
พื้นที่สร้างสรรค์ในบ้านหลังเล็ก
....หนูดี
– วนิษา เรซบ้านเป็นสถานที่แรกที่ความคิดขั้นสูงจะถูกสร้างขึ้น และบ้านก็เป็นที่แรกที่ความรู้สึกลึกๆ ระดับสัญชาตญาณถูกวางรากฐานเช่นกัน หนูดีว่าพ่อแม่มีงานหนักมากเลยนะคะนี่ เพราะอนาคตทั้งชีวิตของลูกจะถูกวางรากฐานในช่วงไม่เกินยี่สิบปีแรกที่เขาอยู่กับเราในบ้านหลังนี้นี่เอง
สิ่งหนึ่งที่พ่อแม่ต้องทำให้สำเร็จก่อนที่จะเลี้ยงลูกให้สำเร็จได้ นั่นก็คือ ก้าวข้ามความอ่อนแอของตัวเองในเรื่องต่างๆ ให้ได้ก่อน โดยเฉพาะความอ่อนแอหรือล้มเหลวในบางเรื่อง บางวิชา สมัยเราเป็นนักเรียน พ่อแม่บางคนเคยเกลียดวิชาคณิตศาสตร์เข้าไส้ บางคนเกลียดเคมี ฟิสิกส์ หรือบางคนก็ไม่เคยสอบวิชาภาษาอังกฤษได้คะแนนดีๆ สักที ความล้มเหลวในอดีตนี้ล่ะค่ะ จะเป็นตัวที่กั้นเราไว้จากการให้คำแนะนำและการสอนที่ลูกเราจำเป็นต้องได้ในวัยที่เขาต้องเป็นนักเรียนมือใหม่
ถ้าคุณบังเอิญเกลียดคณิต ก็ไม่จำเป็นต้องกลับไปเรียนคณิตระดับมัธยมเสียใหม่ (แม้หนูดีจะไม่เห็นข้อเสียในการลองอ่านบทความเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ หรือ ย้อนกลับไปลองให้ใครติวให้เราสักนิดเพื่อพิสูจน์ว่า จริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้ยากอะไรนักหนาเลย) แต่พ่อแม่กลุ่มเสี่ยงนี้ ควรจัดบ้านให้เป็นมิตรกับตัวเลขและการคำนวณให้มากเป็นพิเศษ เช่น อาจมีนิทานเกี่ยวกับตัวเลขและการคำนวณ ซึ่งเดี๋ยวนี้หาไม่ยากเลย ร้านหนังสือมีการแบ่งหมวดหมู่นิทานเด็กไว้ให้ชัดเจน หรือลองให้ลูกช่วยบวกลบค่าอาหารและค่าทิปเวลาไปกินอาหารนอกบ้าน หรือถ้าคุณแม่พาลูกไปจ่ายตลาดด้วย ก็คอยชี้ให้เห็นป้ายราคาและป้ายส่วนประกอบเพื่อให้ลูกเรียนรู้เรื่องเงินและอัตราส่วน ทั้งหมดนี้เราสามารถทำให้เหมือนการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไปโดยไม่ต้องให้ลูกรู้สึกว่า
“ถูกสอน” อยู่ตลอดเวลาก็ได้อย่าลืมว่าสมองสองก้อนในโลกนี้ไม่มีวันเหมือนกัน ดังนั้นเด็กสองคนในโลกนี้ไม่มีวันจะเรียนรู้เหมือนกันได้ แม้ว่าเด็กคนนั้นจะเป็นพี่น้องกันก็ตาม หากเราต้องการสอน
“กระบวนการคิด” ให้ลูก โดยเฉพาะการคิดขั้นสูงที่ซับซ้อน เราไม่ควรเป็นฝ่ายเริ่มและผลักดันมากจนเกินไป แต่ควรค่อยๆ สังเกตลูกอย่างเอาใจใส่ว่า เขาพร้อมเมื่อใดแล้วเราจึงค่อยๆ สอนไปทีละนิดเมื่อนั้น แต่การคิดขั้นสูง เช่น การวิเคราะห์ การไตร่ตรองอย่างมีระบบ การวางแผนล่วงหน้า การประเมินผลอย่างมีตรรกะ ทั้งหมดนี้ต้องเริ่มจากการที่เด็กได้เล่นและได้ฝึกกับ “ของจริงๆ” ที่ดูไม่ซับซ้อนก่อน เช่น อยากให้เด็กฉลาดเรื่องพื้นที่และมิติสัมพันธ์ เราควรให้เด็กได้เล่นไม้บล็อก ได้เล่นเลโก้ ได้วิ่งเล่นในสนามกว้างๆ เพื่อเข้าใจเรื่องพื้นที่และจำนวนก่อน หลังจากนั้นจึงค่อยๆ สอนให้เด็กรู้จักตัวเลขและเข้าใจเรื่องการคำนวณจริงๆ จังๆการคิดสร้างสรรค์ คือ การคิดออกไปนอกกรอบเดิมๆ ให้ได้อย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นบ้านที่เด็กจะโตขึ้นเป็นคนคิดสร้างสรรค์ได้ต้องมีกฎระเบียบที่ชัดเจน (ใช่ค่ะ คนเราจะคิดสร้างสรรค์ไม่ได้หากชีวิตของเขาคือจลาจลและความไร้ระเบียบ) และเขาได้เล่นหรือได้ฝึกการคิดออกไปนอกข้อจำกัดเดิมๆ เสมอๆ การเล่นที่ทำให้สมองคิดสร้างสรรค์ได้ดี คือ การเล่นปลายเปิด
การเล่นปลายเปิดคืออะไร
“
