
บินลูวีเด็น...ความสงบในอ้อมกอดแห่งขุนเขา
สัปดาห์ที่แล้วเราพาคุณผู้อ่านไปเริ่มต้นจรดองศาแรกในประเทศโมร็อกโกกันที่คาซาบลังกา
สัปดาห์ที่แล้วเราพาคุณผู้อ่านไปเริ่มต้นจรดองศาแรกในประเทศโมร็อกโกกันที่คาซาบลังกา
โดย...ปวีณา สิงห์บูรณา [email protected]
สัปดาห์ที่แล้วเราพาคุณผู้อ่านไปเริ่มต้นจรดองศาแรกในประเทศโมร็อกโกกันที่คาซาบลังกา และในสัปดาห์นี้เราขออาสาพาคุณผู้อ่านเดินทางออกไปยังนอกเมืองกันบ้าง และเมืองที่จะพาไปนี้เชื่อได้เลยว่า น่าจะยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักในการที่จะเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว อย่างเช่น คาซาบลังกา มาร์ราเกช หรือเฟสก็ตามที หากแต่ว่าในช่วงระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมานี้ เมืองที่ว่านี้ก็เริ่มที่จะมีการพูดถึงกันมากขึ้น จะเป็นเมืองอะไรนั้น วันนี้พวกเราอาสาที่จะนำเสนอในแบบหลากรสหลายองศากัน
เกริ่นมาก็มากมายแล้ว คุณผู้อ่านก็คงอยากรู้แล้วว่าเป้าหมายปลายทางที่เราพูดถึงคือเมืองอะไร เมืองที่ว่านี้ก็คือเมือง Bin el Ouidane อ่านว่า บินลูวีเด็น โดยที่พวกเราเริ่มต้นออกเดินทางจากคาซาบลังกา โดยใช้เส้นทางรถยนต์มุ่งลงมาทางตะวันออกเฉียงใต้ เพลิดเพลินไปกับบรรยากาศสองข้างทางที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากตึกรามบ้านช่องที่ดูหนาแน่น เป็นหุบเขาน้อยใหญ่ที่ประดับประดาด้วยสีสันของทุ่งหญ้าที่เขียวขจี สลับกับสีสันของดอกไม้ที่พลิ้วไหวราวกับโบกมือทักทายเพื่อต้อนรับผู้มาเยือนอย่างพวกเรา
เราใช้เวลาในการเดินทางจากคาซาบลังการาว 45 ชั่วโมง เพลิดเพลินไปกับบรรยากาศสองข้างทางได้สักพัก ไกด์ของเราก็ได้ชี้ให้ดูผืนน้ำสีฟ้าอันกว้างใหญ่ ที่ทอดตัวยาวขนาบไปกับหุบเขาสีน้ำตาล พร้อมกับบอกว่าเรามาถึงจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจกันแล้ว
บินลูวีเด็นคือเมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บนภูเขา โดยที่มีทะเลสาบซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเขื่อนที่มีชื่อเดียวกับชื่อเมือง โดยเขื่อนบินลูวีเด็นแห่งนี้นั้น สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าและการชลประทานคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 25 ของพลังงานที่ใช้ในประเทศโมร็อกโกเลยทีเดียว ซึ่งจะว่าไปแล้วโมร็อกโกนั้น คืออีกหนึ่งประเทศตัวอย่างในการจัดการทรัพยากรน้ำที่ดีเยี่ยม ด้วยสายพระเนตรอันกว้างไกลของสมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของแหล่งน้ำ ในการที่จะเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญในอนาคต
เสน่ห์ของบินลูวีเด็นที่พวกเราสัมผัสได้นั้นก็คือ ธรรมชาติที่ยังคงความสวยงามและมีความบริสุทธิ์สงบ วิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่ก็ยังคงเรียบง่ายและพอเพียง โดยที่เกษตรกรรมและการปศุสัตว์คืออาชีพหลักของผู้คนที่นี่ และมาถึงที่นี่ทั้งทีก็ต้องบุกไปที่ตลาด ไปดูว่าผู้คนที่นี่เขาซื้อเขาขายอะไรกันบ้าง
