
สถานที่สุดประทับใจ นริศ วิทยาวรากรณ์
โดย...ภาดนุ ภาพ... ภัทรชัย ปรีชาพานิช/คลังภาพโพสต์ทูเดย์
โดย...ภาดนุ ภาพ... ภัทรชัย ปรีชาพานิช/คลังภาพโพสต์ทูเดย์
นักบริหารหนุ่มวัย 31 ปี นริศ วิทยาวรากรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยยินตัน ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ออรัลแคร์ นั่นคือ ยาสีฟันน้ำ “นู้ด” และ “ยินตัน นู้ด แคปซูล ชูการ์ฟรี มินต์” รวมทั้งผลิตภัณฑ์กลุ่มเพอร์ซันนัลแคร์ สกินแคร์ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากญี่ปุ่น เป็นหนุ่มนักบริหารรุ่นใหม่ไฟแรงที่น่าจับตาและมีแนวคิดในการทำงานในแบบฉบับของตัวเอง
“หลักในการทำงานของผม สิ่งสำคัญก็คือการคิดบวก นอกจากตัวเองคิดบวกแล้ว ทีมงานทุกคนของผมก็ต้องทำงานแบบคิดบวกด้วยเช่นกัน และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่จะเข้ามาอยู่เสมอ ถ้าทีมงานทุกคนทำได้แบบนี้ เมื่อมีอุปสรรคใดๆ เข้ามา ผมเชื่อว่าทุกคนก็พร้อมที่จะช่วยกันแก้ไขให้ผ่านพ้นไป แล้วงานทุกอย่างก็จะสำเร็จได้เอง
ถ้าพูดถึงบริษัท ไทยยินตัน ต้องบอกว่าเป็นธุรกิจของครอบครัวเราที่เปิดมานานเกือบ 30 ปีแล้ว แต่ผมเพิ่งเข้ามาช่วยคุณพ่อดูแลธุรกิจได้ 7 ปี โดยโฟกัสไปที่การทำตลาดของสินค้าต่างๆ นอกจากนี้ครอบครัวเรายังมีอีก 5 บริษัท ซึ่งทำธุรกิจที่แตกต่างกันไป เช่น บริษัท ชุมแสงอินเตอร์เนชั่นแนล ทำธุรกิจนำเข้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น ปลั๊กไฟ สวิตช์ไฟ แบรนด์พานาโซนิค ส่วนอีกบริษัทก็ทำธุรกิจเครื่องจักรผลิตงานเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันบริษัทเหล่านี้ก็มีคุณพ่อกับพี่ชายผมบริหารงานอยู่ แต่ต่อไปในอนาคตผมก็อาจจะต้องเข้าไปช่วยดูแลด้วยครับ”
นริศ บอกว่า นอกจากการคิดบวกแล้ว เขายังยึดปรัชญาในการทำงานที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อด้วย นั่นคือ “คุณธรรมนำธุรกิจ” ซึ่งเขาจะใช้คุณธรรมและความถูกต้องในการบริหารงานในทุกๆ ด้าน เพราะเชื่อมั่นว่าถ้าทำทุกอย่างถูกต้อง ก็จะก้าวหน้าไปได้ไกล และไม่ต้องหวาดระแวงกับสิ่งที่ตัวเองทำ พูดง่ายๆ ว่าต้องซื่อสัตย์และมีคุณธรรมทั้งกับตัวเอง ลูกน้อง และลูกค้าเป็นสำคัญ
เห็นเป็นผู้บริหารที่ขยันทำงานขนาดนี้ แต่นริศบอกว่าถ้ามีเวลาว่าง เขามักจะหาโอกาสไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ อยู่เสมอ และเหล่านี้คือสถานที่สุดประทับใจในความคิดของผู้บริหารหนุ่ม
1 สหราชอาณาจักร
