
เมืองในแสงแดด บทกวี (มี) ชีวิต
ผลรางวัลซีไรต์ก็งวดเข้าใกล้ความจริงทุกขณะ เท่าที่ยังพอมีเวลาเหลือเราเลยไม่รอช้าที่จะนัดพบกวีจากแดนอีสาน 1 ใน 6 ว่าที่แชมป์ของปีนี้
ผลรางวัลซีไรต์ก็งวดเข้าใกล้ความจริงทุกขณะ เท่าที่ยังพอมีเวลาเหลือเราเลยไม่รอช้าที่จะนัดพบกวีจากแดนอีสาน 1 ใน 6 ว่าที่แชมป์ของปีนี้
โดย....วิชช์ญะ ยุติ
“โกสินทร์ ขาวงาม” ปรากฏตัว ณ ห้างดังย่านสำโรง ท่ามกลางผู้คนพลุกพล่านจอแจ สีหน้าของโกสินทร์ดูผ่อนคลาย ทว่าบางขณะจังหวะการหายใจก็แกมด้วยอารมณ์ขึงเครียด
เราเก็บความสงสัยไว้ ทำทีแสร้งหยิบหนังสือ “เมืองในแสงแดด” ออกจากเป้พร้อมยัดใส่มือให้เขาเซ็นเป็นที่ระลึก จากนั้นไม่นาน บทสนทนาก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นกันเอง
ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกใหม่เสียทีเดียว สำหรับโกสินทร์กับซีไรต์ 3 ปีที่แล้ว เขาก็เคยพารวมบทกวี “หมู่บ้านในแสงเงา” เข้ารอบ 8 เล่มสุดท้าย
อย่างที่ทุกคนรู้กันนั่นแหละ เขาพลาดรางวัลไป แต่นั่นก็สร้างความปลาบปลื้มใจให้แก่กวีเมืองร้อยเอ็ดอยู่ไม่น้อย มาครั้งนี้ความตื่นเต้น หรือความคาดหวัง ก็ยังเป็นปกติ ไม่มีอะไรหวือหวามากนัก
“ไม่เชิงว่าคาดหวังหรือไม่คาดหวังนะ พยายามทำเป็นปกติธรรมดา กระชุ่มกระชวยไหม มีบ้างในฐานะกวี ในฐานะเจ้าของหนังสือ เป็นกำไรถ้าได้รางวัล แต่ผมว่าครั้งที่ 2 นี่สบายใจมากกว่า”
อะไรคือสบายใจในความหมายของโกสินทร์ เราถามแทรกขึ้นโดยพลัน...
“ครั้งแรกเป็นการรวมหนังสือเล่มแรก ครั้งที่ 2 เหมือนเป็นการพิสูจน์ตัวเองให้กระแสสังคมได้รับรู้ เพราะคนจะรอคอยว่าผมยังจะมีอะไรอีกไหม นี่ละคือความสบายใจของผม คนที่ยังไม่ค่อยแน่ใจกับสิ่งที่ผมทำ ก็คิดต่างๆ นานา การมาอยู่กรุงเทพฯ ได้เปรียบหรือเปล่า กรรมการ หรือใครช่วยผลักและเอ็นดูหรือเปล่า กระทั่งชื่อพี่ชาย (ไพวรินทร์ ขาวงาม กวีซีไรต์ ปี 2538) ผมกล้าบอกได้เลย ไม่มีหรอก พี่กับผมทำงานคนละแนวทางอยู่แล้ว ถ้าสิ่งที่ผมทำและนำเสนอไป คนอ่านไม่โอเค มันก็เป็นไปตามวิถีทางของมัน”
ไพวรินทร์เป็นที่ปรึกษาที่ดี
“เป็นที่ปรึกษาชีวิตมากกว่า เพราะเรื่องการทำงานไม่ยุ่งกันโดยสิ้นเชิง คนละขั้ว ถ้าเอามากางดูก็รู้กันเลยว่าใครเป็นไง หรือจะมีปรึกษาจริงๆ ก็อาจเป็นเรื่องสัมผัส แต่น้อยมากครับ ผมเลยไม่ได้ถูกครอบงำด้วยความเป็นไพวรินทร์เท่าไหร่”
