
โลกที่จะร้อนขึ้น
เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังจะเป็นประธานาธิบดีคนต่อไป หลายท่านมาวิเคราะห์ถึงผลกระทบต่อโลกและประเทศไทยในด้านต่างๆ
โดย...ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ภาพ... เอเอฟพี
เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังจะเป็นประธานาธิบดีคนต่อไป หลายท่านมาวิเคราะห์ถึงผลกระทบต่อโลกและประเทศไทยในด้านต่างๆ แต่ยังไม่ค่อยมีคนพูดถึงสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะภาวะโลกร้อนที่กระทบต่อทุกคน ผมจึงอยากขออธิบายสั้นๆ เกี่ยวกับนโยบายที่ทรัมป์แถลงตอนหาเสียง
ทรัมป์เป็นคนที่ฝังหัวด้านเศรษฐกิจ อันนี้เรื่องแน่เพราะแบ็กกราวด์เป็นเช่นนั้นมาตลอด เขาชื่นชอบความเจริญทางวัตถุ วัดความเจริญด้วย GDP เป็นหลัก แม้แต่ในปราศรัยแรกตอนประกาศชัยชนะ ยังพูดถึง Double the Growth เพิ่มความเจริญอย่างรวดเร็ว ซึ่งแน่นอนว่าหมายถึงการใช้ทรัพยากรอย่างรวดเร็วด้วย
ผมไม่แปลกใจที่ทรัมป์เน้นเรื่องนี้ เพราะเขาเชื่ออย่างจริงจังว่าความเจริญคือเงิน และคนอเมริกันจำนวนหนึ่งก็เชื่อเช่นนั้น ไม่งั้นจะโหวตให้ทรัมป์ชนะได้ไง อย่างไรก็ตาม อเมริกาเป็นประเทศยักษ์ใหญ่ ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นอันดับ 2 ของโลก เมื่ออเมริกาจะเปลี่ยนแปลง ผลกระทบย่อมเกิดขึ้น
ทรัมป์บอกไว้ตอนหาเสียง อันดับแรก เขาจะสนับสนุนการใช้พลังงานฟอสซิล น้ำมัน ถ่านหิน หรืออะไรก็ตาม วิธีนี้ทำให้น้ำมันและเชื้อเพลิงแบบนี้ถูกลง ช่วยให้เศรษฐกิจเคลื่อนเร็ว แต่ผล
กระทบที่ตามมาคือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ย่อมเกิดขึ้นอีกมหาศาล
ทรัมป์บอกว่าเขาไม่สนใจสนับสนุนพลังงานทดแทนและพลังงานหมุนเวียน เรื่องนี้ก็ไม่แปลก เพราะพลังงานพวกนั้นดีแต่แพง เปรียบเสมือนยาไทยที่ส่งผลช้าแต่ไม่มีปัญหาในระยะยาว ทรัมป์ชื่นชอบยาแรง จุดหาเสียงคือความรวยฉับพลัน ย่อมไม่ชอบยาประเภทนี้
แม้เราเริ่มมีเทคโนโลยีที่ดีขึ้น ผลิตไฟฟ้าจากแสงแดดหรือสายลม ใช้พลังงานทดแทนได้มากขึ้น แต่หากเทียบกันต่อหน่วยผลิต จะอย่างไรก็ตาม เชื้อเพลิงฟอสซิลย่อมถูกกว่า หากวัดความเจริญด้วยผลกำไร ต้นทุนที่ต่ำกว่าย่อมสร้างผลกำไรมากกว่า จึงไม่น่าแปลกที่ทรัมป์ชูจุดหาเสียงในเรื่องเศรษฐกิจ จะเบือนหน้าหนีพลังงานที่ดีแต่แพง
ทรัมป์พูดถึงอนุสัญญาหรือข้อตกลงต่างๆ เกี่ยวกับโลกร้อน แม้จะไม่เต็มปาก แต่ในอนาคต มีท่าทีว่าอเมริกาอาจไม่สนับสนุนหรือหากโหดหน่อย ก็ไม่สนใจและยกเลิกอนุสัญญาทั้งที่ลงนามไปแล้วหรือยังไม่ลงนาม ไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงที่ปารีส ฯลฯ ที่จะสร้างความสับสนอลหม่านให้กับประเทศอื่นๆ