"ผมไปใช้ชีวิตที่อังกฤษตั้งแต่อายุ 12 ปี โดยไปเรียน ไฮสกูลที่นั่นตั้งแต่เยียร์ 8 จนถึงเยียร์ 13 รวมเวลา 5 ปีเต็ม แล้วจึงกลับมาเรียนปริญญาตรีที่เอแบค การได้ไปเรียนที่อังกฤษ ผมรู้สึกประทับใจในระบบการศึกษาของเขามาก รวมทั้งการใช้ชีวิตที่นั่นด้วย เนื่องจากผมชอบเล่นกีฬา แล้วโรงเรียนที่นั่นก็จะให้การสนับสนุนด้านกีฬามากๆ นั่นก็คือ ซอกเกอร์หรือฟุตบอล เมืองที่ผมเรียนก็อยู่ติดกับลอนดอนนั่นแหละ ผมจึงประทับใจในหลายๆ ด้าน อาจเพราะตอนนั้นเราเป็นเด็กและกำลังก้าวเข้าสู่วัยรุ่น จึงรู้สึกว่ามีอิสระมาก ที่สำคัญการไปเรียนที่อังกฤษยังสอนให้ผมเรียนรู้และทำอะไรด้วยตัวเองได้หลายอย่างอีกด้วย"
2 เกียวโต
"เมืองเกียวโตของญี่ปุ่น เป็นเมืองเก่าที่เปรียบเหมือนพระนครศรีอยุธยาในบ้านเรา ซึ่งวิถีชีวิตของคนในเมืองนี้จะมีความโบราณอยู่ในตัว ในขณะที่บ้านเมืองพัฒนาไปไกลแล้วนะ แต่วิถีชีวิตของคนที่นี่ก็ยังคงสโลว์ไลฟ์และมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นวัดวาอาราม สถานที่เก่าๆ รัฐบาลและคนของเขาก็ยังคงอนุรักษ์และรักษาไว้ได้อย่างดี จนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่คนญี่ปุ่นหรือคนต่างชาติต้องเดินทางไปเที่ยวที่นี่เสมอ ไม่งั้นจะรู้สึกว่าไปไม่ถึงญี่ปุ่น"
3 โอซากา
"ผมไปเรียนต่อปริญญาโททางด้านการจัดการที่มหาวิทยาลัย Kwansei Gakuin ที่เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น แต่ผมจะพักอยู่ที่เมืองโอซากาเป็นหลัก จึงรู้สึกประทับใจเป็นพิเศษ เพราะโอซากาเป็นเมืองแห่งการค้าที่มีความหลากหลายมากๆ มีทั้งความเจริญทางด้านเทคโนโลยี ด้านการค้า และอื่นๆ ซึ่งคนโตเกียวส่วนใหญ่จะต่างคนต่างอยู่ แต่คนโอซากาจะมีความเป็นกันเอง มีนิสัยโวยวายเสียงดัง ซึ่งจะดูไม่เหมือนคนญี่ปุ่นทั่วไปสักเท่าไหร่ ตรงนี้แหละที่ผมรู้สึกว่าเป็นสีสันของเมือง เพราะเมืองนี้เป็นเมืองค้าขาย การเอะอะโวยวายจึงเป็นเรื่องธรรมดามาก แต่ว่ายังไงซะเขาก็ยังมีระเบียบวินัยในตัวเองเสมอ ที่ชอบอีกอย่างก็คือร้านอาหารตามถนนในโอซากามีเยอะมาก ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะรสชาติดีทั้งนั้นครับ"
4 สาธารณรัฐแอฟริกาใต้