ใครที่ได้อ่าน “เมืองในแสงแดด” ก็จะรู้สึกคิดคำนึงถึง “หมู่บ้านในแสงเงา” ซึ่งมีความใกล้เคียงกันพอสมควร เห็นชัดคือการเล่าเรื่องที่ให้รายละเอียดยิบย่อยเต็มไปหมด ฉาก ชีวิต ตัวละคร ถูกซ่อนสาระด้วยพฤติกรรมและคำพูด โดยสะท้อนเอกลักษณ์ทางวรรณศิลป์อันโดดเด่นของผู้เขียน
“ผมไม่ได้วางแผนว่าจะเขียนเรื่องอะไร หรือของใครเป็นพิเศษหรอก เผอิญเรื่องมันเกิดขึ้นจากการย้ายบ้านมาอยู่ซอยอยู่สุข แถวๆ ปากน้ำ และบังเอิญก็มีเรื่องให้เขียนน่าสนใจ ผมพยายามจะไม่อ่านหนังสือเพื่อเขียนบทกวี แต่จะอ่านเพื่อต่อยอดมาสู่การเขียนมากกว่า เป็นการเหยียบตะปูเลือดไหลเลย แล้วเอาสิ่งที่เจอกับตัวเองมาเขียน คนอื่นอาจจะมีวิธีทำงานต่างกับผม และด้วยความที่ผมมีเวลาเยอะ ไม่ได้ทำงานประจำ คนอ่านต้องศึกษาอะไรเนื้อหามากหน่อย”
ชีวิตผู้คนในถิ่นใหม่ แซมด้วยบรรยากาศเมือง โกสินทร์ถ่ายทอดภาพเหล่านั้นให้กลายเป็นภาษาอย่างเรียบง่าย ตรงไปตรงมา และคงไว้ซึ่งกลิ่นอายความใสซื่อ สื่อเข้าใจไม่ยาก ทว่า กลับซับซ้อนในบริบทสังคม ที่ผู้อ่านต้องค่อยๆ ซึมซับทีละนิด แล้วจะอิ่มละไมไปกับสำนวนกวี (บ้านนอก) คนนี้
เช่นบางเสี้ยวของบทกวีชื่อ “ซอยอยู่สุข” ในหน้า 61
“เสียงเลื่อยไม้ดังเคียงคู่เสียงค้อน ปนเสียงหอนโหยร้าวของเจ้าสว่าน
เสาเข็มตอกได้ยินถึงวิญญาณ ตะหลิวกระทะพล่านผัดกะเพรา
ผุแผ่นป้าย ‘รับซื้อและรื้อถอน’ รังหลับนอนปลูกสร้างว่างให้เศร้า
โฆษณาบีบแตรลั่นแต่เช้า “รับซื้อแอร์พัดลมเก่าพังชำรุด”
ดูนั่นใครขก้มกินผัดสิ้นคิด พร่ำแต่ว่าชีวิตถึงขีดสุด
เสื้อผ้ายังไม่ซักแม้สักชุด สะกิดจุดรักแรกร่วงแตกร้าว”
“ค่อนข้างสุ่มเสี่ยงเหมือนกันนะครับที่ใช้คำง่ายๆ สุ่มเสี่ยงจะโดนข้อหาว่า ‘เชย’ ก็อยู่ที่กวีแล้วละว่าจะปรับความเชยนั้นให้เป็นเสน่ห์ยังไง อย่างผมก็สลับคำไปมาเพื่อให้เกิดคำใหม่ แต่ยังความหมายเดิมและเข้าใจง่ายเหมือนเดิม”
ไม่ว่าใครจะคว้ารางวัลซีไรต์ โกสินทร์ยืนกรานยังคงจะดำเนินวิถีการเป็นกวีต่อเช่นเดิม ควบคู่กับการเป็นจิตรกรตัวเล็กๆ สรรค์สร้างผลงานภาพประกอบที่เขารักอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งคิดโปรเจกต์ที่ท้าทาย ซึ่งตัวเขาไม่เคยทำมาก่อน
“อยากจะลองเอาเรื่องราวที่ผมพบเห็นนี่ละมาบอกเล่าในรูปแบบนิยาย กำลังวางพล็อตอยู่ อีกไม่นานน่าจะได้อ่านกัน”







