
พิตินันทน์ กฤษดาธานนท์ พลังรักครอบครัวอบอุ่นที่สุด
หนุ่มหน้าใส มาดดี ดีกรีนักเรียนนอก “พิตินันทน์ กฤษดาธานนท์” ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นลูกชายคนโตของ “ก่อเกียรติ กฤษดาธานนท์”....
หนุ่มหน้าใส มาดดี ดีกรีนักเรียนนอก “พิตินันทน์ กฤษดาธานนท์” ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นลูกชายคนโตของ “ก่อเกียรติ กฤษดาธานนท์”....
เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว
หนุ่มหน้าใส มาดดี ดีกรีนักเรียนนอก “พิตินันทน์ กฤษดาธานนท์” ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นลูกชายคนโตของ “ก่อเกียรติ กฤษดาธานนท์” นักธุรกิจรถเบนซ์มือสองคนดังแห่งเบนซ์ เอ็นเค ซึ่งกำลังเจริญตามรอยคุณพ่อด้วยความมุ่งมั่น
ลูกไม้...ไม่ไกลต้น
ด้วยความที่ “พิตินันทน์” หรือ “นุ” เติบโตมาในครอบครัวที่ทำธุรกิจรถเบนซ์มือสองซึ่งดำเนินมา 40 กว่าปี เรียกว่าพอเกิดมาจากท้องแม่ก็เห็นรถแล้ว จนทุกวันนี้รถกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขาไปแล้วที่เขามีความรู้สึกว่าจะต้องดูแล ด้วยเหตุนี้คุณพ่อที่หวังจะให้มาบริหารธุรกิจนี้ที่สร้างมากับมือตัวเอง จึงส่งเขาไปเรียนด้านบริหารธุรกิจที่ประเทศสหรัฐอเมริกาทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโท และเมื่อจบแล้วก็กลับมาช่วยงานคุณพ่อเต็มตัว
พิตินันทน์ ในวัย 30 ปี ปัจจุบันนั่งตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.เค คาร์ พลาซ่า โดยมีคุณพ่อเป็นกรรมการผู้จัดการ ดูแลและรับผิดชอบด้านการตลาด แบรนดิง โปรโมชัน จัดแคมแปญและอีเวนต์ต่างๆ ของบริษัท แต่กว่าที่จะมาเป็นผู้บริหารนั่งตำแหน่งนี้ใช่ว่าพอจบจากนอกแล้วจะขึ้นสู่ตำแหน่งทันที แต่เขาจะต้องผ่านการเป็นพนักงาน มีการตอกบัตร ใส่ฟอร์มพนักงาน ได้ค่าคอมมิชชัน เหมือนพนักงานคนอื่นๆ โดยเริ่มต้นที่พนักงานขายที่ส่วนใหญ่จะทำงานนอกออฟฟิศร่วมๆ 2 ปี
“แม้บริษัทเป็นของครอบครัวก็ใช่ว่าจะได้ขึ้นสู่ตำแหน่งได้ง่ายๆ เพราะคุณพ่อให้เริ่มต้นทำงานด้วยการเป็นพนักงานขายก่อน เพื่อจะได้เรียนรู้งานเกี่ยวกับการขายเก็บเกี่ยวประสบการณ์และความรู้อยู่ประมาณ 2 ปี ซึ่งนอกจากเป็นพนักงานขายแล้วในฐานะเป็นเจ้าของก็ต้องดูแลในส่วนอื่นๆ ด้วย เช่น ในส่วนของคำติชมจากลูกค้าก็จะนำมาปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป เรียกว่าต้องทำงานเกินหน้าที่อยู่ตลอด” นักบริหารหนุ่ม กล่าว
ซื่อสัตย์และทุ่มเท
ในเรื่องของงานเขาเป็นนักบริหารหนุ่มที่มีความมุ่งมั่นและทุ่มเทมาก ซึ่งหลักอันหนึ่งที่ยึดถือมาตลอด ก็คือ ความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ซึ่งได้รับจากการเรียนรู้และการพร่ำสอนจากคุณพ่อมาตั้งแต่เด็กๆ โดยพิตินันทน์ กล่าวว่า ความซื่อสัตย์จริงใจต่อลูกค้านั้น สิ่งแรกที่สำคัญคือเราจะต้องซื่อสัตย์ต่อตัวเองก่อน ซึ่งความซื่อสัตย์ต่อตัวเองหากอธิบายง่ายๆ ก็คือเมื่อได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่หรืองานอะไรก็ตามจะต้องทำให้เต็มที่และดีที่สุดตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนความ
“ความเหลาะแหละ ไม่กระตือรือร้น และไม่ตั้งใจทำงานที่รับมอบหมาย เป็นลักษณะที่บ่งบอกถึงความเป็นคนที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่และตัวเอง ซึ่งถ้าทำตัวแบบนี้ก็เท่ากับว่าไม่มีความซื่อสัตย์ต่อลูกค้าด้วย เพราะฉะนั้นการจะทำอะไรก็ตามที่ได้รับมอบหมายต้องทุ่มเทและทำเต็มที่อย่างดีและมีความรับผิดชอบเพื่อให้ลูกค้าได้รับสิ่งที่ดีที่สุด อย่างนี้ก็ชื่อว่ามีความจริงใจและซื่อสัตย์ต่อลูกค้าแล้ว และนี่ก็เป็นสิ่งที่ผมยึดมั่นมาตลอดโดยมีคุณพ่อเป็นแบบอย่าง” พิตินันทน์ กล่าว
ส่วนการใช้ชีวิตพิตินันทน์ “ครอบครัว” จะมีอิทธิพลมากที่สุด ซึ่งเขาบอกว่า ไม่ว่าอะไรก็ตามครอบครัวต้องมาก่อน และเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องเริ่มต้นที่ครอบครัวก่อน ถ้าครอบครัวรักกัน มีความสุข ใช้ชีวิตร่วมกันได้ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะตามมา ซึ่งเขาเชื่อว่าพลังในการดำเนินชีวิตที่สำคัญที่สุดจะต้องมาจากพลังความรักในครอบครัวเท่านั้น
5 ชอบ...บอกความสุข
แม้พิตินันทน์จะมีอะไรที่พร้อมสรรพ์สมบูรณ์ทุกอย่าง แต่เขาก็ไม่ได้ดำเนินชีวิตที่โลดโผน เวลาคิดและทำอะไรก็จะนึกถึงครอบครัวมาเป็นที่หนึ่ง ไปดูซิว่าเขาชอบอะไร...แบบไหน
ชอบรถเพราะเกิดมาก็เห็นแล้ว
ครอบครัวทำธุรกิจรถเบนซ์มือสองมา 44 ปี โดยคุณพ่อบุกเบิก และผมเองเมื่อเกิดจากท้องแม่มาก็เห็นรถจอดเรียงรายเป็นแถวแล้ว เพราะฉะนั้น “รถ” จึงกลายเป็นสิ่งที่รักและผูกพันมาตั้งแต่เด็ก เวลาเดินทางไปไหนมาไหนก็ต้องอาศัยเขา ชอบมาก เวลาทำความสะอาดก็จะล้างเอง ขัดเองหมด ดูแลอย่างดีเพราะเราถือว่าเขาคือส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว
ชอบของอร่อยดูหนังฟังเพลง
วันเสาร์มักจะเป็นวันที่ผมและแฟนออกไปหาอาหารทานนอกบ้าน โดยจะเลือกร้านอาหารที่อร่อยๆ รสชาติดี แต่ราคาไม่แพง หลังจากนั้นถ้ามีเวลาก็จะไปดูหนังฟังเพลงเพื่อความบันเทิงและผ่อนคลาย
ชอบทะเล...เพราะสงบดี
ปกติชอบความสงบ และทะเลก็คิดว่าเป็นที่ที่สงบเงียบที่หนึ่งและมีบรรยากาศสดใส อากาศดี มีลมเย็นๆ อย่างน้อยเดือนหนึ่งหรือสองเดือนจะไปครั้ง ส่วนใหญ่จะไปที่พัทยากับภรรยาเพราะมีคอนโดอยู่ที่นั่น แต่บางครั้งก็ไปที่อื่น เช่น ชะอ่ำ
ชอบทำงานเพราะงานคือชีวิต
ไม่ชอบอยู่เฉยๆ แต่ชอบทำงาน เพราะการทำงานทำให้มีความรู้สึกว่าชีวิตมีค่าและมีความสุข ทั้งนี้คงเพราะเห็นคุณพ่อทำงานตั้งแต่เด็กทุกวันก็เลยซึมซับจากคุณพ่อมา ทุกเช้าที่ตื่นมามีความรู้สึกว่า งานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว
ชอบอยู่กับครอบครัวเพราะอบอุ่น
เนื่องจากบ้านเราปลูกในเนื้อที่เดียวกัน ทุกวันอาทิตย์จะถือเป็นวันของครอบครัว เป็นวันที่พ่อแม่ ญาติพี่น้องทุกคนจะมารวมตัวพร้อมหน้าพร้อมตาเพื่อทานอาหาร ดูหนัง ฟังเพลง พูดคุยกัน ที่บ้าน ถือเป็นบรรยากาศที่ชอบมากเพราะอบอุ่น ซึ่งไม่มีพลังใดที่จะอบอุ่นเท่าพลังรักแห่งครอบครัวอีกแล้ว