การเล่นปลายเปิด” ก็คือ การเล่นที่ไม่มีคำว่า “ถูก” หรือ “ผิด” ประทับอยู่ทุกการเคลื่อนไหวของเด็ก เป็นการเล่นที่ไม่ได้ต้องเลือก “ข้อที่ถูกต้องที่สุด” หรือไม่ต้องคลิกเลือกให้ถูก แต่เป็นการเล่นที่ “ทุกคำตอบสามารถเป็นไปได้” ฟังดูเหมือนเรื่องเหนือจริง แต่จริงๆ แล้วของเล่นเหล่านี้ง่ายดายและราคาถูกจนคนที่ไม่รู้จริงมองข้ามและมองไม่เห็นค่า เราหาได้ในทุกมุมเมืองของโลกใบนี้ เช่น การเล่นทรายกับของเล่น การเล่นน้ำกับที่ตวง การเล่นแป้งเพลโด การเล่นต่อเลโก้ การเล่นไม้บล็อก และอีก ฯลฯ ที่เราสรรหามาได้อย่างง่ายดายและประหยัดกว่าเกมคอมพิวเตอร์เป็นอย่างมากส่วนเกมคอมพิวเตอร์ที่คนถกเถียงกันทั้งโลกว่า ควรหรือไม่ควรที่จะให้เด็กเล่นนั้น หนูดีมีทางออกให้แสนง่ายดายต่อการตัดสินใจของพ่อแม่ นั่นก็คือ เกมคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่เป็นเกม
“ปลายปิด” ค่ะ คือเด็ก “ต้อง” เล่นให้ถูกวิธีเท่านั้น ไม่สามารถคิดนอกกรอบไปได้มากมาย ถ้าคลิกผิดก็จะเสียคะแนน หรือตัว Player ของเราก็จะถูกฆ่าตาย ดังนั้นการเล่นเกมคอมพิวเตอร์พูดในอีกแบบก็คือการจำกัดจินตนาการของเรานั่นเอง หนูดีมาสังเกตว่า ยิ่งเกมแพงเท่าไร ยิ่งเป็นเกมที่ “มีคำตอบเดียว” หรือเป็นเกมปลายปิดมากเท่านั้น เพราะคนขายเกมยิ่งเห็นว่าเกมแพงก็ต้องยิ่งพยายามออกแบบให้มาก และพอออกแบบมาก ก็เลยกลายเป็นการจำกัดจินตนาการของคนเล่นไปโดยไม่รู้ตัวดังนั้น บ้านหลังหนึ่ง หากอยากให้เป็นสถานที่ที่เอื้อต่อการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และการคิดขั้นสูงมากเท่าไร เรายิ่งต้องตั้งใจคัดสรรกิจกรรมดีๆ และ
“ของเล่นปลายเปิด” มาเก็บไว้ในบ้านให้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น มาดูกันดีกว่าค่ะว่าของเล่นอะไรที่ควรมีเก็บไว้เป็น “ของเล่นสามัญประจำบ้าน” กันบ้างของเล่นสามัญประจำบ้าน
ของเล่นที่พึงมีในบ้าน แบ่งเป็นหมวดหมู่ได้ง่ายๆ คือ
1.ของเล่นจากในครัว
1.1 หม้อ กระทะ ตะหลิว ช้อนแกง ตะแกรงร่อนแป้ง จาน ชาม ช้อนส้อม เขียงพลาสติก มีดพลาสติก ฯลฯ
1.2 อาหารที่ไม่แพง เช่น ผักไว้หั่นเล่น พิมพ์เล่น สาคู เม็ดแมงลัก แป้งมัน แป้งสาลี เส้นก๋วยเตี๋ยว มะพร้าวที่เหลือจากการคั้นกะทิ กากถั่วเหลือง ใบตองกล้วย ฯลฯ
2.ของเล่นจากในสวน
2.1 เราสามารถปลูกผักและสมุนไพรไว้ในสวนบ้านได้ เช่น กะเพรา โหระพา ใบแมงลัก ใบชะพลู สะระแหน่ ตะไคร้ ข่า ดาวเรือง ดาวกระจาย สำหรับให้ลูกเล่นค่ะ
2.2 ใบหรือผลของไม้ยืนต้นที่เราปลูกไว้ ก็สามารถเก็บมาให้ลูกเล่นได้เช่นกัน เช่น ลูกตะลิงปลิง ต้นมะยม ต้นสาเก (ใบใหญ่มาก และมีผลด้วย) กล้วย (ใช้ได้ทุกส่วนของต้น ตั้งแต่ดอก ใบ ลำต้น ผล) รวมถึง มะนาว มะกรูด ตำลึง ฯลฯ
3.ของที่ซื้อมาไว้ให้ลูกเล่นโดยเฉพาะ
3.1 ของใช้ได้หลายครั้ง
– เช่น กระดานระบายสีขาตั้ง เครื่องครัวดินเผา เก้าอี้และโต๊ะขนาดเล็กไว้ทำงานศิลปะ พู่กันหลายขนาด ผ้ากันเปื้อน รองเท้าบู๊ต ชุดว่ายน้ำ ร่มใส ไม้กวาดพื้นขนาดเล็ก ผ้าพลาสติก ฯลฯ3.2 ของใช้แล้วหมดไป
– เช่น สีโปสเตอร์ สีผสมอาหาร กระดาษลัง กระดาษวาดรูป ฯลฯบ้านหลังหนึ่ง สามารถเป็นพื้นที่แห่งการคิดสร้างสรรค์ที่จะต่อยอดพัฒนาเป็นการคิดขั้นสูงได้อีกอย่างไม่รู้จบ แต่กระบวนการทั้งหมดนี้ต้องเริ่มต้นขึ้นที่คนเป็นพ่อแม่ บริหารพื้นที่เล็กๆ ในบ้านหลังหนึ่งให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพก่อนค่ะ







