
เรื่องที่จะถูกพูดถึง มากที่สุดในปีหน้า (2)
ตอนที่แล้วผมพูดถึง 2-3 ประเด็น ที่น่าจะเป็นประเด็นใหญ่ในปีหน้าและสร้างการเปลี่ยนแปลงขึ้นกับโลกยุคปัจจุบัน
โดย...เอกศาสตร์ สรรพช่าง [email protected] ภาพ... เอเอฟพี
ตอนที่แล้วผมพูดถึง 2-3 ประเด็น ที่น่าจะเป็นประเด็นใหญ่ในปีหน้าและสร้างการเปลี่ยนแปลงขึ้นกับโลกยุคปัจจุบัน ทั้งเรื่อง Climate Change ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของสหรัฐภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ เรื่องเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่อาจเกิดขึ้นครั้งใหญ่ ทั้งในญี่ปุ่นและแคลิฟอร์เนีย ปรากฏการณ์ไอโฟน ฯลฯ ติดตามกันต่อว่า ปีหน้ายังมีเรื่องไหนที่น่าจะมีคนพูดถึงกันมาก
ธุรกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) จะมาแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา (2559) Volvo และ Geely จากประเทศจีน ได้ร่วมกันเปิดตัวรถยนต์ยี่ห้อใหม่ “Lynk & Co” นอกเหนือจากความใหม่ของแบรนด์แล้ว สิ่งที่ใหม่กว่านั้นและเรียกว่า “แตกต่าง” จริงๆ คือ นวัตกรรมทางสังคมที่มาพร้อมกับการขายรถยนต์แบบใหม่ กล่าวคือรถยนต์จะถูกสร้างขึ้นเสมือนเป็น Device ชิ้นหนึ่ง ซึ่งเชื่อมโยงกับอินเทอร์เน็ตได้โดยตรง สั่งงานทุกอย่างผ่าน Application และในอนาคตจะวางขายโดยไม่ต้องผ่านระบบตัวแทนจำหน่าย แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เป็นเจ้าของรถยนต์ได้แชร์รถยนต์คันนี้กับคนอื่นๆ ด้วย ในฐานะเจ้าของร่วมหรือว่าในฐานะเจ้าของกับผู้เช่ารถ ซึ่งหมายถึงว่าเจ้าของอาจจะไม่ใช่คนคนเดียว แต่ผู้ที่เป็นเจ้าของอาจมีหลายคนและสามารถล็อกอินได้หลายแอ็กเคานต์และร่วมกันบริหารจัดการ คุณสามารถ “ปล่อยเช่า” รถยนต์หรือจัดสรรเวลาการใช้งานรถยนต์ผ่านแอพพลิเคชั่น ผู้ใช้งานสามารถใช้งานสลับกันในเวลาที่คุณไม่ได้ใช้งานระหว่างวันเพื่อให้รถยนต์เกิดประโยชน์สูงสุดและให้คนเข้าถึงการใช้ทรัพยากรมากขึ้น โดยเชื่อว่าระบบนี้จะทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงทรัพยากรได้ในราคาที่ถูกลงและคุ้มค่า หลักการโดยรวมก็จะมีความคล้ายคลึงกับธุรกิจการแบ่งปันอื่นๆ ที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ เช่น
อูเบอร์ (Uber) และแอร์บีเอ็นบี (Air BNB)
เครือข่ายทางสังคมและความก้าวหน้าของ Internet Of Things ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น เราก็จะได้เห็นรูปแบบธุรกิจแห่งการแบ่งปันแบบนี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ ในปีหน้าแน่นอน
Publishing Is Dead พ.ศ. 2559 อาจเป็นปีที่ต้องจารึกไว้ว่ามีธุรกิจนิตยสารทยอยปิดตัวมากที่สุดปีหนึ่งของประเทศไทย และส่งผลต่อความเชื่อมั่นของเจ้าของแบรนด์สินค้าต่างๆ ที่จะโฆษณาหรือร่วมทำธุรกิจกับสิ่งพิมพ์ทั้งหลาย อาจต้องยั้งๆ ใจไว้หน่อย เพราะดูเหมือนไม่มีอะไรแน่นอนจริงๆ
ผลประกอบการของธุรกิจสิ่งพิมพ์โดยภาพรวมอยู่ในภาวะถดถอยตามการเปลี่ยนแปลงของโลกที่คนส่วนใหญ่หันไปบริโภคข่าวสารผ่านช่องทางออนไลน์กันมากขึ้น โดยมากแล้วเร็วและฟรี (ส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากการ Spoil ตลาดโดยคนในวงการสิ่งพิมพ์ในยุคแรกที่เริ่มทำธุรกิจดอทคอมนั่นแล)
จริงๆ เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียวนะครับ ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง The New York Times ที่เริ่มเข้าสู่ธุรกิจการเสนอข่าวทางเว็บไซต์ของตัวเองครั้งแรก (มาถึงก่อนไอโฟน 10 ปี) ครั้งนั้นดูเหมือนว่านิวยอร์กไทมส์ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามาเร็วก่อนกาล แต่ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์เล่มนี้พยายามทำความเข้าใจกับความเป็นสื่อออนไลน์ และได้กลายเป็นต้นแบบในการศึกษาให้อีกหลายๆ บริษัทได้เห็นความเป็นไปได้ในการพัฒนาธุรกิจสิ่งพิมพ์ยุคอะนาล็อกให้เข้าสู่ยุคดิจิทัล
ในประเทศไทยอาจเพิ่งมาชัดเจนในช่วงปีนี้ที่ยอดขายโฆษณาของหนังสือพิมพ์ลดลง แต่ในต่างประเทศกระแสของการลดลงของคนอ่านหนังสือประเภทหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่างๆ มีมาอย่างต่อเนื่องและลดลงเรื่อยๆ ดูเหมือนจะยังหาทางออกไม่ได้
ทั้งสองธุรกิจนี้ว่ากันตามเนื้อผ้า แม้ว่าเป็นการนำเสนอข่าวสารข้อมูลที่น่าสนใจเหมือนกัน แต่จริงๆ แล้วพฤติกรรมการใช้งานของคนอ่านทั้งสองกลุ่มไม่เหมือนกันเลย Pew Research Center รายงานว่า มูลค่าของสื่อสิ่งพิมพ์ในสหรัฐ เมื่อดูตั้งแต่ปี 2003 จนกระทั่งปี 2014 พบว่า หายไปกว่า 12 เท่า ซึ่งก็ไม่น่าแตกต่างจากในประเทศไทย สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ การไหลตัวของสื่อสิ่งพิมพ์เข้าสู่การเป็นสื่อดิจิทัลไม่ได้ง่ายและไม่ได้ว่าจะทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้ โจทย์ใหญ่ที่สุดยังอยู่ที่ทัศนคติของคนทำงาน ระบบการทำงานที่แตกต่างกัน คู่แข่งที่มากเกิน ทัศนคติของคนอ่านที่เปลี่ยน ข้อมูลเนื้อหาที่ท่วมท้นเสียจนทำให้เขาไม่รู้ว่าเราจะเลือกเป็นสื่อแบบไหนดี การหาจุดสมดุลของสื่อยุคใหม่เป็นเรื่องที่น่าติดตามอย่างมากในปีนี้
ตอนหน้าจะเป็นตอนจบ เรามาดูกันว่ามีประเด็นไหนบ้างที่จะต้องติดตาม







