จับตาTPPแพแตก...ไทยได้เฮ!
เรื่อง ไพรัช วรปาณี กรรมการอัยการ
เรื่อง ไพรัช วรปาณี กรรมการอัยการ
การที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐ ประกาศชัดเจนว่า หลังเข้ารับตำแหน่งผู้นำจะทำการยกเลิกหรือจำกัดบทบาททีพีพี ตามที่ได้เคยประกาศไว้ตอนหาเสียง...ผู้เขียนจึงมองว่า เหตุการณ์นี้จะทำให้ประเทศไทยได้รับผลดีอย่างไม่คาดคิดมาก่อน อีกทั้งการวางท่าทีลังเลไม่ตัดสินใจเข้าร่วมวงกับทีพีพีตั้งแต่ต้นนั้น นับเป็นความชาญฉลาด รอบคอบของไทย...ว่าไหม?!
TPP (Trans-Pacific Strategic Economic Partner Ship) หรือความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก ซึ่งมีเป้าหมายและนัยสำคัญ คือ เป็นยุทธศาสตร์การค้าใหม่ของสหรัฐต่อเอเชีย ในรัฐบาลเก่า ที่รัฐบาลโอบามาให้การสนับสนุนมาแต่ต้น เพื่อต้องการใช้เป็นเครื่องมือในการลดอุปสรรคทางการค้าและการบริการระหว่างกัน และการส่งเสริมสนับสนุนการลงทุนระหว่างกัน รวมทั้งความ
ร่วมมือในการปรับระเบียบมาตรฐาน
สิ่งแวดล้อม แรงงาน ให้สอดคล้องเป็นไปตามข้อตกลงในเรื่องการค้าเสรีในรอบพหุภาคี ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการ บูรณาการทางเศรษฐกิจในด้านตลาดการค้า สินค้า บริการและการลงทุนพร้อมกัน ซึ่งสหรัฐเป็นหัวโจกอยู่ จึงมีบทบาทสำคัญในการกำหนด “กรอบของทีพีพี” อย่างมีนัยสำคัญ
ความประสงค์ในการจัดตั้งทีพีพีในสมัยนั้น มีเหตุผลอันซ่อนเร้น กล่าวคือ สหรัฐกลัวการรวมกลุ่มพลังทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศที่อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (AEC) โดยไม่มีสหรัฐมีส่วนได้เสียอยู่ด้วย จึงกลัวว่าอิทธิพลทางเศรษฐกิจของสหรัฐในภูมิภาคนี้จะตกต่ำลง จำต้องผลักดันให้เกิดทีพีพีอย่างสุดลิ่ม เพื่อให้บทบาท อำนาจของตนยังคงมีอยู่อย่างมั่นคงในเอเชียต่อไป
นอกจากมีความหมายในเรื่องทางเศรษฐกิจการค้าแล้ว ที่สำคัญยังมีผลเกี่ยวข้องกับความมั่นคง ตลอดจนการรักษา “ดุลอำนาจ” ระหว่างประเทศมหาอำนาจเช่นจีนอีกด้วย ทีพีพีจึงกลายเป็นกลไกทางยุทธศาสตร์ทั้งการเมืองและเศรษฐกิจของสหรัฐในการควบคุมระบบการค้าในภูมิภาคแถบนี้
แม้ว่า ทรัมป์ ผู้นำคนใหม่จะกำหนดนโยบาย “อเมริกาต้องเป็นใหญ่” โดยทิ้งแนวทาง “เป็นตำรวจโลก” ที่ไม่ทำตัว
ไปยุ่งกับชาวบ้านใกล้เรือนเคียงต่อไป ดังที่ประกาศไว้นั้น ย่อมหมายถึงทีพีพีกำลังจะแพแตก...ทำให้ไทยได้เฮ นั่นเอง
การตัดขาดจากทีพีพีของทรัมป์ ทำให้ไทยกลับได้รับประโยชน์ จริงหรือ? ผู้เขียนมองว่า...การที่สหรัฐซึ่งเป็น
แกนนำสำคัญในการยุบเลิกทีพีพีใน
ครั้งนี้นั้น ถ้าทำสำเร็จย่อมจะส่งผลให้ไทยเกิดโอกาสในการช่วยผลักดันให้ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ หันมาร่วมมือใน
อาร์เซ็ปอย่างเต็มรูปแบบ ปัจจุบันประกอบด้วยประเทศสมาชิกคือ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ กัมพูชา ลาว เมียนมา อินโดนีเซีย และบรูไน
