posttoday
ที่ว่าง-ความว่าง

ที่ว่าง-ความว่าง

10 มกราคม 2560

ผมเพิ่งกลับมาจากญี่ปุ่น เป็นทริปครอบครัวที่มีหลายอย่างน่าจดจำ โดยเฉพาะเป็นการพักผ่อนกับครอบครัว แม้จะวุ่นวายแต่ก็สนุก

โดย...เอกศาสตร์ สรรพช่าง ภาพ เอพี

ผมเพิ่งกลับมาจากญี่ปุ่น เป็นทริปครอบครัวที่มีหลายอย่างน่าจดจำ โดยเฉพาะเป็นการพักผ่อนกับครอบครัว แม้จะวุ่นวายแต่ก็สนุก ทว่าในเรื่องดีก็มีเรื่องที่ชวนให้หงุดหงิด นั่นก็คือการบริการของสายการบิน

อย่างที่รู้กันว่าการนอนบนเครื่องบินไม่ได้เป็นเรื่องที่ชวนพิสมัยเท่าไหร่ ไหนจะเสียงเครื่องยนต์หึ่งๆ ที่ดังทุ้มต่ำอยู่ตลอดเวลา แสงไฟวูบๆ วาบๆ ไหนจะหลุมอากาศที่มาเป็นพักๆ เสียงประกาศจากกัปตัน ฯลฯ แต่ที่ผมเจอน่าจะเด็ดสุดคือ ที่นั่งของผมดันปรับเอนไม่ได้ จะปรับนอนมันดันตั้งหลังตรง!

ความเศร้าสุดๆ คือผมซื้อตั๋วสำหรับที่นั่งชั้นธุรกิจซึ่งเชื่อได้ว่าคนที่จ่ายราคานี้คาดหวังความสบาย และเชื่อว่าพื้นที่ที่กว้างกว่าน่าจะพอบรรเทาความรู้สึกอึดอัดยามอยู่บนเครื่องบินได้ แอร์โฮสเตสใช้เวลาแก้ไขอยู่นานกว่าสิบนาที สุดท้ายก็เอนได้ แต่ปรับให้ตรงไม่ได้! (ขอบคุณมากครับ)

การที่สายการบินนำเครื่องบินวินเทจ (อันนี้เรียกเอง) อายุร่วม 30 ปี มาบริการผู้โดยสารโดยไม่ดูแลอุปกรณ์ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้ งานแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้น พอผมถามว่าทางสายการบินมีนโยบายในการทดแทนความรู้สึกที่เสียไปอย่างไรบ้างไหม

“สำหรับปัญหาของคุณ ตามคู่มือแล้วเรายังไม่มีมาตรการค่ะ” ก็ได้แต่นั่งข่มใจตน

เพื่อนอีกคนเล่าให้ฟังตอนหลังว่าเคยเจอเหตุการณ์คล้ายๆ กัน แต่เป็นน้ำแอร์หยดลงบนหัวพนักงานแก้ปัญหาด้วยการเอาผ้าขนหนูมาปิดช่องแอร์แล้วคอยเดินมาเปลี่ยนทุกๆ ชั่วโมง เพราะเปลี่ยนที่ให้ไม่ได้ เนื่องจากที่นั่งเต็ม

“ให้ความรู้สึกเหมือนเครื่องบินมีประจำเดือน” มันบอกผมแบบนั้น

2 เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ผมนึกถึงความสำคัญของ “ที่ว่าง” และราคาที่ต้องจ่ายสำหรับพื้นที่ขนาด 1x1.5 ตารางเมตร บวกลบคูณหารตามปริมาณพื้นที่และเวลาใช้งาน ถือว่าแพง แต่ก็เข้าใจล่ะว่า กว่าจะได้เก้าอี้มาตัวหนึ่งให้เรานั่งลอยอยู่บนฟ้าสูงจากระดับน้ำทะเลสามหมื่นฟุต แล้วพาเราบินข้ามมหาสมุทรนี่ก็ไม่ง่าย เรียกว่าเป็นการเนรมิตพื้นที่ขึ้นมาในอากาศก็ว่าได้

