
ประเทือง เอมเจริญ ‘ร้อยริ้วสรรพสีสรร’ ตำนานชีวิตและสังคม
การเดินบนทางหมุนรูปโค้งเพื่อขึ้นห้องแสดงชั้น 8 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
โดย...พริบพันดาว ภาพ Bacc หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
การเดินบนทางหมุนรูปโค้งเพื่อขึ้นห้องแสดงชั้น 8 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เพื่อไปดูงานแสดงนิทรรศการศิลปะ ประเทือง เอมเจริญ “ร้อยริ้วสรรพสีสรร : ตำนานชีวิตและสังคม” หลังจากดูเสร็จออกมาจากเสพศิลป์นับว่าเป็นความคุ้มค่ากับ 3 ชั่วโมงกว่า ที่เพ่งสมาธิรับพลังจากเส้นสีและแสงซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัวที่ถ่ายทอดออกมาให้ได้ครุ่นคิด
ด้วยวัย 81 ปี ในปัจจุบัน ประเทือง ยังคงดูอิ่มเอมและมีความสุข โดยเฉพาะการรวบรวมผลงานทั้งชีวิตมาให้คนได้ชมกัน และถือเป็นหมุดหมายสำคัญหนึ่งของวงการศิลปะร่วมสมัยของไทย
"ยิ่งอายุมากขึ้น ผลงานที่สร้างออกมา ยิ่งดูเกรี้ยวกราด...ยิ่งเผ็ดดุเดือด" เป็นคำกล่าวสั้นๆ ของถนอม ชาภักดี อาจารย์คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) นักวิจารณ์ศิลปะ ซึ่งเป็นภัณฑารักษ์รับเชิญหรือคิวเรเตอร์คัดสรรผลงานร่วมกับ ไพศาล ธีรพงศ์วิษณุพร นักวิจารณ์ศิลปะอีกคน
นิทรรศการศิลปะย้อนหลังเพื่อเชิดชูเกียรติ ประเทือง เอมเจริญ แบ่งผลงานออกเป็น 5 ยุค 5 ชุดงาน ซึ่งประกอบด้วยงานจิตรกรรม งานวาดเส้น และบทกวีของประเทือง เอมเจริญ จากปี 2506 จนถึงปี 2550 รวม 44 ปี จำนวนราว 81 ชิ้น ทั้งนี้ผลงานแต่ละชิ้นของแต่ละช่วงเวลาจะแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการในการสร้างสรรค์งานศิลปะของประเทือง เอมเจริญ ที่เพียรศึกษา ค้นคว้า ทดลอง แสวงหา ด้านศิลปะมาด้วยตัวเอง ทั้งนี้ผลงานที่รวบรวมมาจัดแสดงให้ชมในนิทรรศการย่อมช่วยสะท้อนให้ผู้ชมเห็นถึงวิวัฒนาการในการสร้างสรรค์งานศิลปะ
การรวบรวมคัดสรรจากผลงานอันยาวนาน และจัดแบ่งออกเป็น 5 ยุคด้วยกัน
ยุคที่ 1 ปี 2505 นับเป็นก้าวแรกเริ่มของศิลปินที่ไม่เคยร่ำเรียนศิลปะจากสถาบันใด นี่คือช่วงเวลาแห่งการศึกษาค้นคว้าแสวงหาแนวทางในการสร้างสรรค์ ผลงานในยุคนี้จึงมีเนื้อหาและรูปแบบแนวทางที่แตกต่างหลากหลายไปตามการทดลองทางศิลปะของประเทือง
ยุคที่ 2 เริ่มขึ้นในช่วงปี 2510 ช่วงแห่งการค้นพบลักษณะเฉพาะของตนเอง ทฤษฎีสีแบบประเทือง เอมเจริญ ฉายชัดในผลงานชุด “นามธรรม” โครงสีฉูดฉาดจัดจ้าน ทั้งเข้มข้น ทั้งสดใสกระจ่างตา สะท้อนถึงพลังความมีชีวิตชีวาของศิลปินเจ้าของผลงาน นี่คือช่วงเวลาแห่งความสำเร็จบนเวทีศิลปกรรมแห่งชาติ และจิตรกรรมบัวหลวง โดยประเทืองคว้ารางวัลจากทั้งสองเวทีต่อเนื่องกันหลายครั้งครา
ยุคที่ 3 ราวปี 2516 ประเทืองได้รับแรงบันดาลใจจากยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน ผลงานจึงมีเอกลักษณ์พิเศษทางเนื้อหาความคิดที่เข้มข้นแหลมคม สะท้อนบาดแผลในสังคมร่วมสมัย ก่อนที่เส้นทางการสร้างสรรค์ศิลปะของประเทืองจะสะดุดหยุดลงในอีก 3 ปีต่อมากับเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519
ยุคที่ 4 คือความสุกงอมอย่างสมบูรณ์ ทั้งทางวุฒิภาวะและทักษะฝีมือ ประเทืองท่องเยือนไปทุกถิ่น เก็บซับทุกความรู้สึกที่สัมผัส ก่อนจะปล่อยให้ประสบการณ์ความรู้สึกเหล่านั้นไหลผ่านจินตนาการ ปรากฏเป็นรูปที่อุดมไปด้วยเสน่ห์แห่งสีสันอันสง่างาม
ยุคที่ 5 คือยุคปัจจุบันที่ประเทืองปลดตนเองจากการติดยึดในความสำเร็จ เริ่มต้นค้นหาความสดใหม่บนเส้นทางศิลปะอีกครั้ง ทดลองอย่างเสรี วาดระบายอย่างอิสระ สรรค์สร้างขึ้นเป็นผลงานอันแปลกต่าง การวิวัฒน์เหล่านี้ ล้วนบอกเล่าต่อเราว่า รอยริ้วสรรพสีสันของประเทือง เอมเจริญนั้น ไม่เคยหยุดนิ่งเลย