นอกเหนือจากนั้นยังจะส่งผลดีต่อระบบการค้าของเอกชนในประเทศไทยได้อีกอย่างแน่นอน เพราะจะทำให้เกิดผลบวกในการแข่งขันส่งสินค้าเข้าสหรัฐ โดยเฉพาะจะมีผลต่อการลดความน่าเชื่อถือ หรือสิ่งเร้าใจสำหรับนักลงทุนชาวต่างประเทศที่มีโครงการคิดจะไปลงทุนในประเทศเวียดนามและมาเลเซียนั้น กลับหลังหันมาพิจารณาการลงทุนในไทยแทน เป็นต้น
จากการพบกับ กิตติพงษ์ เตรัตนชัย นายกสมาคมวิเทศพาณิชย์ไทย-จีน ท่านนายกฯ ได้ให้ความเห็นว่า แม้นโยบายของ ทรัมป์ ไม่สนับสนุนทีพีพี อันเป็นผลลบต่อประเทศสมาชิกในหลายประเทศก็ตาม แต่สำหรับไทยนั้น ผมกลับมองว่า “สินค้าการส่งออกของไทยที่เข้าสหรัฐ ยังคงเป็นไปตามปกติในระดับเดิม ไม่มีผลกระทบแต่อย่างใด เพราะการงดซื้อสินค้าจากไทยเลยนั้น ไม่น่าเป็นไปได้ แม้ว่าตามความเป็นจริงในปัจจุบัน ไทยส่งสินค้าให้สหรัฐเพียงประมาณ 10% ถ้าหากรัฐบาลใหม่สหรัฐได้สร้างกฎเกณฑ์การค้าระบบใหม่ตามแนวทางของ ทรัมป์ ก็จะมีผลทำให้การส่งสินค้าเข้าสหรัฐของประเทศคู่ค้าอื่นๆ พลอยยากเย็นขึ้น
ไปด้วย ฉะนั้น วิกฤตจึงอาจกลายเป็นโอกาสของไทยในที่สุด”
การเปลี่ยนแปลงนโยบายทีพีพีของ ทรัมป์ เชื่อว่า ในแง่มุมของการลงทุนมีผลต่อความมั่นใจสำหรับนักลงทุนต่างชาติในการพิจารณาไปลงทุนในเวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ ดังกล่าวแล้ว ย่อมเป็นผลดีต่อประเทศไทยในทางอ้อมเป็นแน่
ดังนั้น หากมองจากสถิติจะพบว่า จีดีพีรวมของ 6 ประเทศสมาชิกทีพีพี ถ้าขาดหัวเรือใหญ่ ซึ่งมีจีดีพีถึงประมาณ 60% เช่นสหรัฐถอนตัวจากการเข้าร่วมวงแล้ว อนาคตทีพีพีคงแพแตกนั่นเอง!
ทั้งนี้ ทีพีพีก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2558 โดยมี สหรัฐ แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชิลี เปรู เม็กซิโก ญี่ปุ่น บรูไน มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและพยายามให้เกิดผลเป็นรูปธรรมภายใน 2 ปีข้างหน้า แต่ใครจะคิด มาบัดเดี๋ยวนี้ โลกได้เปลี่ยนไป โดยหัวมังกร (สหรัฐ) ประกาศไม่เอาด้วย ดังนี้ จึงทำให้ทีพีพีใกล้ถึงกาลอวสานในที่สุด ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้อาจกระทบต่อธุรกิจการทำปศุสัตว์ของไทยบ้างเล็กน้อย แต่ก็ไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมมากนัก
อีกไม่นานเกินรอคงจะได้เห็น ทรัมป์ ประกาศรายชื่อผู้ดำรงตำแหน่ง อาทิ รัฐมนตรีการคลัง รัฐมนตรีพาณิชย์
ผู้แทนทางการค้า ประธานคณะกรรมการเศรษฐกิจแห่งชาติ และประธานที่ปรึกษาทำเนียบขาว ซึ่งมีบทบาทสำคัญใน
การกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจ เปิดเผยโฉมหน้าออกมาชัดเจน จึงสามารถวิเคราะห์ได้ว่า ชีวิตของทีพีพีจะจบลงเช่นใด? ตลอดจนแนวนโยบายทางเศรษฐกิจในอนาคตของสหรัฐจะไป
ทางไหน?
ดังนั้น หากพิเคราะห์เหตุผล ข้อมูลที่ปรากฏ ณ ปัจจุบัน ย่อมสรุปได้ว่า “TPP แพแตก...ไทยได้เฮ” มิใช่หรือ?!