ผมคิดว่าคนญี่ปุ่นเองเป็นคนที่โดดเด่นเรื่องการจัดการกับ “ที่ว่าง” รวมไปถึงสิ่งที่ดูเป็นปรัชญามากกว่านั้น นั่นคือ “ความว่าง” ด้วยความบีบคั้นจากปัจจัยต่างๆ ทั้งภูมิประเทศที่มีพื้นที่ที่ใช้สอยได้เพียง 25% ของพื้นที่ทั้งประเทศ สร้างตึกสูงมากก็ไม่ได้ เพราะเสี่ยงกับแผ่นดินไหว ไหนจะภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่น ไหนจะเป็นเกาะซึ่งก็ทำให้เสี่ยงต่อภัยธรรมชาติอื่นๆ อีก ทั้งสึนามิ พายุ ซึ่งทั้งหมดนี้มีคนอยู่อาศัยมากถึง 140 ล้านคน ปัจจัยทั้งหมดนี้หล่อหลอมให้ “ที่ว่าง” ของคนญี่ปุ่นมีค่ามาก และทำให้ต้องคิดให้มากในการจัดการพื้นที่

ในเชิงรูปธรรมทุกตารางนิ้วจึงมีความหมาย ต้องก่อประโยชน์สูงสุด การสร้าง “ที่ว่าง” ของญี่ปุ่นจึงมีความหมายมากกว่าการเก็บทุกอย่างไว้ให้เป็นระเบียบ แต่หมายถึงการจัดสรรทุกอย่างให้ลงตัวและตอบสนองต่อข้อจำกัดที่มี ญี่ปุ่นจึงมีหลายอย่างที่เราคาดไม่ถึงวางขาย เช่น ถังขยะใบเล็กมากๆ (ซึ่งพอแค่ทิ้งขวดโค้กขวดเดียว) ที่นอนแบบพับเก็บได้ โรงแรมแคปซูล การประดิษฐ์ที่วางแก้วในรถยนต์ หรือออกแบบกระเป๋าที่แบ่ง “ช่องใส่ของ” แบบละเอียดยิบ แต่ในขณะเดียวกันญี่ปุ่นก็มีแบรนด์ที่ไร้แบรนด์ ไร้ฉลาก ไม่มียี่ห้อแปะ (แต่เราก็รู้อยู่ดีว่าแบรนด์อะไร-เจ๋งตรงนี้) วัดที่ใหญ่โต มีสวนทรายที่ปล่อยพื้นที่ให้ว่างโล่งและเงียบได้อย่างไม่น่าเชื่อ

งานออกแบบของญี่ปุ่นจึงส่งผลต่อเนื่องถึงความรู้สึกเรื่อง “ที่ว่าง” ในเชิงนามธรรมด้วย

คนญี่ปุ่นมีปรัชญาเซนซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการทำตัวเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ แก่นของความเชื่อนี้คือความว่างเปล่า แต่ขณะเดียวกันผมคิดว่าลึกๆ ญี่ปุ่นนั้นโหยหา “ความว่าง” เหมือนกัน เพราะค่านิยมเรื่องการทำงานหนักและการต้องอยู่กับระเบียบกฎเกณฑ์ทางสังคมมากเกินไป ทำให้การหาความว่างทั้งในเชิงรูปธรรม (เช่น อพาร์ตเมนต์ที่กว้างขึ้น) และนามธรรม (การมีเวลาว่าง ความสงบในใจ การปล่อยตัวเองสบายๆ) เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราๆ ท่านๆ ญี่ปุ่นดูเป็นประเทศที่น่าอยู่ บ้านเมืองสะอาดปลอดภัย คนมีวินัย แต่ขณะเดียวกันนี่คือหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงมาก

