
สเตอร์กิลล์ ซิมป์สัน เดินทางไปกับตัวโน้ต
ในบรรดาผู้เข้าชิงสาขาอัลบั้มแห่งปี แกรมมี อะวอร์ด 2017 เมื่อเทียบกับซูเปอร์สตาร์อย่าง บียอนเซ เดรค อเดล
โดย...เพ็ญแข สร้อยทอง
ในบรรดาผู้เข้าชิงสาขาอัลบั้มแห่งปี แกรมมี อะวอร์ด 2017 เมื่อเทียบกับซูเปอร์สตาร์อย่าง บียอนเซ เดรค อเดล และจัสติน บีเบอร์ แล้ว ชื่อของ “สเตอร์กิลล์ ซิมป์สัน” ยังไม่คุ้นหูหรือเป็นรู้จักกว้างขวางมากนัก
นักร้อง-นักแต่งเพลง วัย 38 ปี จากเคนทักกี สหรัฐ สเตอร์กิลล์ ซิมป์สัน อยู่ในวงการดนตรีมากว่า 10 ปี มีงานเดี่ยวออกมาแล้ว 3 ชุด เมื่อ 2 ปีที่แล้วเคยเข้าชิงรางวัลแกรมมีมาแล้วครั้งหนึ่งในสาขาอัลบั้มเพลงแนวอเมริกาน่ายอดเยี่ยม กับงานชุด Metamodern Sounds in Country Music ซึ่งนิตยสารโรลลิง สโตน จัดให้เป็น 1 ใน 50 อัลบั้มที่ดีที่สุดของปี 2014 ส่วนผลงานที่ทำให้ สเตอร์กิลล์ เข้าชิงรางวัลใหญ่ประจำปีนี้คือ A Sailor’s Guide to Earth อัลบั้มชุดที่ 3 ในชีวิต ซึ่งถูกเสนอชื่อในสาขาอัลบั้มคันทรี่ยอดเยี่ยมด้วย
ชายที่มีชื่อต้นว่า จอห์น มาจากครอบครัวที่พ่อเป็นตำรวจ แม่เป็นเลขาและมาจากตระกูลคนทำงานเหมืองแร่ หลังจากจบมัธยมเขาเข้ารับใช้ชาติในกองทัพนาน 3 ปี เคยติดเหล้า แต่ก็เลิกขาดได้ตอนอายุ 28 ปี สเตอร์กิลล์ ซิมป์สัน เคยใช้ชีวิตในญี่ปุ่นและวอชิงตัน ก่อนจะกลับบ้านในเล็กซิงตัน ทำงานขนส่งสินค้าโดยแต่งเพลงและเล่นดนตรีเป็นงานอดิเรก ด้วยการสนับสนุนจากภรรยาและเพื่อนๆ ซึ่งมองเห็นพรสวรรค์และความสามารถของเขาทำให้ สเตอร์กิลล์ กล้าพอที่จะมาจริงจังกับดนตรี เขาสร้างวงบลูกราสส์ขึ้นรับเล่นตามงานต่างๆ หลังจากยุบวงก็ย้ายไปแนชวิลล์ กลายเป็นศิลปินเดี่ยว และมีงานชุดแรกออกมา
สไตล์งานของเขามักถูกนำไปเปรียบเทียบกับ เวย์ลอน เจนนิงส์ และศิลปินสาย “เอาต์ลอว์ คันทรี่” แต่ตัวของเขานั้น ยกให้ เมิร์ล แฮ็กการ์ด ผู้ล่วงลับ รวมทั้ง วิลลี เนลสัน เป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่องานดนตรี บทเพลงของ สเตอร์กิลล์ เป็นคันทรี่แบบเทรดิชั่นแนล ซึ่งรุ่มรวยด้วยสำเนียงวินเทจ แต่นำเสนอด้วยความคิด และวิธีการใหม่ๆ รวมทั้งการบันทึกเสียงแบบงานไซคีเดลิคที่ให้ซาวด์แปลกต่าง
