เมื่อถูกทิ่มแทงด้วยคำพูด
ถามเพื่อนรุ่นน้องในออฟฟิศว่า คำพูดใดของสามีที่เสียดแทงใจมากที่สุด
โดย...บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์
ถามเพื่อนรุ่นน้องในออฟฟิศว่า คำพูดใดของสามีที่เสียดแทงใจมากที่สุด น้องยิ้มอายๆ ตอบว่า คือคำว่า “อีอ้วน” (เมื่อก่อนผอมสวย) ประโยคคำถามตามประชดที่ใครโดนเข้ากับตัวคงรู้ว่ารู้สึกอย่างไร จะฝากตัวเป็นผัวเมียภรรยาสามีกับใคร จึงต้องชั่งใจและชั่งน้ำหนัก(ฮา) เมื่อก่อนตอนรักกันใหม่ๆ ว่าอะไรว่าตามกัน มีแต่คำพูดเพราะๆ คำรักหวานๆ แต่เดี๋ยวนี้มีแต่คำพูดที่ทิ่มแทงจิตใจตลอดเวลา คำว่า “อี” และคำว่า “อ้วน” นี่บาดหัวใจแค่ไหน จะมีสักครั้งมั้ยที่เขาเข้าใจว่ามัน “เจ็บ”
บางคู่อยู่กันไม่ทันก้นหม้อข้าวจะดำ...อย่างคำเขาว่า...ไปแล้ว ต่างคนต่างไป จะไม่ไปได้ไง เจอไดอะล็อกสนทนาเสียดแทงเข้าทุกบ่อย เป็นใครก็ไป แล้วจะแก้ปัญหานี้อย่างไร
บทความนี้ไม่อยากตอบคำถามง่ายๆ หรือแก้ปัญหาง่ายๆ เช่น ให้เปลี่ยนท่าทีใหม่ คิดใหม่ พูดจาหวานประโลมโลกเข้าใส่กัน หากจะลองสาวไปให้ถึงต้นตอว่า คนที่ชอบพูดทิ่มแทงใจผู้อื่นนั้น ลึกๆ แล้วเป็นคนเช่นไร และถ้าเรา(ต้อง)อยู่กับคนแบบนี้ เราจะคิดและวางตัววางอารมณ์อย่างไร
คนที่มีอุปนิสัยพูดจาเสียดแทงผู้อื่น ในทางจิตวิทยา หมายถึง ภายในจิตใจเป็นพวกวิตกจริต ร่ำรวยความคิด จึงพูดตลอดและพูดไม่คิด คำพูดหลั่งไหลออกมาประมาณน้ำไหลไฟดับ ทิ่มแทงผู้อื่นโดยเฉพาะภรรยาหรือสามีตัวเอง อีกไม่คิดไปไกลเกินกว่าจุดศูนย์กลางคือตัวเอง เพราะคิดถึงแต่ตัวเอง และเพราะวิตกแต่การเพลี่ยงพล้ำเสียประโยชน์ แม้จะเป็นสามีภรรยากันก็เถอะ
ที่สำคัญคือ ตัวเขาเองก็หยุดความคิดของตัวเองไม่ได้ คิดลบๆ ก็พูดลบๆ คิดอะไรก็พูดออกไปโดยไม่ได้ยั้งและไม่ได้คิด ผลลัพธ์คือความเจ็บของอีกฝ่ายที่หากไม่เป็นฝ่ายคิดหรือยั้งเสียเอง ก็ยากจะประคองชีวิตคู่ อยากที่บอกแล้วว่าพวกนี้ร่ำรวยความคิด ความคิดมากมายไม่รู้มาจากไหน ชีวิตสับสน ทางออกเยอะ แต่ไปไม่เป็น และพูดไม่เป็น วนเวียนซ้ำซากอยู่แต่กับเรื่องหรือปมที่ตัวเองเสียเปรียบ
ถ้าคุณ(เลือก)อยู่กับเขา จะอยู่ร่วมกันอย่างไร...
1.คุณต้องทำตัวเป็นหางเสือ อย่างที่บอกว่า เมื่ออีกฝ่ายไม่คิดยั้ง เราเองต้องเป็นฝ่ายยั้งคิด ยั้งพูด ประคับประคองด้วยความเข้าใจ
2.พวกนี้หยุดคิดไม่เป็น และหยุดพูดไม่ได้ จึงต้องเป็นคุณที่ต้องเป็นฝ่ายรับฟัง แต่ก็ต้องมีกติการะหว่างกัน คิดให้ชัดว่า “อะไร” ที่คุณรับไม่ได้จริงๆ เช่น คำหยาบ คำส่อเสียด เดซิเบลของระดับเสียง คำว่า “อี” คำว่า “อ้วน” เป็นต้น อย่างนี้ต้องสื่อสารกันให้เข้าใจ
3.เข้าใจเขา(หรือเธอ)ว่า เพราะความคิดมากมายโผล่ขึ้นมาตลอดเวลา เป็นพวกที่หยุดความคิดไม่ได้ ชีวิตเหมือนมีกรรมชนิดหนึ่ง
4.เตือนเขา(หรือเธอ)บ้างว่า ให้ระวังความคิดแง่ลบ บอกให้เขารู้ว่าสิ่งนี้ทำลายคุณหรือกัดกร่อนคุณอย่างไร อย่าลืมว่าต้องบอกอย่างสร้างสรรค์ อย่าใช้คำว่า “อย่า” หรือ “ห้าม” พูดแบบนี้กับฉัน แต่พูดกับเขาว่า คำพูดแบบนี้ของเขาทำให้คุณรู้สึกอย่างไร บอกกับเขาไปตรงๆ เช่น มันทำให้ชั้นรู้สึกเสียใจมาก น้อยใจมาก ครั้งหน้าเขาจะยั้งคิดยั้งพูด พลั้งปากน้อยลง
5.ตัวคุณเองก็สำคัญที่ความคิดเช่นกัน อย่าไปคล้อยตามคำพูดของเขาเสียหมด เพราะจะทำให้จิตใจเศร้าหมอง และทำให้คุณกลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายไปด้วย ต้องเผื่อใจว่าบางทีเขาอาจเป็นพวกที่พูดไม่คิดเป็นนิสัย หรือในบางรายก็พูดเพราะอยากเย้าแหย่เล่น แต่แหย่ไม่เป็นถึงได้ทำให้อีกฝ่ายเจ็บ
6.ต้องคอยพิจารณาว่า คำพูดไหนคิดแล้วพิจารณาแล้วว่าถูกต้อง จึงค่อยรับไว้ คำพูดไหนไม่เป็นสาระหรือเต็มไปด้วยอารมณ์ ความฟุ้งซ่านจนเกินกว่าเหตุของอีกฝ่าย ก็อย่าไปรับ หรืออย่าให้น้ำหนักมาก เรื่องนี้ไม่ได้ใช้แค่กับสามีหรือภรรยา หากกับบุคคลอื่นที่มีพฤติกรรมใกล้เคียง ก็นำไปปรับใช้ได้ ผลดีคือตัวคุณเองที่สามารถตัดฉับกับทุกเรื่องที่เหนี่ยวนำอารมณ์ไม่ดีได้
เป็นแฟนกันหรือเป็นสามีภรรยากัน พูดจากันด้วยเหตุผล คิดเผื่อหลือเผื่อขาดให้อีกฝ่ายเสมอ เสมือนกับระยะห่างหรือเว้นวรรค ที่ต้องมีในทุกช่วงประโยค เพื่อให้การอ่านการเขียนราบรื่นฉันใด เช่นเดียวกับวิถีของชีวิตคู่ ก็ต้องเว้นวรรคหรือเว้นระยะห่างให้แก่กัน เพื่อให้ชีวิตเดินไปด้วยจังหวะที่สบายๆ ไม่เบียดเบียนไม่ทิ่มแทงกัน


