงานที่ดีกว่า” ปพนธ์ รัตนชัยกานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่/ประธานคณะผู้บริหาร และรองหัวหน้ากลุ่มคณะผู้บริหารด้านการพาณิชย์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น

“หน้าที่เราคือโค้ช ไม่ได้เป็นเจ้านาย พยายามหามุมมองที่ลูกน้องเรามองไม่เห็นแล้วสอนเขาได้ในเชิงนโยบาย บางสิ่งบางอย่างเราอาจจะไม่ได้เก่ง แต่เราต้องมีเบิร์ดอายวิวที่ดี มุมมองที่สูงเราจะเห็นอะไรที่ดีกว่า ดังนั้นการที่เราเห็นอะไรที่ดีกว่าเราจะต้องลงไปบอกลูกน้องตามหลักบริหารที่ดี และทุกอย่างต้องมาจากความชอบและใจรักในการทำงาน และเราจะโฟกัสการทำงานที่ดีกว่า” ปพนธ์ รัตนชัยกานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่/ประธานคณะผู้บริหาร และรองหัวหน้ากลุ่มคณะผู้บริหารด้านการพาณิชย์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น

โดย....โยธิน อยู่จงดี

 

โพรเฟสชันนัลไลฟ์ไอที ปพนธ์ รัตนชัยกานนท์

เปรยถึงนิยามของความเป็นผู้นำยุคใหม่ ที่ความเป็นเจ้านายไม่ใช่คนที่คอยแต่สั่งงานเป็นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีมุมมองที่ดี รู้ว่าปัญหาที่แท้จริงนั้นเกิดขึ้นจากอะไร และสามารถพาทีมไปถึงเป้าหมายจนประสบความสำเร็จ

แบ่งให้พอดี

ด้วยความที่ ปพนธ์ มีหน้าที่ต้องดูแลงานหลายๆ อย่างในทรู ทั้งงานด้านคอมเมอเชียล ทรู คอฟฟี่ช็อป และดูแลการตลาดสมาร์ตโฟนทั้งหมด จึงมีภาระหน้าที่มากมายทั้งการประชุมวางแผน คิดการตลาดใหม่ๆ ออกมา เวลาจึงเป็นสิ่งมีค่าสำหรับเขามาก แต่คงไม่พ้นความตั้งใจที่ตัวเขาบอกว่าจะต้องทำงานให้สมกับเป็นโพรเฟสชันนัลในทุกๆ ด้าน ที่ใครฟังแล้วคงทึ่งไปกับความสามารถอันล้นเหลือของบอสหนุ่มผู้นี้

ปพนธ์ เคยทำงานเป็นนักการตลาดและโฆษณา ก่อนจะออกมาทำงานด้านอาร์ตดีไซน์ แล้วพลิกผันมาเป็นหนึ่งในผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการของค่ายเพลงชื่อดังอย่างเบเกอรี่ มิวสิค จากนั้นจึงผันตัวเข้ามาทำหน้าที่สร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับมาสด้า ก่อนที่ ศุภชัย เจียรวนนท์ จะกระชากตัวมาเป็นผู้ช่วยดูแลธุรกิจของทรู

“ผมมีความตั้งใจที่จะทำงานแบบมืออาชีพ แต่ก็ไม่คิดว่าจะต้องไปเป็นเจ้าของ คือผมเคยทำงานเป็นเจ้าของมาแล้ว และเคยทำงานแบบ 4 วันไม่ได้นอน เลยมาคิดว่าทำไมผมต้องทำงานหนักขนาดนั้น แต่ชีวิตก็ไม่มีอะไรดีขึ้น การทำงานก็ต้องมีวันหยุดบ้างเพื่อให้เวลากับชีวิตและครอบครัว ก็เลยออกมาเป็นโพรเฟสชันนัลไลฟ์ ในการทำงานของผมจึงต้องจำแนกงานและแบ่งเวลาให้ดี งานตลาด งานการขาย งานไลฟ์สไตล์ บริหารจัดการดีๆ ก็ทำให้ชีวิตสนุกขึ้น” ปพนธ์ เล่าชีวิตการทำงานที่ต้องแบ่งเวลาระหว่างงานและไลฟ์สไตล์ส่วนตัวให้สมดุล

