
The digital economy driving industry 4.0
ในงาน ITU Telecom World 2016 วันสุดท้าย (17 พ.ย. 2559) จัดขึ้นที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ได้มีการเสวนาในหัวข้อ “The digital economy : driving industry 4.0” โดยผู้เชี่ยวชาญได้แนะแนวทางการใช้เศรษฐกิจดิจิทัลในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยุค 4.0
ในงาน ITU Telecom World 2016 วันสุดท้าย (17 พ.ย. 2559) จัดขึ้นที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ได้มีการเสวนาในหัวข้อ “The digital economy : driving industry 4.0” โดยผู้เชี่ยวชาญได้แนะแนวทางการใช้เศรษฐกิจดิจิทัลในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยุค 4.0
ฮูลิน ซาว เลขาธิการสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ กล่าวว่า หัวใจหลักของเศรษฐกิจดิจิทัล คือ ไอซีที ซึ่งสามารถนำไปส่งเสริมได้หลายกิจการ เช่น การศึกษา สุขภาพ เกษตรกรรม ฯลฯ ทั้งหมดนั้นมีส่วนช่วยให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น แต่จุดเริ่มต้นต้องมีการลงทุนทางด้านโครงสร้างพื้นฐานให้ดีก่อน ซึ่งต้องใช้เงินในการลงทุน นอกจากนั้นต้องมีกลยุทธ์หรือวิสัยทัศน์ที่ดีด้วย
พร้อมได้ยกตัวอย่างความสำเร็จที่ผ่านมา เมื่อปี 2547 ประเทศแอฟริกา ประชาชนในแอฟริกาสามารถเข้าถึงบริการโทรศัพท์ เพียงร้อยละ 4 จึงได้มีการตั้งเป้าหมายในปี 2553 ว่าต้องเพิ่มระดับการเข้าถึงร้อยละ 10 ซึ่งดูเหมือนจะเป็นไปได้ยาก แต่พอลงมือทำ และได้รับความร่วมมือกันจากหลายภาคส่วน ส่งผลให้ประเทศแอฟริกา ประชาชนมีการเข้าถึงบริการโทรศัพท์เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 25 เช่นเดียวกับประเทศเมียนมา ในปี 2554 มีการเข้าถึงบริการโทรศัพท์เพียงร้อยละ 5 และตั้งเป้าหมายไว้ว่าต้องเพิ่มระดับการเข้าถึงให้ได้ร้อยละ 50 ในปี 2558 โดยแนะนำว่าควรให้เกิดการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคม ส่งผลให้ทุกวันนี้มีการเข้าถึงบริการโทรศัพท์เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 70
ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า ในการลงทุนทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน ถึงแม้จะมีประชาชนที่ยังไม่สามารถเข้าถึงเป็นจำนวนมาก แต่ถ้ามีกลยุทธ์และวิสัยทัศน์ รวมถึงการร่วมมือกันทุกภาคส่วน ก็สามารถผลักดันเป้าหมายให้สำเร็จได้
ขณะที่ จอห์น กัลวิน รองประธาน ด้านการศึกษาและหน่วยงานรัฐ บริษัท อินเทล คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า เห็นว่าควรมีการเน้นด้านการศึกษา เนื่องจากปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก อาชีพที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็ไม่มีในอดีต ดังนั้นรูปแบบการศึกษา จากเดิมที่สอนเน้นให้ความรู้ ก็เปลี่ยนมาเป็นการฝึกคิด วิเคราะห์ สอนให้ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยจะต้องสร้างการศึกษาให้สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้เสมอ
อธิป อัศวานันท์ เลขาธิการสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ในประเทศไทยมีความท้าทายอยู่หลายอย่าง ซึ่งมีปัญหาที่ควรแก้ไข ปัญหาแรก เรื่องของข้อมูลที่คนไทยใช้ ส่วนใหญ่มาจากเว็บไซต์ที่เป็นบริษัทต่างชาติ เช่น กูเกิล เฟซบุ๊ก นั่นหมายความว่าข้อมูลที่คนไทยใช้งานอยู่ถูกเก็บไว้ที่ต่างประเทศ พอรัฐบาลอยากจะได้ข้อมูลเหล่านี้ เช่น ในการสืบอาชญากรรมต่างๆ จึงต้องใช้เวลานานในการประสานงาน ยื่นเรื่องขอดูข้อมูล จึงควรมีมาตรการอะไรที่เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น
ปัญหาที่สอง การใช้เทคโนโลยีในเกษตรกรรม สังคมไทยเป็นสังคมในภาคเกษตรกรรม แต่การนำเทคโนโลยีมาใช้นั้นน้อยมาก ต้องใช้เงินจำนวนมาก โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยยิ่งไม่มีเงิน แตกต่างกับต่างประเทศที่เป็นบริษัทใหญ่มีเงินลงทุนมาก และองค์ความรู้ของเกษตรกรที่ขาดทักษะทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ
ซาเจ คูมาร์ (Saj Kumar) รองประธาน ด้านดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชั่น และไอโอที บริษัท เอสเอพี เอเชีย พีวีที กล่าวว่า การก้าวสู่ Industry 4.0 มีปัจจัยสำคัญอยู่ 3 ข้อ 1.การใช้ข้อมูลร่วมกัน จากข้อมูลที่มาจากเครื่องจักร และจากมนุษย์ 2.การเปลี่ยนแปลงจากอุตสาหกรรมแบบเดิม จาก Mass Production กลายมาเป็น Mass Customization คือ การผลิตสิ่งของที่สอดคล้องกับความต้องการที่แตกต่างของแต่ละคนและมีความรวดเร็ว 3.วัตถุดิบ (Material)
ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการผลิตค่อนข้างมาก ทั้งการนำเอาเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ มาใช้งาน หรือวัสดุนาโน โดยยกตัวอย่างการนำเทคโนโลยีมาใช้งาน เช่น เกษตรกรรม เป็นกิจการที่ใช้เทคโนโลยีขนาดใหญ่ ไม่สามารถนำองค์ความรู้เดิมๆ มาใช้ในพื้นที่เกษตรกรรมได้ เช่น โทรศัพท์มือถือ หรือดาวเทียม ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง จึงมีการคิดเทคโนโลยีใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับเกษตรกรรม เช่น เทคโนโลยี Narrow Band และ Internet of Things หรือ IOT ซึ่งเป็นเซ็นเซอร์ราคาไม่แพง มาวัดคุณสมบัติของดิน ทำนายภูมิอากาศ และใช้ขนส่งสินค้าทางการเกษตร พบว่า ในอดีตสินค้าพวกนี้มีถึงร้อยละ 40 ที่เน่าเสียต้องทิ้งจากการขนส่งสินค้า แต่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้มีการเซ็นเซอร์สินค้า เพื่อช่วยในการคำนวณเวลาในการจัดส่งสินค้าให้ทันวันหมดอายุ เป็นต้น







