
ออกแบบท่องเที่ยว พบขุมทรัพย์ที่รอการไปเยือน
โดย...กองทรัพย์ ภาพ จักรพันธ์ สุวรรณพาณิชย์
โดย...กองทรัพย์ ภาพ จักรพันธ์ สุวรรณพาณิชย์
ยังคงมีการพูดถึงการท่องเที่ยววิถีไทยในแบบทางเลือก มีการคัดเลือกชุมชนต้นแบบที่น่าสนใจให้ปรากฏต่อสื่อกระแสหลัก และมีกลุ่มคนไม่น้อยที่พยายามยกการท่องเที่ยวกระแสทางเลือกให้เท่าเทียมกับกระแสหลัก พยายามผลักดันและพัฒนาให้การท่องเที่ยวทางเลือกดีขึ้น ด้วยการลงไปคุยกับคนในชุมชน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างชุมชนให้เข้มแข็งจากด้านใน ภูมิใจในทรัพยากรที่มีอยู่ ชูการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนให้ได้มากกว่าเดิม ขณะเดียวกันก็พัฒนาคุณภาพของนักท่องเที่ยวไปคู่ขนานกัน เช่น กลุ่มที่ออกแบบการท่องเที่ยวเพื่อชุมชน Local Alike รวมถึงผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในชุมชน ตลอดจนคนในชุมชนเองที่ออกมาขับเคลื่อนพลังการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์กันอย่างมากหลาย
และยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ทำให้การท่องเที่ยวมีเรื่องราวมากขึ้น แต่พวกเขาทำงานหนักเพื่อให้ประสบการณ์ที่จะออกไปเป็นประสบการณ์ที่เกิดจากชุมชนอย่างแท้จริง กลุ่มที่ว่านี้คือ “นักออกแบบเพื่อการท่องเที่ยว” หน้าที่ของพวกเขาคือ พาตัวเองไปเป็นส่วนหนึ่งของแต่ละชุมชน แล้วนำประสบการณ์ที่ได้รับออกมาถ่ายทอดและเรียงร้อยเป็นชิ้นงาน เป็นผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ แม้กระทั่งแผนที่ของท้องถิ่น ดึงจุดเด่นของแต่ละชุมชนออกมาจากการแลกเปลี่ยนพูดคุย จากนั้นตกตะกอนความคิดระหว่างนักออกแบบกับชุมชน นับเป็นการแก้ปัญหาจากด้านใน
ค้นหา DNA สร้างอัตลักษณ์
กบ-อนันตา อินทรอักษร เธอคนนี้เคยทำงานสร้างสรรค์ให้กับศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) อดีตกราฟฟิกดีไซเนอร์ทำงานให้สถานีโทรทัศน์ แต่ผันตัวมาทำงานอาสาสมัครแบบเต็มตัว ขณะเดียวกันก็ร่วมออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวให้กับหลายชุมชน เธอเล่าถึงหน้าที่ของการออกแบบที่มีส่วนสำคัญกับการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืนว่า “งานของเราเข้าไปเพื่อเรียนรู้ชุมชน ซึ่งมีความหลากหลาย เช่นทั้งผู้ประกอบการอยากออกแบบประสบการณ์ด้วยการใช้ Design Thinking คือการออกแบบ ซึ่งต้องดูว่าใครคือคนที่เดินทาง เขาเป็นคนลักษณะแบบไหน ชอบอะไร กินอย่างไร เขาต้องเป็นคนชอบธรรมชาติหรืออยู่แบบไหน ต้องทำงานร่วมกับชุมชน ขณะที่ฝั่งชุมชนก็คือมีภูมิปัญญาพื้นถิ่นอะไร ยุทธศาสตร์การวางแผนท่องเที่ยวชุมชนแตกต่างจากแผนที่ทหาร แต่เราใช้แผนที่เหมือนกันคือเป็นแผนที่ชุมชน เชื่อมกับคนที่เดินทางเข้ามาเที่ยว ซึ่งเราตั้งคำถามตั้งแต่แรกว่าเป็นคนประเภทไหน เข้าไปอยู่ในชุมชนจะเหมาะไหม”
ขั้นตอนการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อชุมชน เริ่มจากคัดเลือกชุมชนที่มีลักษณะโดดเด่นของพื้นถิ่น เพื่อนำความรู้มาต่อยอดสร้างมูลค่าให้เศรษฐกิจชุมชน จากนั้นก็ศึกษาข้อมูลพื้นฐานของชุมชนให้ละเอียด “เราต้องเริ่มจากให้ชุมชนเป็นคนเล่า ไม่ใช่ให้เราเป็นคนเริ่ม เราต้องได้ชื่อชุมชนเป็นจุดหมายปลายทาง มีการเลือก มีพิกัดชุมชน เราต้องรู้จักทุกชุมชนที่เราจะไป เราต้องไปหาคนที่ขับเคลื่อนชุมชนในแง่มุมต่างๆ ทั้งวัฒนธรรม การเกษตร ศาสนา งานฝีมือ ฯลฯ อย่างไรก็ตามเราต้องดูว่าเรากำลังจะออกแบบผลิตภัณฑ์ ถ้าจะเรียนรู้และเข้าใจของพวกนี้เราจะต้องไปเจอใคร การตามหา DNA ชุมชนจะต้องมีหลักสูตรอบรม เป็นการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ต้องเข้าไปเป็นเพื่อนเขา จากนั้นถึงจะได้ดูว่าต้องรู้จักเขารู้จักเรา เมื่อรู้จักชุมชนแล้วว่ามีของดีอะไร เราจะไม่เปลี่ยนเขานะ ไม่เสแสร้งให้ แต่ต้องดึงอัตลักษณ์ของชุมชนออกมาใช้ให้เป็นระบบ”
นักออกแบบประสบการณ์
สิ่งที่นักท่องเที่ยวหรือนักเดินทางจะได้เห็น ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านมือของนักออกแบบและชุมชน แต่มันจะสะท้อนออกมาตั้งแต่วิธีการเดินทาง เช่น คุณได้ไปเจออะไร มีประสบการณ์ร่วมอย่างไร ได้รับการต้อนรับแบบไหน เป็นความเชื่อ วิถีหรือขนบธรรมเนียมแบบใด นี่คือหน้าที่ของนักออกแบบเพื่อการท่องเที่ยว
กบสะท้อนงานที่เธอทำว่า การออกแบบสถานที่ให้เป็นจุดหมายปลายทางที่มีคุณภาพสำหรับผู้เยี่ยมเยือน เราก็ต้องใช้ตัวนักออกแบบเป็นนักท่องเที่ยว เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในนั้น เราต้องจัดการด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ ผสมไปกับการพัฒนาการออกแบบการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เช่น รูปแบบการเดินทาง การต้อนรับ ประสบการณ์ร่วมของนักท่องเที่ยวและค้นพบผลิตภัณฑ์ที่เราออกแบบตรงปลายน้ำ บางทีผลิตภัณฑ์เขามีดีอยู่แล้ว แต่เราต้องทำบรรจุภัณฑ์ บางทีเป็นงานผลิตภัณฑ์ใหม่เลย บางทีก็ต้องออกแบบภูมิทัศน์ สัญลักษณ์โลโก้ บางครั้งเป็นถังขยะก็ยังมี