ก้าวแรกที่พวกเรามายังที่ตลาดนั้น แน่นอนว่าตลาดก็ย่อมมีบรรยากาศหรือสีสันของพ่อค้าแม่ขายที่ส่งเสียงเรียกลูกค้า แต่เราก็ต้องแปลกใจที่มีเสียงของสัตว์บางอย่างที่ส่งเสียงร้องสลับกับเสียงของพ่อค้าแม่ค้ามาเป็นระยะ เมื่อเดินเข้ามาข้างในตัวตลาดนั้น พวกเราก็ได้รู้ว่าเสียงนั้นก็คือ เสียงร้องของล่อและลา นั้นก็เป็นเพราะว่าชาวบ้านที่นี่นิยมใช้สัตว์เหล่านี้เป็นพาหนะหลักในการเดินทาง เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงชันและเต็มไปด้วยหินและกรวด ล่อและลาคือคำตอบที่เหมาะที่สุดสำหรับการเดินทางในเมืองนี้ แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนว่าน่าสนใจไม่น้อยเลย ก็คือ การนำล่อหรือลามาจอดในตลาดแห่งนี้ ซึ่งเขาก็มีวิธีการที่แปลกและไม่ซ้ำใคร นั้นก็คือ การใช้มูลสัตว์ละลายน้ำและนำไปป้ายบริเวณที่เป็นส่วนของปากหรือจมูกของล่อและลา เพื่อแสดงว่าได้ชำระค่าจอดแล้ว โดยที่อัตราค่าจอดนั้น1 ดีร์แฮมต่อล่อหรือลา 1 ตัว คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 3 บาท ซึ่งจะว่าไปแล้วก็คล้ายกับการเสียค่าที่จอดรถนั้นเอง และความพิเศษของตลาดแห่งนี้นั้นยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะจากการสังเกต พวกเราก็เห็นว่านอกจากการจับจ่ายซื้อหาสินค้าแล้วนั้น ที่นี่ก็ยังคงมีระบบแลกเปลี่ยนสินค้าอยู่ เช่น การนำผักผลไม้มาแลกเปลี่ยนกับเนื้อ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เคยมีให้เห็นในประเทศไทยของเรา หากแต่ว่าคงต้องย้อนกลับไปในอดีตนั่นเอง
ทั้งหมดที่ได้เล่ามานี้ คุณผู้อ่านอาจจะพอนึกออกได้ว่า ทำไมพวกเราถึงเลือกที่จะนำเสนอเมืองแห่งนี้ นั้นก็เป็นเพราะว่าความบริสุทธิ์ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติหรือผู้คน ที่ยังคงปราศจากการแต่งแต้มสีสันใดๆ หากแต่ว่าเป็นสีสันที่เกิดขึ้นด้วยตัวเอง และในปัจจุบันนี้เมืองบินลูวีเด็นกำลังเป็นที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว ที่แสวงหาบรรยากาศของธรรมชาติและความสงบ นำมาซึ่งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อย่างเช่น โรงแรมและรีสอร์ต ซึ่งหากมองในแง่ดีนั้น ก็เป็นการช่วยในเรื่องของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศโมร็อกโก และยังรวมไปถึงการสร้างรายได้แก่คนในพื้นที่อีกด้วย แต่ก็คงที่จะเลี่ยงไม่ได้หากจะต้องมองผลกระทบที่ตามมา ซึ่งเราก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการเข้ามาของนักท่องเที่ยวนั้น จะไม่เป็นส่วนหนึ่งของการทำลายวิถีชีวิตและธรรมชาติของที่นี่ อย่างที่เคยเกิดขึ้นในบ้านเรา เช่น กรณีของ อ.ปาย และก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์นั้น คือคำตอบที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเมืองที่ชื่อว่า บินลูวีเด็น







