
น้ำหนึ่งใจเดียวกัน
คาเฮน สะท้อนให้เห็นว่า โลกช่างมีความซับซ้อนยุ่งเหยิง โลกเลวร้ายลงทุกวัน แต่ขณะเดียวกันก็ยังมองเห็นแสงสว่างอยู่ลิบๆ ให้พอมีหวังสำหรับลูกหลานพลโลกในวันข้างหน้า...
คาเฮน สะท้อนให้เห็นว่า โลกช่างมีความซับซ้อนยุ่งเหยิง โลกเลวร้ายลงทุกวัน แต่ขณะเดียวกันก็ยังมองเห็นแสงสว่างอยู่ลิบๆ ให้พอมีหวังสำหรับลูกหลานพลโลกในวันข้างหน้า...
โดย...พิเชษฐ์ ชูรักษ์
ชายวัยราว 30 ตั้งคำถามด้วยความสงสัย “เอาฝรั่งมาแก้ปัญหา เขาจะรู้จักบ้านเราดีหรือ” ขณะที่เพื่อนร่วมงานพูดถึงเรื่องเดียวกันว่า “คุณได้ทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ คุณได้คิดก้าวข้ามความเป็นสื่อไปแล้ว”
ย้อนไปเมื่อปี ค.ศ. 1993 ชายวัย 32 ตัดสินใจลาออกจากงานในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์ของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของโลก เพียงเพราะเขาอยากมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาความขัดแย้งเรื่องผิวสีของชาวแอฟริกาใต้ เป็นความหวังที่เขาอยากจะสร้างความแตกต่างขึ้นบนโลก
แน่นอนว่า การทำตามฝันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เขาก็ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงขึ้นแล้วในกาฬทวีป
17 ปีผ่านไป อีกหลายประเทศทั่วโลกหลุดพ้นจากความขัดแย้ง หลายประเทศสามารถหันหน้าเข้ากันร่วมสร้างกระบวนการหาทางออกให้ประเทศตัวเองได้สำเร็จ โดย อดัม คาเฮน นักสร้างกระบวนการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี หรือนักวาดภาพจำลองในอนาคต (Scenarios) เป็นผู้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาเหล่านั้น
ปี พ.ศ. 2553 อดัม คาเฮน ในวัย 49 ปี ได้รับเชิญจากคณะบุคคลกลุ่มหนึ่งให้เดินทางมาร่วมค้นหากระบวนการในการออกจากความขัดแย้งของสังคมไทย ด้วยหวังจะใช้ประสบการณ์ของเขาเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะนำไปสู่ “เป้าหมายร่วมกัน”
ผมเองเป็นส่วนหนึ่งในการจุดประกายความคิดในการชักชวนอดัม คาเฮน มาเรียนรู้ปัญหาความขัดแย้งสังคมไทย เป็นความคิดที่ผุดขึ้นภายหลังอ่านหนังสือ “วิธีสร้างปาฏิหาริย์เมื่อสถานการณ์ถึงทางตัน” หรือ Solving Tough Problems พ็อกเกตบุ๊กเล่มแรกที่อดัม คาเฮน ถ่ายทอดประสบการณ์การร่วมแก้ปัญหาความขัดแย้งจากทั่วทุกมุมโลก
คาเฮน สะท้อนให้เห็นว่า โลกช่างมีความซับซ้อนยุ่งเหยิง โลกเลวร้ายลงทุกวัน แต่ขณะเดียวกันก็ยังมองเห็นแสงสว่างอยู่ลิบๆ ให้พอมีหวังสำหรับลูกหลานพลโลกในวันข้างหน้า เป็นความหวังที่ข้ามพ้น “การยอมจำนน” ต่อปัญหา แต่พร้อมแสวงหาวิธีการใหม่ๆ ในการแก้ปัญหา
อดัม คาเฮน เชื่อว่า ด้วยสถานการณ์ความขัดแย้งที่เปลี่ยนแปลงไปมาก ไม่อาจใช้วิธีการเดิมๆ หรือคิดแบบเดิมๆ ในการแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่งได้อีกต่อไป --- เพื่อนนักข่าวเพื่อคนยาก พูดในทำนองเดียวกันเมื่อเร็วๆ นี้ว่า “เราจะคิดแบบเราไม่ได้อีกแล้ว เราต้องคิดแบบเขาด้วย ถึงจะสำเร็จ”
ผู้ข้ามพ้นความอคติ มักเชื่อเช่นนั้น...
