posttoday
Smartphone, Smart life?

Smartphone, Smart life?

16 กันยายน 2559

โดย...ปูปรุง ภาพ... คลังภาพโพสต์ทูเดย์

โดย...ปูปรุง ภาพ... คลังภาพโพสต์ทูเดย์

น้อยครั้งที่ฉันจะเลือกเดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS ในช่วงเวลารีบเร่ง แต่เมื่อเร็วๆ นี้มีไฟลต์บังคับที่ทำให้ต้องเดินทางในช่วงเวลาดังกล่าว ก็เลยเห็นภาพบางภาพที่คงเป็นภาพชาชินในทุกๆ วันของคนเมืองส่วนใหญ่ แต่สำหรับฉันแล้วมันน่าสนใจและกระตุกความคิดบางอย่างของตัวเองอย่างมากค่ะ

ภาพที่ว่าซึ่งมีฉันรวมอยู่ด้วยนั้นก็คือ กลุ่มคนที่เบียดเสียดกันบนรถจนแทบหายใจไม่ออก ทุกครั้งที่ประตูเปิดคนข้างนอกก็พร้อมที่จะดันและแทรกตัวเองเข้ามาเพื่อขอแค่ให้มีพื้นที่เล็กๆ เท่าที่สองเท้าจะยืนได้ก็พอแล้ว นี่ถ้าหากเป็นรถเมล์สมัยก่อน เด็กกระเป๋ารถเมล์ก็คงต้องทำงานหนักเพื่อส่งเสียง “ชิดในหน่อยพี่ๆๆๆ” เพื่อให้ผู้โดยสารที่ขึ้นมาก่อนหน้าช่วยขยับกันคนละนิดเพื่อเผื่อแผ่แก่ผู้มาใหม่ซ้ำๆ ย้ำๆ อยู่อย่างนั้น แต่นี่มันคือโลกอีกแบบไม่มีเสียงใครตะโกน ไม่มีใครที่สนใจใครอื่นอีกเมื่อตัวเองมีที่ยืน (หรือที่นั่ง) ของตัวเองแล้ว ฉันสังเกตเห็นว่าผู้คนในรถไฟฟ้าทั้งที่กำลังนั่งและที่กำลังยืนเบียดเสียดอยู่นั้น เกือบทุกคนก็ว่าได้ที่ต่างก้มหน้าในมือถือ Smartphone คนละเครื่อง บางคนเสียบหูฟังเพิ่ม แล้วพวกเขาก็จมไปกับมันจนกว่าจะถึงที่หมายในการเดินทางของแต่ละคน

อาจจะเสียมารยาทก็ได้นะ ที่ฉันแอบเห็นหน้าจอของแต่ละคนแล้วก็ไม่แปลกใจ ที่พบว่าทุกคนกำลังอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า Social Network ผ่านการ Chat เกมออนไลน์ บ้างก็ส่อง Facebook หรือ Instagram คนอื่นๆ อยู่ ทุกคนต่างดูเหมือนกำลังสื่อสารกับสังคม แต่ไม่ใช่การสื่อสารกับสังคมที่อยู่ตรงหน้า ไม่ใช่กับปัจจุบันตรงนี้ แล้วมันก็นำไปสู่การไม่สนใจที่จะมองด้วยซ้ำว่าสถานการณ์ที่คุณกำลังเผชิญอยู่เป็นอย่างไร คนที่อยู่ตรงหน้าหรือข้างๆ ตัวเองเป็นใคร เป็นคนที่รู้จัก เป็นเพื่อนเก่า เป็นเด็กเล็กๆ เป็นคนแก่ หรือเป็นผู้หญิงท้องที่กำลังถือยาดมหน้าซีดอยู่ตรงหน้าหรือเปล่า?

ย้อนเวลากลับไปประมาณหนึ่งอาทิตย์จากเหตุการณ์ข้างบน ฉันเพิ่งเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตนเองมาค่ะ ทุกคนที่เคยเดินทางไปประเทศนี้มาแล้วย่อมทราบดีว่าการเดินทางด้วยรถไฟหรือด้วยระบบรางเป็นทางเลือกที่สะดวกและประหยัดที่สุด แน่นอนว่าเป็นทางเลือกของคนในประเทศเขาด้วยเช่นกัน และเพราะสัญชาตญาณของคนเขียนหนังสือ ตลอด 10 วันที่นั่นเมื่อต้องเดินทางด้วยรถไฟ ฉันจึงชอบสังเกตผู้คนรอบข้าง แล้วก็เห็นว่า Smartphone แทบจะเป็นอวัยวะชิ้นหนึ่งของคนญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน

แต่ที่ดูเหมือนจะต่างกับสังคมส่วนใหญ่ของบ้านเรามากก็คือ การใช้ Smart phone ของพวกเขานั้น กลับไม่ใช่เพื่อส่องดูชีวิตคนอื่นตลอดเวลา หรือใช้เพื่อ Selfie ตัวเอง หรืออาหารที่มาเสิร์ฟบนโต๊ะแล้วประกาศให้โลกรู้แต่อย่างใด แต่พวกเขาส่วนใหญ่กลับใช้มันเพื่อเช็กตารางเวลารถไฟ หรือเช็กข้อมูลเพื่อการเดินทาง ผ่าน Application ในเครื่อง บางคนกำลังดูลิสต์หรือทำแผนงานต่างๆ ที่นี่ทำให้ฉันรู้สึกและเห็นภาพชัดเจนว่า Smartphone เป็นอุปกรณ์หรือตัวช่วยที่ทำให้ชีวิตพวกเขาง่ายขึ้นจริงๆ

สิ่งที่อยากสื่อสารก็คือ แม้ชีวิตและการทำงานของตัวเองอาจจะไม่เกี่ยวพันกับโลกดิจิทัลมากนักเหมือนคนทำงานรุ่นใหม่ๆ แต่ฉันก็ยอมรับว่า Smartphone เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่งจริงๆ แถมมันได้กลายเป็นเครื่องมือของคนทั้งโลกนี้ไปแล้ว การเดินทางมาถึงของนวัตกรรมชิ้นนี้ทำให้โลกที่เราอยู่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะแค่มี Smartphone ดีๆ เครื่องหนึ่ง ก็ช่วยให้ทั้งชีวิตส่วนตัวและการทำงานของคุณง่าย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากมายก่ายกอง แต่แน่นอนว่าทุกอย่างย่อมมีสองด้าน สำคัญตรงที่คุณจำเป็นต้องเลือกด้านให้ถูกด้วย นั่นคือใช้มันเป็นเครื่องมือมากกว่าที่
ตัวเองจะถูกเครื่องมือใช้

เมื่อเร็วๆ นี้บังเอิญได้อ่านบทความที่น่าสนใจชิ้นหนึ่งซึ่งเกี่ยวพันกับเรื่องนี้พอสมควร มีคำพูดที่กระตุกความคิดอยู่หลายประโยค เช่น การใช้มือถือบางทีก็ทำให้เราลืมใช้ชีวิต ลืมไปว่าบางทีคนเราต้องคุยต้องสบตากัน เพราะมันช่วยให้เราได้รู้จักและเข้าใจตัวตนของคนคนนั้น และบางทีการที่เราเปิดมือถือให้คนอื่นสามารถติดต่อได้ตลอดเวลานั้น ทำให้ขาดการเคารพซึ่งกันและกัน อยากคุยงานเมื่อไหร่ก็ได้ อยากรบกวนเราเมื่อไหร่ก็ได้

มือถือในปัจจุบันทำให้ทุกคนเห็นแก่ตัว เพราะ It’s all about me me และ me! หากคุณคิดตามดีๆ คุณจะมีคำตอบให้ตัวเองได้ว่าจริงเท็จแค่ไหน เพราะประโยคเหล่านี้ล้วนสะท้อนภาพจริงที่เกิดขึ้นบนรถไฟฟ้า BTS บนท้องถนน ในร้านอาหาร ในที่ทำงาน และในบ้าน ขอเพียงแค่คุณเงยหน้าขึ้นจากมือถือแล้วสังเกต

บังเอิญที่ฉันเป็นคนรุ่นเก่า และก็ยังเชื่ออยู่เสมอว่า สิ่งงดงามที่สุดอย่างหนึ่งของความเป็นมนุษย์ก็คือ ความสัมพันธ์ การเจริญเติบโตของเทคโนโลยีการสื่อสารผ่าน Smartphone ช่วยให้ชีวิตเรา Smart ได้จริง และมันก็ช่วยเชื่อมให้คนที่อยู่ห่างไกลสามารถติดต่อใกล้ชิดกันได้มากขึ้น แต่ก็คงน่าเศร้าใจไม่น้อย ถ้าปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนซึ่งไม่มีปัญหาเรื่องระยะทางมากนัก ถูกเปลี่ยนรูปแบบไปสู่การพิมพ์บนหน้าจอเทคโนโลยีในมือแทนการพูดด้วยปากที่ได้ยินเสียง ได้แสดงถึงอารมณ์ ความรู้สึกและสัมผัสรับรู้ระหว่างกัน จนในที่สุดเกิดความเพิกเฉยต่อการรับรู้ ต่อความรู้สึกระหว่างกันแบบที่มันกำลังเกิดขึ้นทุกวันนี้ สักวันหนึ่งอาจลุกลามไปถึงขั้นที่มนุษย์ลืมวิธีการปฏิสัมพันธ์กันในชีวิตจริง วันนั้นความเป็นมนุษย์ก็อาจน้อยลง ขณะที่ผู้คนคงรู้สึกโดดเดี่ยวเพิ่มมากขึ้น

เกี่ยวกับผู้เขียน

ปริยกร วิศาลโภคะ : นิเทศศาสตร บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มีงานเขียนแนวมองโลกสวยงามตามความเป็นจริง และแนวพัฒนาตนเอง+ธรรมประยุกต์

ปัจจุบัน เปิดแฟนเพจชื่อ ปูปรุง และเขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

E-mail Address : pooproong@

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์