“หน้าที่ของเราก็คือเข้าไปเพื่อเก็บข้อมูลของชุมชนทั้งหมดออกมาผ่านการวิเคราะห์ สังเคราะห์ นั่งคุยกันกับผู้แทนชุมชนว่าสิ่งที่เราคิดกับสิ่งที่เขาคิดตรงกันหรือไม่ ดังนั้นในฐานะนักออกแบบ การทำงานให้ได้ผลที่สุดคือจะต้องลงไปเจอและมีประสบการณ์ร่วมก่อน ต้องมีช่วงเวลาที่เราสัมผัสได้ว่าของจริงคืออะไร ซึ่งสิ่งที่ออกมาจากเราตอนแรกอาจไม่ใช่สิ่งที่เราคิดให้ชุมชน แต่ต้องเคารพการมีส่วนร่วมของชุมชน แล้วให้เขาทำสิ่งที่เขารู้สึกรักไปด้วย แล้วต้องตระหนักเลยว่าคนที่อยู่ในชุมชนไม่ใช่นักออกแบบ คนที่ทำผ้าทอหรือยอดฝีมือที่นั่นไม่ได้เป็นนักออกแบบ เรายังต้องใช้เวลา จุดหรือช่องว่าจะต้องเชื่อมกันให้ได้ ซึ่งเราก็ต้องออกแบบของเก่าให้เชื่อมโยงกับวิถีของนักท่องเที่ยว ขณะเดียวกันก็ไม่เปลี่ยนวิถีของชุมชนด้วย ซึ่งยากมากเหมือนกัน”
อย่างไรก็ตาม ในบางพื้นที่ซึ่งวัฒนธรรมและมีเรื่องราวความเป็นมาที่เข้มแข็งอยู่แล้ว การค้นหาตัวตนหรือออกแบบประสบการณ์การท่องเที่ยวอาจจะไม่ใช่ปัญหา แต่ในบางชุมชนซึ่งเป็นชุมชนใหม่ ก็ต้องสร้างโมเดลใหม่ร่วมกับชุมชน ซึ่งแตกต่างกันไปตามแต่ละภูมิภาค “บางพื้นที่มองหาสิ่งใหม่ สร้างตัวตนใหม่ แต่หารู้ไม่ว่าเรื่องราวสองร้อยปีของชุมชน หรือสิ่งเก่าแก่ของเขา กลายเป็นสัญลักษณ์บนผลิตภัณฑ์ได้ แค่ถอดรหัสได้ก็คลิก หน้าที่ของเราก็คือฟังเขา ถอดรหัส สร้างอัตลักษณ์ และดึงออกมาและนำมาใช้ในงานออกแบบที่จะสร้างมูลค่าแต่ต้องมีคุณค่า
“หรือบางที่ที่ไม่มี เป็นชุมชนใหม่ เช่น เป็นหมู่บ้านที่เคยมีเสืออยู่ แต่ปัจจุบันเป็นชุมชนชื่อบ้านถ้ำเสือ สิ่งที่เราเห็นคือ ที่นี่มีความพิเศษคือเป็นทางผ่านของแม่น้ำสายเดียวที่ไหลจากทิศใต้ไปทิศเหนือคือแม่น้ำเพชร เราเล่นคอนเซ็ปต์เป็นเผ่ารักป่า เราก็จะเล่นงานออกแบบให้เป็นชุมชนดูแลป่า ทำเป็นทริปเชิงนิเวศ มาปั่นจักรยาน ยิงกระสุนเมล็ดพันธุ์ ปลูกป่าฟื้นป่า เพราะที่นี่เชื่อมกับป่าชุมชน จึงโดดเด่นเรื่องอาหารจากป่าด้วย เราก็ขายประสบการณ์ที่เขาจะได้รับโดยตรงจากสภาพภูมิประเทศแบบนี้ตรงนี้ถอดรหัสให้ถูก” อนันตา เล่าอย่างออกรส และเธอยกตัวอย่างเพื่อให้เราเห็นภาพงานนี้ได้ง่ายขึ้น
ดีไซเนอร์คือนักแก้ปัญหา