โลกไม่ได้มีไว้ให้แบก — เป็นคำกล่าวติดปากของนักหนังสือพิมพ์ใหญ่ที่นับถือ แต่ก็ใช่ว่าโลกมีไว้ให้เหยียบย่ำ ทำลาย
โครงการส่งมอบประเทศไทยให้ลูกหลาน ด้วยคณะบุคคลดังกล่าว (เข้าร่วมเพิ่มเติมอีกมาก) กำลังเดินหน้าต่อไป มีการกำหนดระยะเวลาในการวาดภาพอนาคตประเทศไทย ไว้อย่างน้อย 2 ปี นับจากนี้ภายใต้แนวคิด “เราจะส่งมอบประเทศไทยแบบไหนให้ลูกหลาน” ด้วยตั้งเป้าหมายแค่เพียงให้คนไทยหันหน้ามาร่วมคิด ร่วมสร้างวิธีการในการหาทางออกร่วมกัน
เหมือนที่ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล หวังต่อการทำหน้าที่ของคณะกรรมการปฏิรูปเพียง “ให้เขากับเราจะเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และผลประโยชน์จะตกอยู่ที่เขา”
มีคำถามเชิงทักท้วงขึ้นว่า หากโครงการนี้ล้มเหลว นั่นหมายถึง ไม่สามารถใช้เครื่องมืออย่าง อดัม คาเฮน ค้นหากระบวนการนำไปสู่เป้าหมายได้ — จะอธิบายอย่างไร ตำตอบก็คือ “ความล้มเหลว” จากสถานการณ์หนึ่ง ก็สามารถเป็น “ความสำเร็จ” ได้เช่นกัน อย่างน้อยก็ทำให้เราได้บทเรียนใหม่ๆ และเริ่มเรียนรู้ในการแสวงหาวิธีการใหม่ๆ ร่วมกันต่อไป
อดัม คาเฮน เป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่สูตรสำเร็จรูป!!!
ทำให้เราได้เข้าใจอีกว่า “การย่ำอยู่กับที่” และ “คิดแบบเดิมๆ” ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา --- เหมือนที่หลายคนกล่าวไว้ว่า นักวิพากษ์ย่อมย่ำอยู่กับที่ต่อภาระการวิพากษ์ แต่ไม่มีหน้าที่เสนอทางออก
“คุณรู้ว่าเห็ดโตในที่มืด...คุณกำลังจะเปลี่ยนโลก” อดัม คาเฮน กล่าวก่อนเดินทางกลับเคปทาวน์ เมืองที่พำนักในประเทศแอฟริกาใต้
****************************
“สิ่งที่ได้จากการพูดคุยเพื่อหาทางออกของปัญหา จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ไม่สำคัญเท่ากับ ‘สิ่งนั้น’ ไม่ได้เกิดขึ้นจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นการดำเนินการร่วมกัน” คำกล่าวของ ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม กรรมการสมัชชาปฏิรูป ระหว่างเข้าร่วมแลกเปลี่ยนในงานสัมมนาหัวข้อ “เราจะส่งมอบประเทศไทยแบบไหนให้ลูกหลาน ถอดบทเรียนการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ในแอฟริกาใต้ โคลัมเบีย และที่อื่นๆ” --- “Scenarios to shape the future” โดย อดัม คาเฮน
“แต่ละองค์กรจะต้องช่วยกัน ร่วมกันหาโอกาสเปิดใจ ให้ฝ่ายต่างๆ โดยเฉพาะคู่ขัดแย้ง หันหน้าเข้าหากัน หันมาพูดคุยกัน หากดำเนินการได้ สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ต่อๆ ไป นอกจากพบแนวทางที่เหมาะสมแล้ว อาจจะรวมไปถึงโอกาสที่มากยิ่งขึ้นอีกด้วย”
“แนวทางที่คาเฮน เสนอแตกต่างจากแผนปรองดอง 5 ข้อ ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ เพราะนโยบายดังกล่าวเป็นเพียงการพูดข้างเดียว คิดข้างเดียว ขณะที่แนวทางที่ถูกเสนอขึ้นในการสัมมนา เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อตกลงร่วมกันได้ แนวทางนี้สามารถชดเชยสิ่งที่แผนปรองดองยังขาดแคลนอยู่อย่างยิ่ง” ไพบูลย์ ระบุ
****************************
“ตอนนี้หรือตอนไหนๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นในเมืองไทย ทุกคนมองตรงกัน คือ ต้องการสิ่งที่ดีส่งมอบให้กับคนรุ่นลูกหลาน ขณะที่สิ่งควรจะเกิดขึ้นก่อนที่จะมีการพูดคุยกัน ในทุกๆ วงสนทนาก็คือ ควรจะถอดหัวโขน หรือวางบทบาทที่ตัวเองมีอยู่ในสังคม ก่อนที่จะคุยกัน คนที่จะคุยเคยเป็นนายกฯ จะคุยต้องไม่คุยในฐานะนายกฯ ตำแหน่งอื่นๆ ที่เคยมีในสังคมก็เช่นกัน สิ่งที่ต้องตระหนักก็คือ ตอนนี้บ้านเมืองเรากำลังแย่ เราซึ่งเป็นคนไทยคนหนึ่งจะทำอย่างไร” พล.อ.พลางกูร กล้าหาญ ผู้ทรงคุณวุฒิกองบัญชาการกองทัพไทย ระบุ