ทรัมป์ยังพูดถึงเงินสนับสนุนองค์กรระหว่างประเทศเพื่อจัดการกับภาวะโลกร้อน เขาบอกว่าเก็บตังค์ไว้ดูแลสิ่งแวดล้อมในประเทศตัวเองดีกว่า นั่นก็เป็นอะไรที่ทำให้หลายองค์กรตกอกตกใจ อเมริกาเลิกสนับสนุน แล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาล่ะจ๊ะ
ผมนำมาบอกคุณ 4 ข้อที่เห็นชัดหน่อย เพื่อแสดงให้เห็นว่า อนาคตข้างหน้าอาจเปลี่ยนแปลงรุนแรงไม่น้อย อย่าลืมว่ารีพับลิกันครองสภาด้วย กฎหมายหรืออะไรก็ตามที่ต้องผ่านสภา มันจะง่ายกว่าสมัยก่อนครับ
ผลกระทบอาจต่อเนื่องไปสู่หลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศอุตสาหกรรมรุ่นใหม่ที่กำลังต้องการเร่งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ต้องชะลอเพราะเรื่องโลกร้อน หากอเมริกาไม่สน แล้วทำไมเราต้องสนด้วยล่ะ ท่าทีของหลายประเทศอาจเปลี่ยนไป การตกลงร่วมมือกันเพื่อดูแลโลกคงลำบากมากกว่าเดิม ทิศทางด้านพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทนอาจเดินต่อไปได้ แต่แน่นอนว่าหากปราศจากการสนับสนุนอย่างจริงจังอย่างอเมริกา มันก็คงต้องช้าเป็นธรรมดา
ทั้งหมดที่บอกมา ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะแนวคิดของทรัมป์เป็นเช่นนี้อยู่แล้ว และเขาก็หาเสียงในรูปแบบเงินๆ เกรทๆ สไตล์ทุนนิยมสุดกู่ ผมจึงไม่ว่าอะไรเขาหรอก เพราะไงๆ ก็พูดกันตรงไปตรงมา ว่าแต่...แล้วเราจะทำอย่างไร
ผมทราบว่าเราต้องปรับตัว แต่จะปรับขนาดไหน เราต้องรอดูไปสักพัก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมหวังว่ารัฐบาลและคนไทยจะยึดมั่น คือพระราชดำรัสของพระองค์ในเรื่องโลกร้อน ในวันที่ 4 ธ.ค. 2532
“...ประเทศไทยนี้ก็เติบโตขึ้นมา จะมีหน้ามีตาในโลกว่าเป็นประเทศที่มั่นคง เป็นประเทศที่ดี เราต้องมีความรับผิดชอบในโลกให้มากขึ้น ทั้งนี้เชื่อว่าเป็นความดีของประเทศไทย”
พระองค์เน้นย้ำ “ความรับผิดชอบ” และ “ความดีของประเทศไทย” เป็นเรื่องสำคัญสุดของการอยู่ร่วมกันในโลกที่กำลังเกิดปัญหาจากก๊าซเรือนกระจกหนักหน่วงขึ้นทุกวัน ไม่ใช่นโยบายตัวใครตัวมันหรือเอาความรวยเข้าว่า
ไม่ว่าอเมริกาหรือโลกจะเปลี่ยนแปลงเป็นเช่นไร หากรัฐบาลและพวกเราคนไทยยังยึดพระราชดำรัสไว้เหนือหัว กำหนดให้ชัดเจนในยุทธศาสตร์และนโยบายของชาติ เป็นวิสัยทัศน์ไปข้างหน้าอีก 20-50 ปี ความดีของประเทศไทย จะก่อเกิดประโยชน์ต่อชาติในระยะยาวอย่างมากมาย มากกว่าความรวยในระยะสั้นครับ