โอ๊ค-จักรพันธ์ สุวรรณพาณิชย์ อดีตอาร์ตไดเรกเตอร์นิตยสารชื่อดัง ทำเว็บไซต์ ทำโฆษณา และงานคอมเมอร์เชียลเต็มตัว เขาเติบโตมากับอุตสาหกรรมแฟชั่น การสร้างแบรนด์ ไปอยู่สหรัฐก็ทำงานเกี่ยวกับแฟชั่นมาโดยตลอด แต่สิ่งที่เขาผ่านมาล้วนพบว่ากระแสโลกไม่ได้ให้คำตอบ และเดินทางกลับเมืองไทยเพื่อค้นพบว่าความศิวิไลซ์ที่แสนเรียบง่ายนั้นคือที่สุดของงานออกแบบ จึงเดินทางไปศึกษาเรียนรู้งานฝีมือจากชุมชน ก่อนที่จะพาตัวเองไปเป็นนักออกแบบเพื่อการท่องเที่ยวและชุมชน “เราไม่อยากพิสูจน์ตัวเองว่าเจ๋งแค่ไหนอีกต่อไปแล้ว แต่อยากทำงานเพื่อชุมชน และกลับมาอยากทำงานคราฟท์สำหรับคนไทย ช่วงแรกก็ใช้เงินตัวเองทำให้สาธารณะ แต่ระยะหลังมีคนเล็งเห็นงานลักษณะนี้มากขึ้น จึงพอจะมีทุนบ้าง แต่เราสนุกที่จะทำ”
เมื่อถามว่าการออกแบบแก้ปัญหาการท่องเที่ยวได้อย่างไร? จักรพันธ์ บอกว่า แท้จริงแล้วคำตอบนี้ไม่ตายตัว เพราะความสำเร็จเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย แล้วแต่สถานที่ ในชุมชนที่เขาเห็นคุณค่าและนำสิ่งที่ดีไซเนอร์แนะนำไปพัฒนาต่อ ก็จะทำต่อไป ยกตัวอย่างเช่น ชุมชนห้วยตองก๊อ จ.เชียงใหม่ แต่เดิมซึ่งเขาทำผ้าพันคอ ย้อมสีธรรมชาติ แต่ระยะหลังใช้สีเคมีและทำสีสันฉูดฉาด พอได้รับคำแนะนำจากเราให้ฟื้นระบบธรรมชาติ เขาก็รีแบรนด์ผ้าพันคอ ทำลายตองก๊อ เขาไปต่อยอดของเขาเองได้ มันแล้วแต่ที่ว่ามีพลังภายในแค่ไหน เขารู้ว่าจุดแข็งเขามีฝีมือ แต่จุดอ่อนเขาคือการเข้าถึงลำบาก แต่เขาสามารถทำให้ชุมชนเขาเป็นที่รู้จักด้วยเฟซบุ๊ก หรือขายสินค้าได้มากขึ้นก็จากการศึกษาของคนรุ่นใหม่
“ผมว่าสิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับเจ้าของพื้นที่ งานแต่ละชุมชนอาจจะไม่ได้จบที่เจ้าของโปรเจกต์ แต่คนข้างนอกเข้าไปช่วยคิดหรือสะกิด เขาก็จะมีแรงบันดาลใจรักที่จะทำต่อ เพียงแต่มันจะดีมากถ้าหากเราได้ไปเรื่อยๆ หลายครั้งเราไปแล้วมันจบ ต่อไม่ติด อยู่ดีๆ ก็หายไป การกลับไปเรื่อยๆ ของดีไซเนอร์จะช่วยได้เยอะ กว่าเราจะเข้าใจพื้นที่ ทำครั้งแรกไม่ใช่ว่ามันจะถูก เราต้องใช้เวลามากในการตกตะกอน ซึ่งหากเวลาน้อยเราก็ทำได้แค่ระดับหนึ่ง หน้าที่ของดีไซเนอร์เข้าไปแป๊บเดียวไม่มีทางเวิร์ก เขาต้องสร้างความสร้างสรรค์และพลังจากข้างในชุมชน ถ้าเราเข้าไปแค่ชั่วคราว เราต้องเข้าไปเรื่อยๆ และพัฒนากันไปเรื่อยๆ และพอเขามีพลังที่จะต่อกันติดแล้ว ชุมชนเขาแข็งแรงแล้ว เขาก็สามารถเดินต่อไปในวันข้างหน้าได้ โดยที่ไม่ต้องมีเราแล้ว แต่นั่นแหละบางชุมชนแข็งแรงก็ไปต่อได้ ความสำเร็จจะต้องดูยาวๆ”
