
‘จีน’ เดินเครื่องระเบิดเกาะแก่ง ‘โขง’ เขตแดนไทยตกอยู่ในความเสี่ยง!?
โครงการปรับปรุงร่องน้ำเพื่อการเดินเรือพาณิชย์ในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง
โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
โครงการปรับปรุงร่องน้ำเพื่อการเดินเรือพาณิชย์ในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง หรือที่คุ้นหูกันในชื่อโครงการ “ระเบิดเกาะแก่ง” แม่น้ำโขง กำลังเดินหน้าอย่างเต็มกำลัง
ผลประโยชน์จำนวนมหาศาล คือ เดิมพันที่ทำให้ “ประเทศจีน” สู้หมดหน้าตัก
ตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษ ประเทศจีนได้แสดงความต้องการที่จะใช้ “แม่น้ำโขง” ซึ่งมีความยาวกว่า 4,900 กิโลเมตร พาดผ่าน 6 ประเทศ เป็น “เส้นทางหลัก” ในการขนส่งสินค้าอย่างไม่มีอำพราง
นั่นเพราะแม่น้ำโขงนับเป็นยุทธศาสตร์การค้า นับเป็น “ขา” ของ “ไก่” ตามทัศนะของเติ้งเสี่ยวผิงที่จะช่วยให้จีนเคลื่อนขบวนไปสู่อาเซียนได้
อย่างไรก็ดี จนถึงทุกวันนี้เจตจำนงของประเทศจีนยังไม่บรรลุผล เนื่องด้วยถูก “ธรรมชาติ” ปฏิเสธ
อุปสรรคหนึ่งเดียวของประเทศจีน ก็คือ “เกาะแก่ง” ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในแม่น้ำโขง
เกาะแก่งเหล่านั้น คือ สาเหตุที่ทำให้เรือระวางน้ำหนักไม่เกิน 100 ตัน แล่นผ่านได้เพียงปีละ 6 เดือน คือ ในช่วงฤดูน้ำหลากหรือเฉพาะช่วงฤดูฝน
หากต้องการให้เรือแล่นได้ตลอดทั้ง 12 เดือน ทางออกเดียวคือต้อง “กำจัด” สิ่งกีดขวาง
สำหรับโครงการดังกล่าว แบ่งออกเป็น 3 เฟส เฟสแรก คือ จะปรับปรุงเพื่อให้เรือระวางน้ำหนักไม่เกิน 100 ตัน แล่นได้ตลอดทั้งปี เฟสต่อมา คือ เปิดทางให้เรือระวางน้ำหนักไม่เกิน 300 ตัน และสุดท้ายคือเรือระวางน้ำหนักไม่เกิน 500 ตัน
ปัจจุบันรัฐบาลจีนได้สำรวจและระเบิดเกาะแก่งในอาณาเขตประเทศจีน-เมียนมา-ลาว ไปเรียบร้อยแล้ว
มีเพียงพื้นที่ “ไข่แดง” ในเขตแดนประเทศไทย คือ บริเวณ “คอนผีหลง” อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากถูกชาวบ้านริมโขงคัดค้านอย่างหนัก โดยเฉพาะในช่วงปี 2547 ทางการจีนได้นำเรือเข้ามาดำเนินโครงการ แต่ถูกชาวเชียงของขับไล่ จนต้องระงับไปชั่วคราว
วรศักดิ์ มหัทธโนบล ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยให้สัมภาษณ์พิเศษ “โพสต์ทูเดย์” ไว้ว่า การปักปันเขตแดนใช้ร่องน้ำลึกเป็นตัวชี้วัด หากระเบิดเกาะแก่งร่องน้ำลึกก็จะเปลี่ยน และส่งผลให้ประเทศไทย “เสียดินแดน”
ย้อนกลับไปเมื่อเดือน มี.ค. 2559 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เข้าร่วมการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ครั้งที่ 1 (Lancang-Mekong Cooperation : LMC) จากนั้น “สำนักข่าวซินหัว” ได้รายงานว่า รัฐบาลจีนจะร่วมมือกับ 5 ประเทศสมาชิกลุ่มน้ำโขง (ไทย เมียนมา ลาว เวียดนาม กัมพูชา) พัฒนาช่องทางการจัดส่งหลักในเส้นทางแม่น้ำล้านช้าง (แม่น้ำโขง)
ทว่าจนถึงขณะนี้กลับยังไม่มีท่าทีที่ชัดเจนจากคนในรัฐบาลไทยว่า “ประเทศไทย” มีจุดยืนตามที่สื่อสัญชาติจีนเผยแพร่จริงหรือไม่
อย่างไรก็ดี เมื่อราวๆ ต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ชาวบ้านริมโขง จ.เชียงราย พบสิ่งผิดสังเกตอีกครั้ง คือ พบเรือสัญชาติจีนจำนวน 3 ลำ ล่องเข้ามาตามลำน้ำโขง และมาหยุดพักที่ อ.เชียงของ
แม้ชาวบ้านจะเชื่อว่านั่นเป็นเรือสำรวจของจีน แต่เพื่อให้เกิดความชัดเจน “กลุ่มรักษ์เชียงของ” และ “เครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา” จึงทำหนังสือถึง “กรมเจ้าท่า” เพื่อสอบถามความคืบหน้าโครงการปรับปรุงร่องน้ำเพื่อการเดินเรือพาณิชย์ระยะที่ 2
อย่างไรก็ตาม ความชัดเจนที่กลุ่มนักอนุรักษ์ทั้งสองเครือข่ายต้องการทราบ กลับไม่ได้มาจากหน่วยราชการที่รับผิดชอบ หากแต่มาจากบริษัทเอกชนจีน “เจ้าของสัมปทาน” โครงการปรับปรุงร่องน้ำ
หลิวลีหัว รองประธานบริษัท CCCC Second Habor Consultant เจ้าของสัมปทานได้เดินทางมายัง อ.เชียงของ เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อชี้แจงการดำเนินโครงการกับ นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ
เขาชี้แจงถึงความจำเป็น และอธิบายว่าบริษัทดำเนินการตามแผนที่จีน ลาว ไทย และเมียนมา ร่วมกันวางไว้ และได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลทุกประเทศยกเว้น “ไทย”
ด้าน “นิวัฒน์” ตั้งคำถามกลับว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องตอบให้ได้ คือ คนท้องถิ่นในประเทศไทยจะได้อะไร เพราะการชี้แจงทั้งหมดเป็นประโยชน์ของจีนทั้งสิ้น
“ถ้าจะคิดใหญ่อย่างเดียว คือ จะระเบิดเพื่อเปิดทางให้เรือใหญ่ คนเล็กคนน้อยก็ต้องตายหมด ฉะนั้นรัฐบาลจีนควรปรับเปลี่ยนวิธีคิด คือ ควรเหลือแม่น้ำโขงเอาไว้ให้คนท้องถิ่นหากินด้วย ยืนยันว่าถึงแม้รัฐบาลไทยจะมีมติอย่างไร หากโครงการเดินหน้า ชาวบ้านในท้องถิ่นจะลุกขึ้นมาปกป้องบ้านเมืองของตัวเองอย่างแน่นอน” นิวัฒน์ พูดชัด
ในขณะที่ชาวบ้านประกาศตัวสู้เพื่อปกป้องภูมิลำเนาแผ่นดินเกิด น่าสนใจว่ารัฐบาลไทยจะประกาศจุดยืนอย่างไรต่อโครงการนี้