เป็นสองขั้วที่ดูเหมือนว่าพวกเขายังหาตรงกลางไม่ได้

3 มายาคติเรื่องที่ว่างมาพร้อมๆ กับอารยธรรมของมนุษย์นะครับ เริ่มตั้งแต่เราเรียนรู้การจัดการพื้นที่ใช้สอยในถ้ำ เขยิบมาในไร่ในสวน พอเริ่มเจริญมากขึ้นก็ลามไปถึงการออกแบบบ้านเมือง ความสำคัญของที่ว่างเริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นเมื่อสหวิทยาการต่างๆ ของเราเติบโตทัดเทียมกันทั้งความรู้ด้านสถาปัตยกรรม รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษย์เริ่มเข้าใจว่าที่ว่างหรือความว่างนั้น ไม่ได้หมายความว่ามัน “ว่างเปล่า” จริงๆ ตรงข้ามนี่คือหัวข้อที่ต้องจัดการ คือว่างมากไปก็ไม่ดี ว่างน้อยไปก็ไม่ได้

แต่ตอนนี้เรากำลังต้องหาที่ว่างใน 30% ของโลกที่เรามีให้กับประชากรโลกที่อาจจะไปถึง 8,000 ล้านคนได้ในศตวรรษนี้และญี่ปุ่นดูจะเป็นภาพจำลองของอนาคตของโลกได้ดีทีเดียว การเรียนรู้การจัดสรรที่ว่างและความว่างของคนเราจึงสำคัญ เพราะมันคือทรัพยากร เพราะการครอบครอง “ที่ว่าง” หรือ “มีเวลาว่าง” หมายถึงว่าคุณต้องรวย

สิ่งที่รัฐต้องพยายามทำคือ ทำอย่างไรที่จะทำให้ “ที่ว่าง” สามารถลด “ช่องว่าง” ทางสังคมได้ด้วย คนรวยควรมีราคาที่ต้องจ่ายเพื่อความว่างมากขึ้น และเอาส่วนนั้นมาปันให้กับคนอื่นๆ เพื่อสร้างที่ว่างสาธารณะเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้คนที่ไม่มีที่ว่างเป็นของตัวเองได้มีโอกาสได้ใช้ที่ว่างเหล่านี้ร่วมกัน มีหลายประเทศที่กำลังทำอยู่ และดูเหมือนจะเริ่มเห็นผลแล้ว ใกล้ๆ ก็อย่างเช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่นเองก็ทำอยู่ (การครอบครองที่ดินว่างเปล่าโดยไม่ใช้ประโยชน์ในญี่ปุ่นต้องจ่ายภาษีแพงมาก) หรือการขุดคลองชองเกชอนในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ก็เป็นตัวอย่างที่ดีของการจัดการเรื่องพื้นที่ว่างอย่างเห็นผล เป็นการลดช่องว่างทางสังคม

ในนัยหนึ่ง-ความว่างของชนชั้นกลางและชนชั้นสูงคือความหรูหรา ในขณะที่ชนชั้นแรงงานความว่างอาจมีการไร้ซึ่งความหมาย ไม่มีคุณค่า แต่หากเราสามารถช่วยกันทำให้ ความหมายของ “ความห่างของที่ว่าง” (หรือความว่าง) ของแต่ละชนชั้นแคบลง ให้เห็นเป็นภาพเดียวกันมากขึ้น เชื่อว่าเราน่าจะเห็นสังคมที่มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวมมากขึ้น และกรณีอย่างที่ผมโดนบนเครื่องบินก็คงจะไม่เกิดขึ้นหรืออย่างน้อยๆ เขาก็จะมีมาตรการที่น่ารักกว่านี้

“ที่ว่าง-ความว่าง” จึงเป็นตัวสะท้อนถึงคุณภาพชีวิตของคนในสังคมนั้นๆ ได้เลย

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด ฟอเรสต์ พบ อาร์เซน่อล พรีเมียร์ลีก วันนี้ 18 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด ฟอเรสต์ พบ อาร์เซน่อล พรีเมียร์ลีก วันนี้ 18 ต.ค.69