เมื่อชุมชนอยู่ได้ นักท่องเที่ยวที่ไปได้ประสบการณ์ แล้วตัวดีไซเนอร์ล่ะได้อะไร? “เราได้อะไรกลับมามากมาย ไม่ใช่การเข้าไปช่วยเขา แต่เขาก็ช่วยให้เราเรียนรู้ เรารู้กันและกัน การท่องเที่ยวหรือนักท่องเที่ยวบางคนก็คิดด้านเดียว คือคิดว่าเราเอาเงินไปให้เขา ซึ่งสำหรับเราไม่สนุก ดีไซเนอร์เป็นนักแก้ปัญหา การเข้าไปในชุมชนเราได้เรียนรู้วิถีชีวิตเขา ได้มุมมองชีวิต มีอะไรที่ให้กลับมาทั้งความเป็นมนุษย์ เข้าใกล้ชิดธรรมชาติ การใช้ชีวิต ไม่ใช่เงินทอง แต่เราได้ประสบการณ์ชีวิตมหาศาลซึ่งหาไม่ได้จากที่ไหนอีกแล้ว เราเคยใช้ชีวิตทำงานเป็นหุ่นยนต์ในออฟฟิศอย่างเดียว แต่การออกไปแบบนี้เปิดประสาทของเราทั้งหมด การออกไปแบบนี้ เรามีทรัพยากรมหาศาล เจ๋งยิ่งกว่าเงิน แปลกที่คนเมืองนอกหยิบของเราไปหมดเลย แล้วเอาไปดีไซน์และเอากลับมาขายให้คนไทย แต่ทำไมดีไซเนอร์ไทยไม่หยิบเอาทุกอย่างที่มีอยู่มาใช้ให้มีประโยชน์ล่ะ? นี่เป็นข้อสงสัยของผมตลอดมา ดีไซเนอร์เพื่อชุมชนมีน้อย
“ดีไซเนอร์ไทยหลายคนดูตามกระแสโลก โดยที่เขาอาจไม่ได้ดูลึกเข้าไปว่างานดีไซน์หลายๆ อย่างของโลกเองก็มาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นเหมือนกัน แต่เขาแปลให้โมเดิร์นได้ แต่ดีไซเนอร์ไทยยังอยู่ในมหาวิทยาลัยพินเทอร์เรสต์มันก็เลยไม่มีความภูมิใจของบ้านตัวเอง เขาถูกสอนให้ไม่ภูมิใจ ผมว่าสิ่งสำคัญคือพวกเราต้องขยับทั้งสองฝ่ายมันถึงจะเปลี่ยนแปลง ดีไซน์ต้องเข้ากับรสนิยมของคนรุ่นใหม่ ซึ่งตอนนี้ศูนย์ศิลปาชีพก็ขยับตัวให้โมเดิร์นมากขึ้น
“ไม่ใช่ทุกคนจะออกไปแบบนี้ได้ เพราะต้องใช้เวลา และต้องมีความอิน ยังมีดีไซเนอร์น้อย ถ้าคุณอยากได้ลูกเสือก็ต้องเข้าถ้ำเสือ ต้องไปสัมผัสรีเสิร์ชจากสถานที่จริง ได้ผลลัพธ์ที่ดี แต่คิดว่าถ้าโอกาสมีมากนักออกแบบก็ต้องออกมาเยอะกว่านี้ พวกเราเป็นคนที่เริ่มเห็นเริ่มทำ มันคงจะอีกสักพักใหญ่ถึงจะมีคนเข้าใจและเข้ามา แต่เราต้องทำให้เขาเห็นก่อนว่ามันเป็นไปได้ มีความสุขมากแม้เงินจะน้อย แต่เรารู้สึกถึงคุณค่าของงาน” จักรพันธ์ กล่าวและทิ้งท้ายว่า เที่ยวแบบไหน เที่ยวอย่างไร เที่ยวให้สร้างคุณค่า เที่ยวให้เป็น เราได้ความสุข ชุมชนก็ต้องได้การรู้สึกเคารพ การเห็นคุณค่า ไม่ใช่แค่มูลค่า