"ผมเคยไปเที่ยวที่แอฟริกาใต้เมื่อ 10 กว่าปีก่อน บอกเลยว่าสนุกมาก เพราะได้ไปนั่งรถจี๊ปที่ไม่มีหลังคาและมีคนขับพาไปชมสัตว์ป่า แถมยังได้ไปนอนค้างคืนในบังกะโลกลางป่าเลยล่ะ นอนๆ อยู่ได้ยินเสียงหมูป่าร้องแล้ววิ่งผ่านไปข้างๆ ห้องเลย สิงโตและเสือก็มีนะครับ แต่จะมีการ์ดคอยถือปืนเฝ้ารักษาความปลอดภัยให้ เขาจะมีตารางเลยว่า เวลาตี 5 จะมีสัตว์ประเภทเสือผ่านมา หรือในช่วงกลางวันจะมีสัตว์ประเภทไหนผ่านมาบ้าง ผมไปอยู่มา 2 สัปดาห์ ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก รู้สึกว่าได้สัมผัสธรรมชาติอย่างแท้จริง เพราะรถจี๊ปเปิดหลังคาที่พาไปชมสัตว์ในซาฟารี บอกเลยว่าสิงโตสามารถกระโจนขึ้นมาได้เลยนะ ตอนนั้นก็ตื่นเต้นดี แต่สมัยนี้รถที่พาไปชมสัตว์ก็จะปิดหลังคามากขึ้น เพื่อความปลอดภัย"
5 กรุงโรม อิตาลี
"ผมมีโอกาสได้ไปเที่ยวที่กรุงโรมเมื่อหลายปีก่อน แล้วรู้สึกชอบความสวยงามของสถาปัตยกรรมของโรมันมาก เพราะรู้สึกว่าดูขลังดี ผมว่าด้วยรูปแบบและไลฟ์สไตล์ของสถาปัตยกรรมของที่นี่ มันทำให้กรุงโรมดูมีมนตร์ขลังและดูคลาสสิกมาก บางอย่างไม่น่าจะตั้งอยู่ตรงนั้นได้ก็มาตั้งให้เห็น สถานที่ที่ผมประทับใจที่สุดก็คือโคลอสเซียม เพราะมันดูยิ่งใหญ่มาก มีทั้งความเก่า ความขลัง และเป็นสถานที่ต่อสู้ของเหล่า แกลดิเอเตอร์ในสมัยโบราณ แม้ปัจจุบันโคลอสเซียมจะเก่าผุพังหรือมีอิฐแหว่งเว้าไปเยอะมากแล้ว แต่ยังไงผมก็ยังรู้สึกว่าที่นี่มีเสน่ห์น่าประทับใจอยู่ดี"
6 นครวัด กัมพูชา
"ผมว่าถ้าใครเคยได้ไปเที่ยวที่นี่ จะสังเกตเห็นถึงความมหัศจรรย์ได้เลย เพราะหินทุกก้อนของนครวัดจะมีรายละเอียดแทรกอยู่ตลอด คิดดูว่าพื้นที่มันใหญ่ขนาดนั้น จะต้องใช้คนมหาศาลแค่ไหนตอนที่สร้าง แถมหินทุกก้อนยังสลักลวดลายให้เห็นอีก ผมประหลาดใจว่าคนสมัยนั้นสามารถขนหินก้อนใหญ่ๆ พวกนี้มาได้ยังไง และขนมาจากไหน เพราะดูรอบๆ เมืองแล้วก็ไม่เห็นว่าจะมีแหล่งหินก้อนใหญ่ๆ อลังการที่สามารถจะนำมาสร้างนครวัดได้เลย อีกอย่างประตูทางเข้าของแต่ละสถานที่จะเล็กๆ ซึ่งไกด์บอกว่าเป็นการให้เกียรติสถานที่ เพราะเวลาจะเดินเข้าไปเราต้องก้มศีรษะลง ที่สำคัญเวลาแสงลอดผ่านโบราณสถานเหล่านี้จะเป็นภาพที่สวยงามมาก ผมเลยคิดว่าในสมัยโบราณอาณาจักรขอมนี่ต้องยิ่งใหญ่จริงๆ"
7 ถ้ำมรกต จ.ตรัง
"ตอนนั้นผมพาเพื่อนชาวอังกฤษไปเที่ยวที่ถ้ำมรกต จ.ตรัง ระหว่างทางเข้าถ้ำเราต้องว่ายน้ำแล้วจับเชือกไปด้วยเพราะในถ้ำมืดมาก ก็รู้สึกตื่นเต้นดีครับ พอไปถึงกลางถ้ำ มันจะมีปล่องที่แสงส่องลงมากระทบกับผืนน้ำสีเขียวมรกตพอดี จึงเป็นภาพที่สวยงามมาก เหมือนกับอยู่อีกโลกหนึ่งเลย คือถ้ำนี้เกิดจากธรรมชาติล้วนๆ มันจึงเป็นความมหัศจรรย์ตามธรรมชาติที่หาดูได้ยาก ที่สำคัญผมชอบทะเลที่ตรังมากๆ เพราะรู้สึกว่าทะเลที่นี่สวยดีครับ"