สำหรับผลงานที่ตรึงติดให้ตะลึงงันด้วยความใหญ่และพลังแห่งแสงสีที่สะท้อนออกมาจากภาพอย่างจัดจ้า และมีลักษณะของความแรงร้อนแต่ไม่ก้าวร้าว ให้ความรู้สึกที่ย้อนแย้งแสดงถึงความสงบภายใต้แสงสีที่สาดกระทบมาสู่ผู้ชม นั่นคือภาพชื่อ “ทะเลเดนมาร์ก” สีน้ำมันบนผ้าใบ 2536 ซึ่งเป็นผลงานในยุคที่ 5 ของประเทือง เอมเจริญ
ผลงานตั้งแต่ยุคแรก จวบจนปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นวิวัฒนาการความเปลี่ยนแปลงบนเส้นทางการทำงานศิลปะ โดยเกาะเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทั้งความเป็นอยู่ การใช้ชีวิตต่อครอบครัว รวมทั้งการผันผวนแปรปรวนของกระแสสังคม เศรษฐกิจ การเมืองอย่างแน่นเหนียว ซึ่งต้องชมภัณฑารักษ์รับเชิญทั้งสองคน คือ ไพศาล กับถนอม ที่มีความเข้าใจและสามารถดึงความงามในสุนทรียะในภาพวาดของประเทืองแต่ละยุคออกมาจัดแสดงให้เห็นพัฒนาการและการวิวัฒน์ทางฝีมือและความคิดออกมาได้อย่างหมดจด
ด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเทที่ประเทืองมีต่อการสร้างสรรค์งานศิลปะ ที่กลมกลืนไปกับชีวิตทุกลมหายใจเข้าออก ดอกผลแห่งความพยายามที่สม่ำเสมอเรื่อยมาได้ปรากฏรูปให้เห็นในผลงานจิตรกรรมจำนวนมากมาย ซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นตลอดเวลากว่า 5 ทศวรรษด้วยความต่อเนื่อง ยังผลให้ได้รับการประกาศยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ในปี 2548 และการประกาศเกียรติคุณกับรางวัลความสำเร็จอีกมากมายในชีวิต
ดังจดหมายของประเทือง เอมเจริญ ที่ล้อมกรอบอยู่ในคอลัมน์ “สิงห์สนามหลวง” ในนิตยสารโลกหนังสือ ปีที่ 5 ฉบับที่ 8 พฤษภาคม 2525 หรือเมื่อ 34 ปีที่แล้ว ได้บอกถึงการทำงานศิลปะของตัวเองอย่างชัดเจนว่า
“การเขียนภาพของผมตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงพอสรุปได้ดังนี้ครับ ในระยะแรกๆ ของการวาดภาพจะมีการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านรูปแบบ เนื้อหา และเทคนิคอยู่บ่อยๆ เราเรียกการเปลี่ยนแปลงนั้นว่า เปลี่ยนแปลงเพื่อการแสวงหาเอกลักษณ์ของตัวเอง ระยะต่อมา เมื่อพบลักษณะของตนเองแล้ว ทั้งเทคนิค เนื้อหา และรูปแบบ จะมีการเปลี่ยนแปลงร่วมกันในลักษณะของการพัฒนาคุณค่าทางศิลปะ เมื่อดูผลงานในช่วงนี้ จะเห็นความสมบูรณ์ทางเทคนิคดำเนินร่วมกับอารมณ์ความรู้สึกที่แสดงออกมาในผลงานอย่างประสานกลมกลืน นอกจากนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาและรูปแบบไปตามความคิดที่ได้รับผลกระทบมาจากสภาพแวดล้อมและปัญหาของสังคม สำหรับการวาดรูปของผมที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอคงเป็นเพียงความพยายามของผมที่จะสร้างผลงานศิลปะให้มีคุณค่าและประโยชน์กับเพื่อนมนุษย์ให้มากที่สุด
ผมวาดรูปด้วยความรักทั้งกับตัวเองและเพื่อนมนุษย์ การเข้าใจภาพเขียนได้อย่างถูกต้องตรงกับใจและความคิดของศิลปินนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะการดูรูปที่ได้รสชาตินั้นต้องประกอบด้วยจินตนาการของผู้ชมภาพด้วยนะครับ”
แน่นอน เมื่อชมนิทรรศการเสร็จ เดินออกมา เงยหน้าสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดแล้วตะโกนในใจ...บอกได้คำเดียวว่า “อิ่มศิลป์” และอยากบอกว่าพลาดไม่ได้กับนิทรรศการศิลปะ ประเทือง เอมเจริญ “ร้อยริ้วสรรพสีสรร : ตำนานชีวิตและสังคม” หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร จัดแสดงถึง 20 พ.ย. 2559 นี้