แบ่งงาน แบ่งเครื่อง

นอกจากการแบ่งเวลางานแล้ว แกดเจ็ตที่ช่วยในการทำงานของเขาก็ต้องแบ่งตามหน้าที่เช่นกัน ปพนธ์ ใช้โทรศัพท์มือถือในเวลานี้อยู่ 3 เครื่อง 3 สไตล์ ที่มีความสามารถใกล้เคียงกัน สามารถทำงานทดแทนกันได้ แต่ละเครื่องก็มีหน้าที่แตกต่างกันออกไป โมโตโรล่า ไมล์สโตน เป็นเครื่องสำหรับถ่ายภาพ และลิงก์กับกูเกิลคาเลนดาร์ รวมถึงฟังเพลงส่วนตัว แบล็คเบอร์รี่มีไว้ทำงานอย่างเดียว เช็กอีเมล และดูตารางการทำงานของตัวเอง ไอโฟน 3GS เอาไว้จดโน้ตไอเดีย และใช้ติดตัวเวลาเดินทางขึ้นเครื่องบิน

“ที่จริงแล้วแต่ละเครื่องสามารถทำงานแทนกันได้หมด แต่ว่าลักษณะของผมอย่างหนึ่งก็คือ ผมแยกเอาไว้ชัดเจนว่าเครื่องนี้เอาไว้ทำอะไร เวลาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาผมจะรู้ตัวเองทันทีเลยว่า ถ้าเป็นเครื่องบีบีต้องเอาไว้เช็กอีเมลและติดต่องาน เครื่องโมโตผมจะเอาไว้ใช้เรื่องส่วนตัว ติดต่อกับลูกสาวที่อยู่ต่างประเทศ ถ่ายรูปเล่นในครอบครัว เป็นเอกลักษณ์และความสามารถของเครื่องนี้ ถ้าหยิบไอโฟนขึ้นมาผมก็รู้ตัวว่าผมจะต้องโน้ตไอเดียลงไป เคยลองเครื่องเดียวแล้วเกิดอาการงง เพราะมีหลายโปรแกรมในเครื่อง แล้วเราจะเล่นอะไร ใช้อะไร เช็กอะไร” ปพนธ์ บอกสาเหตุของการแบ่งเครื่องทำงานอย่างชัดเจน เวลาที่มีเสียงโทรศัพท์เครื่องไหนดังขึ้น เขาก็จะรู้ทันทีว่าหน้าที่ของเขาหลังจากรับโทรศัพท์คืออะไร

ความจำสั้นแต่ความฝันยาว

“ทุกครั้งที่คิดไอเดียใหม่ๆ ออกมาจะต้องรีบจดลงในสมุดบันทึกหรือไอโฟนทันที” ปพนธ์ บอกว่า เขาเป็นคนความจำสั้นแต่ความฝันยาว เขามั่นใจว่าทุกครั้งที่มีไอเดียผุดขึ้นมาในสมอง หากไม่รีบจดไอเดียนั้นจะหายไปแบบนึกไม่ออกว่าเคยคิดอะไรไป แต่ทุกครั้งที่โน้ตข้อความสั้นๆ ลงไปจะกลายเป็นแผนการตลาดระยะยาว ที่มีลำดับขั้นตอนการทำงานแยกไว้อย่างชัดเจน

ซึ่งทุกครั้งที่ไอเดียผุดขึ้นมา เขาจะใช้ไอโฟนเป็นเครื่องจดบันทึกก่อนที่จะจดลงในสมุดโน้ตต่อไป เพราะถึงแม้เทคโนโลยีจะไปไกลแค่ไหน แต่สุดท้ายความแน่นอนที่สุดก็คือการจดลงบนสมุด

31 ธ.ค.

ดูเหมือนว่าชีวิตและการทำงานของผู้บริหารหนุ่มผู้นี้จะมีการวางแผนทั้งในระยะสั้นถึงยาว และเตรียมพร้อมรับกับสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมเอาไว้ได้เป็นอย่างดี ปพนธ์ บอกกับเราอีกว่า ในทุกปีเขาจะเซตตัวเองไว้อย่างหนึ่ง ทุกวันที่ 31 ธ.ค. จะต้องไปดูพลุฉลองขึ้นปีใหม่ เป็นคืนที่เขาจะได้คิดทบทวนว่าในปีที่ผ่านมามีอะไรที่ทำสำเร็จ และไม่สำเร็จไปแล้วบ้าง จนเข้าปีใหม่จะต้องทำอะไรต่อไป

ดูพลุเพื่อให้ความรู้สึกที่ว่าเราจะเข้าสู่ปีใหม่ ได้ดูสิ่งที่เบิกบานใจ แต่จะดูที่ไหนก็ได้ ขอให้ได้แค่จุดพลุสักดอกนึงก็ยังดี ถ้าดูไม่ได้จริงๆ ก็ขอแค่ให้ได้ยินเสียง ซึ่งยังไงเวลาอยู่ที่บ้านเราก็ต้องได้ยินแน่นอน คืนวันที่ 31 ธ.ค. จึงเป็นคืนที่พิเศษมาก ที่เราจะจัดระเบียบสมองของเราใหม่ ทำแล้วรู้สึกสบายใจ
 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท