
ทุกคนมี ‘ครั้งแรก’ ด้วยกันทั้งนั้น
ครั้งแรกของผมกับหนังสือเล่มนี้จบลงกลางอากาศ...จริงๆ นะครับ เพราะผมดันไปลืมมันไว้บนเครื่องบินตอนไปเที่ยวญี่ปุ่น
โดย...โสภณ ศุภมั่งมี
ครั้งแรกของผมกับหนังสือเล่มนี้จบลงกลางอากาศ...จริงๆ นะครับ เพราะผมดันไปลืมมันไว้บนเครื่องบินตอนไปเที่ยวญี่ปุ่นเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน อ่านคาไว้ครึ่งเล่ม พอเครื่องลงจอดสนามบินปุ๊บลนลานวิ่งไปขึ้นรถไฟ รู้ตัวว่าลืมหนังสือก็ตอนที่เช็กอินเข้าที่พักเรียบร้อยแล้ว
ผมจึงมี “ครั้งแรก” กับหนังสือเล่มนี้อีกครั้งหนึ่งเมื่อทาง สนพ.แซลมอน ได้ออกแบบปกใหม่เนื่องจากหนังสือ “New York 1st Time” ได้ตีพิมพ์ครบ 10 รอบ เลยตัดสินใจซื้อทันที หวังว่าครั้งนี้คงไม่มีอะไรมาคั่นกลาง
เป็นหนังสือที่ใช้เวลาอ่านไม่นานเลยจริงๆ แต่ละตอนผ่านไปไวมากเพราะภาษาสบายๆ มุขไม่ฝืด และเรื่องราวที่น่าสนใจไม่แปลกใจครับที่ตีพิมพ์ครั้งที่ 10 แล้วภายในเวลาแค่ไม่กี่ปี
นอกจากความบันเทิงที่อัดแน่นเต็มทุกหน้าแล้ว โดยส่วนตัวหนังสือเล่มนี้ทำให้ผมนึกย้อนถึงช่วงวัยของตัวเองที่ไปเรียนปริญญาตรีที่ซีแอตเทิล คือ อารมณ์ของเด็กบ้านนอกเข้ากรุงนั้นแหละครับ มันตื่นเต้นทำตัวไม่ถูก ทุกอย่างใหม่ไปหมด ถนนหนทาง รถราบนถนน ต้นไม้ ใบหญ้า เพื่อนบ้าน โรงเรียน ภาษาพูด หมาที่เดินบนถนนมันยังเห่า “วู๊ฟๆ” ไม่ใช่ “โฮ่งๆ” เหมือนบ้านเราเลย ภูมิอากาศก็ต่างกัน (มีสี่ฤดูแทนหนึ่งฤดูของไทย) บรรยากาศรอบตัวก็ต่างกัน นี่เผลออากาศที่สูดเข้าไปก็ต่างกันด้วยแหละมั้ง
มีอยู่ตอนหนึ่งในหนังสือที่ผู้เขียนเล่าถึงเหตุการณ์พายุหิมะถล่มนิวยอร์ก เรื่องราวในตอนนั้นทำให้ผมนึกถึงช่วงฤดูหนาวครั้งแรกที่ซีแอตเทิลขึ้นมาจับใจ มันเป็นช่วงที่ออกจากบ้านได้ประมาณครึ่งปี อาการความตื่นเต้นต่างๆ เริ่มลดลง แต่สิ่งที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน คือ อาการคิดถึงบ้าน หรือที่เรียกว่า “Home Sick”
อย่างที่บอกไปว่าบรรยากาศรอบตัวมันต่างกัน บ้านเกิดของผมช่วงฤดูหนาวอากาศจะเย็นๆ มีหมอกลงตอนเช้า เวลาหายใจจะมีไอขาวๆ อุ่นๆ ลอยออกมาทางปาก ยะเยือกสุดๆ ก็เลขตัวเดียวประมาณ 6-7 องศา แต่พอย้ายมาอยู่ซีแอตเทิล หน้าหนาวครั้งแรกผมก็เจอความหนาวเย็นที่สะท้านเข้าไปถึงกระดูก คือ แค่อากาศอย่างเดียวก็ติดลบไปถึงสิบ แถมยังมีลมและฝนปรอยตกลงมาเป็นออฟชั่นเสริมของหวานให้อีก สักพักไม่นานกลายร่างเป็นหิมะ ซึ่งตอนแรกๆ ก็ตื่นเต้นดีอยู่หรอก วิ่งคึกอ้าปากงับเกล็ดหิมะที่ตกมาจากฟากฟ้าเหมือนในหนังซีรี่ส์เกาหลี แต่พอมันตกซ้ำๆ ทุกวันๆ ทุกสิ่งทุกอย่างก็เริ่มติดขัด รถบัสมาบ้าง ไม่มาบ้าง มหาวิทยาลัยก็ปิดๆ เปิดๆ จนสุดท้ายก็ติดแหง็กอยู่บ้านไปไหนไม่ได้เป็นอาทิตย์
ตอนนี้แหละครับที่ความเงียบมารวมตัวเป็นก้อนเดียวกับความเหงากระทุ้งเข้าที่หน้าอกด้านซ้าย จากที่โทรกลับบ้านหาเตี่ยและแม่อาทิตย์ละครั้ง กลายเป็นเช้าเย็น ค่าโทรศัพท์บานตะไท แต่ไม่สนใจครับ อยากได้ยินเสียงพวกเขา (ยิ่งตอนนั้นไม่มีพวกเทคโนโลยีเฟซบุ๊ก ไลน์ เฟซไทม์ แบบสมัยนี้) อยากสอดแขนเข้าไปตามสายโทรศัพท์ข้ามทวีปไปกอดแน่นๆ อยากกินอาหารฝีมือแม่ อยากเล่นกับหมาที่บ้าน คิดถึงเพื่อน คิดถึงทุกอย่างที่เกี่ยวกับบ้าน คือ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยรู้สึกว่ารักบ้านเท่านี้มาก่อนในชีวิต
แต่อาการ Home Sick “ครั้งแรก” ของผมก็ค่อยๆ คลี่คลายหายไปเมื่อบรรยากาศภายนอกอบอุ่นขึ้นอีกครั้ง เมื่อพายุหิมะผ่านไปฟ้าก็กลับมาใสเป็นสีฟ้าเหมือนเดิม และความเหงาก็ค่อยๆ ละลายหายไปพร้อมกับหิมะบนท้องถนน
“ครั้งแรก” มักครองพื้นที่พิเศษในใจเราเสมอ แต่เราจะเติบโตขึ้นก็เมื่อความตื่นเต้นของครั้งแรกนั้นกลายเป็นอดีต ครั้งแรกของประสบการณ์ต่างๆ ค่อยๆ รวมหลอมกลายเป็นตัวเราที่เรียนรู้จากความผิดพลาด สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่าไม่ว่าเหตุการณ์ครั้งแรกนั้นจะเป็นยังไง ดีหรือร้าย มันจะผ่านเราไป และเราจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป







