
เมื่อต้องทำงานกับผู้บริหารหัวก้าวหน้า
โดย...ชลารย์ ชล ภาพ lesprivat99.com
โดย...ชลารย์ ชล ภาพ lesprivat99.com
ผู้บริหารที่ให้ความสำคัญกับการบริหารคนไม่น้อยไปกว่าเรื่องการเงิน การขายหรือการผลิต จัดได้ว่าเป็นผู้บริหารที่มีหัวก้าวหน้า ซึ่งคนที่ทำงานด้านบริหารทรัพยากรบุคคล (HR) ย่อมอยากเห็นและอยากร่วมงานกับผู้บริหารแบบนี้ ถ้าวันหนึ่งเอชอาร์มีโอกาสทำงานกับผู้บริหารพันธุ์นี้จะต้องทำอย่างไรให้ผู้บริหารได้รู้สึกว่าเขามีลูกน้องที่ทำงานดี รู้ใจ และไว้ใจได้ ณรงค์วิทย์ แสนทอง ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนากลยุทธ์องค์กรและประธานที่ปรึกษา narongwits.com ได้ให้คำแนะนำ 4 เรื่องที่ควรต้องทำ ดังนี้
# ป้อนข้อมูลใหม่ๆ ให้ผู้บริหารได้เลือก
ถ้าปล่อยให้ผู้บริหารไปรู้อะไรด้วยตัวเองโอกาสที่จะตั้งหลักทันนั้นมีน้อย เพราะไม่รู้ว่าผู้บริหารจะไปเอาเรื่องไหนมาบ้าง ทางที่ดีควรทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้บริหารในการหาข้อมูลเกี่ยวกับความรู้ใหม่ๆ เช่น ข่าวสารการฝึกอบรม แต่อย่าเอาหนังสือหรือตำราไปให้ เพราะคนระดับนี้คิดเสมอว่าจะต้องไปหามาให้เราอ่าน ไม่ใช่เราไปให้เขา เพราะเขาจะรู้สึกเสียศักดิ์ศรี
"แค่ทำหน้าที่เพียงส่งข่าวสารต่างๆ ให้ผู้บริหารก็พอ ถ้าเราเป็นผู้ส่งข่าวสาร เวลาผู้บริหารไปเรียนอะไรเราจะได้เตรียมตัวไว้ล่วงหน้าได้ทัน แต่เรารู้ตอนที่ผู้บริหารกลับมาจากเข้าสัมมนาที่ไหนแล้วรับรองไอเดียกระฉูด รับไม่ทันแน่นอน สรุปง่ายๆ คือทำอย่างไรให้เรารู้ก่อนล่วงหน้าว่าผู้บริหารกำลังสนใจเรื่องอะไร ผู้บริหารกำลังจะเรียนอะไร จะได้ตั้งรับได้ทัน"
# คิดและเตรียมสิ่งใหม่ๆ ไว้ล่วงหน้า
เมื่อรู้ว่าผู้บริหารจะไปเรียนอะไรแล้ว ขั้นตอนในระหว่างที่ผู้บริหารกำลังเรียนหรือกำลังจะไป ขอให้เอชอาร์เตรียมศึกษาหาข้อมูลในเรื่องนั้นๆ ไว้เลย เพราะเชื่อว่าหลังจากกลับมาผู้บริหารจะมีงานให้เราทำอีกเพียบ
"สำหรับวิธีการหาข้อมูลเตรียมไว้คือ ความรู้เชิงทฤษฎี อาจหาหนังสือหรือค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต อีกหนึ่งอย่างที่ควรเตรียมให้พร้อมคือแนวทางในการแปลงสู่การปฏิบัติ วิธีการให้ข้อมูล แนะนำว่าควรจะสร้างเครือข่ายจากเพื่อนๆ ร่วมอาชีพในองค์กรต่างๆ และขอข้อมูลจากองค์กรที่ได้เริ่มทำเรื่องที่ผู้บริหารเราสนใจอยู่ไปใช้จริงในองค์กรแล้ว นอกจากนี้ควรจะลองร่างเป็นไอเดียคร่าวๆ ไว้ เพราะอย่างน้อยเวลาผู้บริหารกลับมาจะได้มีพื้นฐานในการพูดคุยกับผู้บริหารได้"
# อย่าเสี่ยงเถียงกับผู้บริหาร
ต้องยอมรับว่าคนที่เพิ่งได้รับความรู้ใหม่ๆ มา เขาได้รับจากบุคคลที่เขาเชื่อถือ (เพราะถ้าไม่เชื่อถือคงไม่ไปเข้าเรียนรู้ตั้งแต่แรก) ต่อให้เราซึ่งเป็นเอชอาร์จะเก่งกว่าผู้บริหารแค่ไหนยังไงก็เชื่อเราน้อยกว่าคนที่เขาไปฟังมากับตัวเอง ดังนั้นเอชอาร์เก่งๆ อย่าเพิ่งอวดเก่งตอนที่ผู้บริหารเพิ่งกลับมาจากการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพราะอาจเกิดข้อพิพาทง่ายๆ แต่จงทำตัวเป็นผู้รับรู้และรับฟังอย่างตั้งใจไปก่อน จะทำให้ผู้บริหารรู้สึกว่าตัวเขาสำคัญเพราะเรากระตือรือร้นเรียนรู้และรับฟัง ผู้บริหารเองก็จะได้ถือโอกาสถ่ายทอดความรู้ให้เรา
"ขณะเดียวกัน ผู้บริหารก็ได้ทบทวนสิ่งที่ตัวเองได้เรียนมาด้วย จงรอให้วันเวลาผ่านไปก่อนเมื่อผู้บริหารวิชานั้นเย็นลง แล้วเราค่อยนำเสนอไอเดียของเราเข้าไป หรือไม่ก็รอให้ผู้บริหารไปเรียนอีกวิชาหนึ่งก่อน แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็ต้องดูด้วยว่าสไตล์ผู้บริหารเราเป็นคนประเภทไหน เช่น ผู้บริหารบางคนชอบประลองวิชากับลูกน้อง อยากเถียงกับลูกน้อง เพื่อให้รู้ว่าตัวเองเก่งกว่า ถ้าไม่มีใครเถียงผู้บริหารประเภทนี้อาจจะไม่ค่อยชอบ ถ้าเป็นแบบนี้จงเตรียมตัวเถียงและเตรียมตัวแพ้ไว้ด้วย จงจำไว้ว่าอย่าพยายามเอาชนะเจ้านาย"
# ลองทำก่อนและค่อยใช้คนนอกช่วย
ผู้บริหารส่วนใหญ่อยากเห็นเอชอาร์นำเอาความรู้และความคิดใหม่ๆ ของตัวเองไปลองทำดูก่อนว่าเป็นอย่างไร เอชอาร์บางคนตื่นตระหนกมากไปเพราะงานประจำก็เยอะแล้ว ยังมีโครงการใหม่ๆ จากไอเดียผู้บริหารมาให้ทุกวัน เลยเกิดความเครียด บางคนถึงกับต้องเข้าโรงพยาบาล บางคนก็คิดว่าสงสัยทำไม่ได้หรอก เพราะเราไม่มีความรู้มากพอ จึงเริ่มหาบุคคลภายนอกเข้ามาช่วย เช่น ขออนุมัติว่าจ้างที่ปรึกษา
"ผมคิดว่าเอชอาร์ที่ดีควรจะลองนำเอาไอเดียผู้บริหารนั้นมาลองทำเองดูก่อนว่าเป็นไปได้ไหม ถ้าเป็นไปได้ แต่เราทำเองไม่ได้เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องเวลา ความเชี่ยวชาญ ก็ค่อยว่ากันถึงเรื่องจ้างบุคคลภายนอกเข้ามาช่วยทำ เพราะเจตนารมณ์จริงๆ ของผู้บริหารบางครั้งไม่ต้องการให้มีการว่าจ้างที่ปรึกษาหรอก เพียงแต่อยากลองผิดลองถูกไปก่อนเท่านั้น ไม่ได้หวังผลจริงจังอะไร 100% หรอก"
สรุปเอชอาร์ที่ต้องทำงานกับผู้บริหารหัวก้าวหน้าจะต้องเตรียมเคลียร์งานประจำให้เป็นระบบ เทรนลูกน้องให้ทำงานแทนตัวเองให้ดี เพราะวันๆ อาจต้องไปนั่งรับฟังสารพัดไอเดียจากผู้บริหาร เอชอาร์รุ่นใหม่จะต้องทำหน้าที่เหมือนสถาปนิกที่ต้องแปลงความต้องการของผู้บริหารลงมาสู่ภาคปฏิบัติให้เห็นเป็นรูปเป็นร่าง
Quote
"ในชีวิตของคนเรานั้นมีความเข้าใจผิด ความรุนแรง ความขัดแย้ง ความท้อแท้สิ้นหวัง แต่สิ่งเหล่านี้เองก็เป็นสิ่งอนิจจัง จึงสามารถแปรเปลี่ยนได้เสมอ"
- ติช นัท ฮันห์ พระผู้นำทางความคิดชาวเวียดนาม







