posttoday
ชีวิตต้องไปต่อ

ชีวิตต้องไปต่อ

09 พฤศจิกายน 2559

นับตั้งแต่ช่วงบ่าย เวลา 15.52 นาฬิกา ของวันพฤหัสบดีที่ 13 ต.ค. 2559 เป็นต้นมา

โดย...ปูปรุง ภาพ   กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

นับตั้งแต่ช่วงบ่าย เวลา 15.52 นาฬิกา ของวันพฤหัสบดีที่ 13 ต.ค. 2559 เป็นต้นมา คงไม่มีเรื่องใดอีกแล้วที่ทำให้คนไทย 99.99% ใจสลายและตกอยู่ในความโศกเศร้าได้เท่ากับเรื่องการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงผู้ทรงเป็นที่เคารพรักเหนือหัวและเป็นเสมือนพ่อของแผ่นดิน

กระทั่งวันที่ฉันกำลังเขียนต้นฉบับอยู่นี้ แม้เวลานั้นได้ผ่านเลยมาเกือบจะสองสัปดาห์แล้วก็ตาม ฉันก็ยังสัมผัสได้ว่าพลังของความเศร้าที่เกิดขึ้นครั้งนี้คงยากที่จะจางหายไปได้ง่ายๆ อย่างไรก็ตาม ในฐานะสื่อซึ่งเป็นฟันเฟืองหนึ่งของสังคม ฉันจึงคิดว่า สิ่งเล็กๆ ที่ตัวเองพอจะทำได้ ก็คือการเขียนอะไรสักอย่างเพื่อเป็นกำลังใจให้กับทุกๆ คนในห้วงเวลานี้ซึ่งเราต่างก็มีหัวอกเดียวกัน นั่นก็คือ หัวใจเรายังคงร้องไห้อยู่

ความโศกเศร้านั้นเป็นเรื่องธรรมชาติ

ในทางจิตวิทยาบอกกับเราเสมอว่า การแสดงความโศกเศร้าเมื่อต้องสูญเสียคนที่รักนั้นเป็นเรื่องปกติ และคงไม่ใช่เรื่องดีนักถ้าเราจะปิดกั้นความโศกเศร้านั้นในช่วงเริ่มต้น เพราะนั่นหมายถึงการเก็บกด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ไม่ใช่การสูญเสียธรรมดา แต่ว่าเป็นการสูญเสียของคนทั้งแผ่นดิน เพราะฉะนั้นขนาดหรือมวลของความเศร้าจึงมากมายมหาศาล ขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ทุกคนจำเป็นต้องรับมือให้ได้เมื่อถึงเวลาอันควรด้วยเช่นกัน (ซึ่งอาจยาวนาน ยากง่ายแตกต่างกันในแต่ละคน) ฉะนั้นอย่าได้แปลกใจไปเลยนะคะถ้าคุณจะร้องไห้เมื่อได้เห็นภาพของพระองค์ท่านอีกครั้งผ่านสื่อต่างๆ หรือเมื่อได้ยินเสียงเพลงที่กล่าวถึงเรื่องราวต่างๆ ที่พระองค์ท่านทรงทำเพื่อพวกเรา ฉันเองก็เป็นเช่นนั้นด้วยเหมือนกัน ซึ่งคำแนะนำที่ดีที่สุด ณ เวลานี้ ก็คือ เมื่อโศกเศร้าก็อย่าลืมหาวิธีดูแลจิตใจตัวเองด้วยเช่นกัน และวิธีที่เป็นไปได้คือ แสดงออกถึงความเศร้านั้นด้วยวิธีของตัวเอง และมีสติในการรับรู้อารมณ์ที่เกิดขึ้นด้วย เพราะใจที่มีสตินั้นเองจะค่อยๆ ประคับประคองเราให้ตระหนักและยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อได้ระบายออกมาอย่างเหมาะสมและเพียงพอแล้ว