A Sailor’s Guide to Earth นับเป็นงานชุดแรกที่ออกภายใต้สังกัดใหญ่ของ สเตอร์กิลล์ ซิมป์สัน ทั้งยังเป็นอัลบั้มแรกที่เขาโปรดิวเซอร์ด้วยตัวเอง เพลงชุดนี้เหมือนการเดินทางไปทั่วโลกของเรือลำหนึ่ง ซึ่งต้องจอดแวะท่านั้น จอดเมืองนี้ตลอดเส้นทาง สไตล์ดนตรีของอัลบั้มมีความหลากหลาย คนฟังสามารถสัมผัสได้ถึงสำเนียงโมทาวน์ปี 1970 และแม้กระทั่งกลิ่นอายอาร์แอนด์บี ทั้งหมดเป็นทางดนตรีที่เขารัก แต่ถึงอย่างไร สเตอร์กิลล์ ก็ไม่อาจจะหนีจากคันทรี่อันเป็นจิตวิญญาณและรากเหง้า แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนเดิม
เสียงกีตาร์ไฟฟ้าหนักๆ ประสานกับเสียงคีย์บอร์ด เติมแต้มสีสันด้วยเครื่องเป่าและเครื่องดนตรีอื่นๆ เสียงร้องกร้าวๆ ของ สเตอร์กิลล์ นั้นเป็นเอกลักษณ์ มีเรื่องราวและอารมณ์เต็มเปี่ยมอยู่ในนั้น ส่วนเนื้อหาของงานเพลงนั้นก็เปรียบเป็นเรื่องเล่าผ่านจดหมายที่ลูกเรือเขียนส่งถึงภรรยาและลูกซึ่งอยู่ที่บ้าน เป็นความรู้สึกผิดที่ต้องทิ้งทุกคนไว้เบื้องหลัง เป็นความรู้สึกเหงาเมื่อต้องไกลบ้านและคนที่รัก โดยที่ไม่รู้ว่าจะได้กลับไปเมื่อไหร่ สเตอร์กิลล์ ถ่ายทอดความรู้สึกของนักดนตรีที่ต้องเดินทางไปทั่วเพื่อทำงาน รวมทั้งความรู้สึกเมื่อครั้งที่เป็นทหารเรือต้องไปประจำการที่เซาท์อีสต์เอเชียออกมาผ่านบทเพลงเหล่านี้
เพลงลัลลาบาย Breaker’s Roar และเพลงร็อค Brace for Impact (Live a Little) แต่งเพื่อลูกชายของเขา เป็นความรู้สึกห่วง เพราะโลกนี้ร้ายขึ้นเรื่อยๆ และจะเป็นอย่างไรใน 20 ปีข้างหน้า ความโหดของสังคม ไม่ว่าจะเรื่องก่อการร้าย การทดลองอาวุธ สงครามน้ำมัน การรังเกียจเดียดฉันท์ ฯลฯ ถูกกล่าวไว้ใน Call to Arms
เพลง In Bloom ของ เนอร์วานา ที่นำมาคัฟเวอร์มีความหมายสำหรับ สเตอร์กิลล์ ซึ่งเป็นเด็กบ้านแตก เป็นเพลงบอกเล่าชีวิตวัยรุ่นของเขาได้ดี เป็นเพลงที่บอกกับเด็กหนุ่มว่า พวกเขาสามารถเติบโตขึ้นมาอย่างผู้ชายอ่อนไหวและเห็นอกเห็นใจ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนแข็งกร้าวหรือเย็นชา “ผมจึงอยากจะแสดงความเคารพอย่างงดงามและบริสุทธิ์ต่อ เคิร์ต (โคเบน ผู้นำวงเนอร์วานา)”
สเตอร์กิลล์ ซิมป์สัน บอกว่า งานชุดนี้น่าจะบอกเล่าให้ลูกชายของเขาเข้าใจความรู้สึกนึกคิดและการกระทำของผู้เป็นพ่อ ณ ขณะเวลานี้ได้ ทั้งยังเป็นสุนทรียะสำหรับคนฟัง ได้รับรู้และเห็นภาพของศิลปินผู้ยืนอยู่ระหว่างสองเส้นทางคือ ชีวิตส่วนตัวและงาน โดยทำทุกทางเพื่อให้ออกมาสมดุลกัน
บนเส้นทางสายนี้ ณ สถานการณ์ที่เป็นอยู่ อย่างน้อยที่สุด สเตอร์กิลล์ ซิมป์สัน ก็ทำได้ดีแล้วในส่วนของงาน ไม่ว่าจะได้รางวัลแกรมมีหรือเปล่า แต่การมีชื่อเข้าชิงก็นับเป็นความสำเร็จอีกขั้นหนึ่ง และจากนี้ไปชื่อของเขาก็น่าจะเป็นที่รู้จักรับรู้กว้างขึ้น







