posttoday
The Power of Silent

The Power of Silent

07 กันยายน 2559

โดย...เอกศาสตร์ สรรพช่าง

โดย...เอกศาสตร์ สรรพช่าง

ว่ากันว่าร้อยปีที่ผ่านมา ถือเป็นร้อยปีที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดของวิวัฒนาการของโลก สำหรับผมถือว่าเป็นความโชคดีที่ได้รับรู้ประสบการณ์แบบนี้ เพราะเกิดมาในยุคที่โทรศัพท์ยังเป็นของหายากมาก และก็ถือว่าเป็นโชคดีที่ได้เห็นวิวัฒนาการของโลกใบนี้

ทุกวันนี้วิถีชีวิตของเราสะดวกสบายและแตกต่างจากเมื่อผมเด็กๆ อย่างมาก เราเดินทางได้ง่ายขึ้น เราหาข้อมูลทุกอย่างได้ในโทรศัพท์ กระทั่งอยากเห็นหน้าคนที่อยู่ไกลกันเป็นหลายพันกิโลเมตรก็ยังทำได้ง่าย และถูกลงกว่าเมื่อก่อนหลายเท่าตัว ทุกอย่างดูเหมือนจะมีแต่ด้านที่มากขึ้น แต่จริงๆ มีอย่างหนึ่งที่ลดน้อยลงไปจากชีวิตประจำวันของเรามาก คือความเงียบ

งานวิจัยของ Lisa Goines นักวิจัยชาวสหรัฐบอกว่า ตั้งแต่ปี 1978 เป็นต้นมา โลกเราเสียงดังขึ้นทุกปีเฉลี่ยปีละ 10% เป็นอย่างน้อย ตามจำนวนประชากร เทคโนโลยีของโลกที่เพิ่มขึ้น ถึงตอนนี้ปี 2016 มลพิษทางเสียงกลายเป็นส่วนหนึ่งของเมืองใหญ่ไปแล้ว

เราตื่นมาพร้อมนาฬิกาปลุก เสียงเครื่องบดกาแฟโครกคราก เสียงของผู้ประกาศข่าวทางโทรทัศน์ เสียงแตรรถยนต์บนถนน เสียงรถบรรทุกตึงตัง เพลงที่ลอยตามลมอยู่ในห้าง หรือเพลงจากหูฟังแบบเซอร์ราวด์ 7.0 และเบสระดับสิบจากลำโพงในคลาสเต้นของฟิตเนส

ความเงียบกลายเป็นของเขียมไปแล้ว วิถีชีวิตแบบคนเมืองทำให้เราอยู่ห่างจากความเงียบ จำได้เมื่อตอนเด็กๆ ที่ลำปาง สามทุ่มนี่ก็ถือว่าดึกและเงียบมาก เงียบชนิดที่ว่านอนอยู่บนชั้นสองก็ได้ยินเสียงจิ้งหรีดในสวนส้มโอที่อยู่หลังบ้านได้เลย ความเงียบเป็นทั้งส่วนหนึ่งของความทรงจำและเรื่องจำเป็นของชีวิต แต่ดูเหมือนตอนนี้เราห่าง
เหินจากมันมากขึ้นทุกที

ไม่รู้ว่าคนอื่นๆ คิดเห็นกับความเงียบอย่างไร สำหรับผมถือว่าเป็นพลังงานด้านบวก ช่วงเวลาที่เราได้อยู่ในที่เงียบๆ อาจไม่ได้หมายถึงที่เงียบสนิทจนไม่มีเสียงอะไรเลยนะครับ แต่ไม่อึกทึก สถานที่เงียบๆ เหล่านี้ช่วยให้เราใจเย็นลง สงบมากขึ้น ช่วยให้หลับง่ายและรู้สึกปลอดภัย เรื่องพวกนี้ผมไม่ได้คิดไปเอง มีงานวิจัยหลายชิ้นในตะวันตกยืนยันว่าการที่เราไปอยู่ในที่เงียบๆ จะทำให้ความดันและอัตราการเต้นของหัวใจลดลงเมื่อเทียบกับคนที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแต่เสียงดัง พวกนี้จริงๆ ไม่ต้องรองานวิจัยก็ได้ ลองจัดเราไปยัดไว้ในผับกับวัด ความรู้สึกสงบก็แตกต่างกันมาก หรือลองนึกถึงการนอนข้างคนนอนกรนก็ได้ เท่านี้ก็น่าจะพอเข้าใจได้ว่าเสียงและความเงียบมีผลกระทบกับเราขนาดไหน

การอยู่ในที่เงียบๆ สองต่อสอง ก็ส่งผลกับร่างกายของเราได้หลายอย่าง ยิ่งหากเราไม่พูดด้วยแล้ว นักวิจัยพบว่ามันจะบีบบังคับให้กลไกอย่างอื่นทำงานมากขึ้นโดยอัตโนมัติ เช่น ความสามารถในการสังเกตจะมากขึ้น ภาษากาย (Body Language) จะเด่นชัดขึ้นโดยอัตโนมัติ เราจะเห็นมือ ตา ท่าทาง ของคนอื่นได้เด่นชัดขึ้น กลไกการทำงานเหล่านี้กระตุ้นให้เราได้ใช้ประสาทสัมผัสอื่นๆ

ในโลกที่มนุษย์เราจะดูหน้าจอสมาร์ทโฟนทุกๆ 6.5 นาที ผมคิดว่าไม่มียุคไหนอีกแล้วที่คนเราขาดแคลนความเงียบและความสงบในใจเท่ายุคนี้ เชื่อว่าอีกไม่นานความเงียบอาจถูกบรรจุอยู่ในความหรูหราประเภทหนึ่งแน่ๆ เพราะมันดูจะหายากมากขึ้นทุกที

และเมื่อความเงียบหายากขนาดนี้ เราอาจต้องมาหาวิธีการสร้างมันขึ้นมา

เคล็ดลับง่ายๆ ที่ผมใช้บ่อยๆ ระหว่างวัน คือพกที่อุดหูไปที่ทำงานด้วย หากต้องการความสงบฉับพลันก็แค่หยิบมันขึ้นมา หลับตาลงสักครู่ เอาโทรศัพท์ไว้ไกลๆ ตัวหน่อย นี่เป็นเหมือนการได้ทำความสะอาดสมองระหว่างวัน ช่วยให้สมองมีเวลาได้พักและจัดเรียงข้อมูลต่างๆ เสียใหม่และใช้เวลากับตัวเราเอง ไม่อีกทีเวลาขับรถก็พยายามนั่งเงียบๆ ฝืนใจไม่เปิดวิทยุสักชั่วโมงหนึ่งก็ไม่เลวนัก

การนั่งอุดหูในที่ทำงานอาจทำให้คุณประหลาดไปบ้าง แต่ในความประหลาดๆ นั้น มันช่วยให้เราอยู่ใกล้ตัวเราเองมากขึ้น

บ่ายนี้หาที่เงียบๆ สักมุมในออฟฟิศนะครับ ได้ผลจริงๆ

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69