
อเมริกา กับฮีโร่คนใหม่ (2)
นอกจากประเด็นที่กล่าวถึงไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ผมยังมีอีกบางประเด็นที่อยากจะแชร์ถึง ทั้งตัวของโดนัลด์ ทรัมป์เอง และการเลือกตั้งที่ผ่านมาต่อครับ
นอกจากประเด็นที่กล่าวถึงไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ผมยังมีอีกบางประเด็นที่อยากจะแชร์ถึง ทั้งตัวของโดนัลด์ ทรัมป์เอง และการเลือกตั้งที่ผ่านมาต่อครับ
The First CEO
สหรัฐได้ชื่อว่าเป็นต้นแบบของประเทศทุนนิยมเสรีนิยมสุดโต่ง แต่พวกเขาก็ไม่เคยมีผู้นำที่มาจากนักธุรกิจมาก่อน ด้วยเพราะระบบการเลือกตั้งที่ค่อนข้างซับซ้อนและยาวนาน และต้องอาศัยฐานเสียงที่มาจากพรรคการเมืองค่อนข้างมาก ทำให้นักธุรกิจโดยมากก็จะแพ้กลางทาง ถอดใจ ทรัมป์ถือเป็นคนแรกที่ฝ่าอุปสรรคเหล่านั้นมาจนสำเร็จ ทั้งๆ ที่เราแทบไม่รู้เลยว่านโยบายของเขาเป็นอย่างไร และมีความชัดเจนเรื่องแนวคิดทางการเมืองมากแค่ไหน (ก่อนหน้าปี 2009 เขายังอยู่ในสังกัดพรรคเดโมแครต ก่อนจะข้ามมาอยู่กับรีพับลิกัน)
การเข้ามาบริหารประเทศในช่วงที่เศรษฐกิจของสหรัฐกำลังตกต่ำและประชาชนเลือกเขาด้วยหวังว่านโยบายเรื่องการดึงความสามารถในการผลิตกลับมาอยู่ในประเทศเป็นเรื่องท้าทายมาก จริงๆ แล้วโครงสร้างทางการเมืองของสหรัฐเอื้อกับการทำงานแบบ CEO ค่อนข้างมาก เพราะการแทรกแซงจากคนนอกรัฐบาลทำได้ไม่ง่ายนัก และในยุคนี้ซึ่งรีพับลิกันตอนนี้ครองเสียงข้างมากทั้งในสภาล่างและสภาสูงไว้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่สิ่งที่น่าเป็นกังวลก็คือ ทรัมป์จะจัดการอย่างไรกับ Conflict of Interest ระหว่างความเป็นนักธุรกิจและนักการเมือง เพราะดูแนวโน้มจากแนวทางการหาเสียงของเขา เช่น ไปหาเสียงโดยปราศรัยที่หน้าโรงแรมของตัวเอง ล่าสุดงานแถลงข่าวการรับตำแหน่งประธานาธิบดีที่นิวยอร์ก ทรัมป์ก็ยังหาโอกาสพานักข่าวเดินดูโรงแรมของเขาด้วย การรับมือกับลูกเล่นใหม่ๆ แบบนี้ของทรัมป์เป็นเรื่องน่าติดตาม
การแก้กฎหมายเรื่อง
Popular Vote
แคมเปญการเลือกตั้งอันยาวนานของสหรัฐเป็นตัวคัดกรองคนที่จะมาเป็นประธานาธิบดีได้ดีระดับหนึ่ง เป็นการ “เตรียมตัว” กันอย่างจริงจังและทำให้ทั้งผู้ลงสมัครและประชาชนได้รู้จัก ได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น แต่ระบบการเลือกตั้งที่ซับซ้อนเกินไป เริ่มทำให้เกิดปัญหา โดยเฉพาะเสียงของการโหวตทั้งสองแหล่งจากป๊อปปูลาร์โหวตและอิเล็กโทรัลโหวต ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สองแล้วที่เกิดเหตุการณ์ที่คะแนนเสียงป๊อปปูลาร์โหวตของอีกฝ่ายหนึ่งชนะอีกฝ่าย แต่กลายเป็นผู้แพ้เพราะว่าคะแนนของอิเล็กโทรัลโหวตนั้นน้อยกว่า (ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2543 จอร์จ บุช จากพรรครีพับลิกันก็เคยแพ้ในการเลือกตั้งจากป๊อปปูลาร์โหวต แต่ชนะในเสียงของอิเล็กโทรัลโหวต)
แง่หนึ่งมันอาจสะท้อนปัญหาเรื่อง Generation Gap และเรื่องของแนวคิดทางการเมืองของคนสองรุ่นที่ไม่เหมือนกัน หลายคนมองว่าการเลือกตั้งที่ใช้เสียงของตัวแทนแบบนี้ อาจเป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดการทุจริตทางอ้อมได้ แม้กระทั่งทรัมป์เองก็เห็นว่ามันไม่โอเค
การเลือกตั้งแบบนี้เกิดขึ้นเพราะสมัยก่อนที่เริ่มมีการเลือกตั้งใหม่ๆ คณะผู้จัดการเลือกตั้งเกรงว่าประชาชนจะถูกหลอก เพราะว่าการศึกษายังไม่ดีพอและมองว่านักการเมืองนั้นส่วนหนึ่งเป็นคนที่ต้องการเข้ามาหาผลประโยชน์ จึงคิดวิธีการนี้ขึ้นเพื่อป้องกันการได้ผู้นำที่ไม่ดีโดยการเลือกผู้แทนของประชาชนที่มีความรู้มาเลือกแทน
แม้ว่าจะมีเสียงค้านมาตลอดตั้งแต่สมัยที่โอบามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีให้แก้ไขกฎหมายฉบับนี้ แต่ก็ยังไม่มีการแก้ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องน่าสงสัยว่าทำไม ซึ่งก็ไม่รู้ว่าทรัมป์จะแก้ปัญหานี้ได้ไหม ที่จริงเรื่องจุดยืนทางด้านกฎหมายของทรัมป์ยังมีอีกหลายข้อที่น่าสนใจ หากทรัมป์สามารถแก้ไขเรื่องนี้ให้สอดคล้องกับความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ได้ ก็อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการเลือกตั้งประธานาธิบดีในสมัยหน้าอีกครั้ง
4 ปีจากนี้คือช่วงเวลาแห่งการนับถอยหลังสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ ขอให้อเมริกันชนโชคดี