ใช้ห้วงเวลาของความเศร้าให้มีคุณค่า

นับจากวันนี้ คงอีกยาวนานกว่าที่เราจะกลับมายิ้มหรือหัวเราะได้เหมือนเดิม แต่สิ่งที่ทุกคนควรตระหนักด้วยก็คือ เราควรใช้ช่วงเวลานี้เพื่อรับรู้ในสิ่งที่ควรรู้ ได้เห็นในสิ่งที่ควรเห็น และได้ยินในสิ่งที่ควรได้ยิน ตัวฉันเองพบว่าในวันที่ความรื่นเริงต่างๆ หายไป ฉันกลับได้อ่าน ได้ยินและได้รับรู้เรื่องราวต่างๆ มากมายที่มีคุณค่า มีสาระดีงามต่อการใช้ชีวิต ซึ่งก็คือเรื่องราวของพระองค์ท่านในหลากหลายแง่มุมที่บางเรื่องก็ไม่เคยรู้มาก่อนเลย ได้ทราบพระราชกรณียกิจมากมายที่ได้ทรงทำเพื่อประชาชน ได้อ่านแนวทางคำสอนผ่านพระบรมราโชวาทในโอกาสต่างๆ สิ่งเหล่านี้ต่างหาก เป็นของขวัญที่พระองค์ท่านทรงทิ้งไว้ให้กับพวกเรา และเชื่อว่าพระองค์ท่านคงภูมิใจถ้าลูกๆ อย่างเราได้นำแบบอย่างและแรงบันดาลใจเหล่านี้มาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตต่อไปในอนาคต แม้พระองค์ท่านจะจากพวกเราไปแล้วก็ตาม

ชีวิตต้องไปต่อและจะมีในหลวงเป็นแรงบันดาลใจ

ในหนังสือชื่อ ความสุขของสมเด็จพระเทพฯ (เขียนโดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์) มีเนื้อหาที่ฉันประทับใจอยู่เรื่องหนึ่ง ชื่อ “บทเรียนจากการนับข้าวสาร”

เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อครั้งที่สมเด็จพระเทพฯ ทรงมีพระชนมายุ 8 พรรษานั้น ได้เคยทูลถามพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ว่า “ข้าวสาร 1 กระสอบมีกี่เม็ด”

พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงอธิบายว่า “ข้าวสาร 1 กระสอบมีน้ำหนัก 100 กิโลกรัม กิโลกรัมหนึ่งมีเครื่องชั่งวัดได้ 10 ขีด ดังนั้น ก็เอาภาชนะไปตวงข้าวสารมาชั่งได้ 1 ขีด แล้วก็นับข้าวสารที่ตวงมานั้นมีกี่เม็ด แล้วก็เอา 10 คูณเสร็จแล้วเอา 100 คูณผลลัพธ์อีกทีก็จะได้จำนวนเม็ดข้าวใน 1 กระสอบ”

สมเด็จพระเทพฯ ทูลว่า “ไม่อยากรู้แล้ว” พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 สอนว่า “ไม่ได้หรอก หากถามก็แสดงว่าอยากรู้ ดังนั้น จงไปหาข้าวสารมาตวงและนับเสียเมื่อได้ผลเป็นอย่างไรให้มาบอกด้วย ว่าข้าวสารหนึ่งกระสอบมีกี่เม็ด เพราะว่าก็อยากรู้เหมือนกัน”

ที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาถ่ายทอด นอกจากเหตุผลเพราะว่าเป็นความประทับใจส่วนตัวแล้ว ฉันเชื่อว่าคุณคงได้รับแรงบันดาลใจและแบบอย่างจากความคิดอ่านของพระองค์ท่านแล้วแต่มุมมองและการตีความของตัวเองเช่นกัน ประเด็นสำคัญคือนี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งในร้อย...หนึ่งในพันเรื่องราวของแรงบันดาลใจที่ในหลวงของเราได้ทรงทิ้งไว้ให้พสกนิกรของพระองค์ ผ่านทั้งเรื่องเล่าและการกระทำตลอดระยะ 70 ปีของการครองราชย์เสมอมา

ในวันที่สายน้ำไม่อาจไหลกลับ ในวันที่ความโศกเศร้าเมื่อพ่อของแผ่นดินต้องจากไป จะมีอะไรที่ดีไปกว่าเปลี่ยนความโศกเศร้าให้เป็นพลังของความดีงามแล้วลุกขึ้นมาเดินต่อไป ตามรอยเท้าของพ่อ เพื่อให้พระองค์ท่านได้ยิ้มและภาคภูมิใจทุกครั้งเมื่อมองลงมาข้างล่าง

เกี่ยวกับผู้เขียน

ปูปรุง หรือ ปริยกร วิศาลโภคะ : นิเทศศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีงานเขียนแนวมองโลกสวยงาม ตามความเป็นจริง และแนวพัฒนาตนเอง+ธรรมประยุกต์ปัจจุบัน เปิดแฟนเพจชื่อ ปูปรุง และเขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์Email address : [email protected] www.facebook.com/pages/ ปูปรุง

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท