
ทฤษฎีสร้างความสำเร็จ
การสร้างความสำเร็จให้ชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกว่าเราจะเดินทางไปยังจุดนั้น เราอาจต้องผ่านการลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน น้อยคนนักที่จะเลือกและตัดสินใจทำแล้วประสบความสำเร็จเลย บุคคลเหล่านี้อาจถูกชื่นชมว่า “โชคดี” หรือ “มีบุญ” แต่เบื้องหลังความสำเร็จ จริงๆ แล้วไม่ใช่คำว่าโชคดีมีบุญอย่างเดียว แต่เป็นการเจอกันระหว่าง “ตัวตน” กับ “โอกาส” คือรู้ว่าตัวเองต้องการทำอะไร?
การสร้างความสำเร็จให้ชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกว่าเราจะเดินทางไปยังจุดนั้น เราอาจต้องผ่านการลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน น้อยคนนักที่จะเลือกและตัดสินใจทำแล้วประสบความสำเร็จเลย บุคคลเหล่านี้อาจถูกชื่นชมว่า “โชคดี” หรือ “มีบุญ” แต่เบื้องหลังความสำเร็จ จริงๆ แล้วไม่ใช่คำว่าโชคดีมีบุญอย่างเดียว แต่เป็นการเจอกันระหว่าง “ตัวตน” กับ “โอกาส” คือรู้ว่าตัวเองต้องการทำอะไร?
นอกจากรู้แล้วยังมีความถนัด ความถนัดที่เกิดขึ้นพร้อมกันระหว่าง “พรสวรรค์” และ “พรแสวง” คือเรียนรู้กับเรื่องนั้นๆ ได้เร็ว สนุกกับการฝึกฝน และกระตือรือร้นที่จะหาประสบการณ์ความรู้เพิ่มเติม หลายคนค้นพบตัวเองจากการคลุกคลีอยู่กับสิ่งนั้นๆ เป็นประจำ เหมือนมันซึมซับเข้าไปในชีวิตและจิตวิญญาณไปโดยปริยาย และก็มีอีกหลายคนที่ค้นพบจากการแสวงหา นำพาตัวเองเข้าไปใกล้สิ่งนั้น ใกล้เข้าไปเรื่อยๆ และที่มหัศจรรย์กว่านั้นคือ “คนบางคนเกิดมาพร้อมความถนัดในบางสิ่งบางอย่าง” จู่ๆ ก็ทำได้เลย เรียนรู้เร็ว ได้รับการส่งเสริม และชัดเจนในตัวตนตั้งแต่เด็ก สามารถตอบตัวเองได้เลยว่า “ตัวเองมีความสุขและความถนัดในสิ่งใด”
นั่นแสดงให้เห็นว่า เราทุกคนถูกมอบจังหวะมาต่างกัน บางคนโทษว่าเป็นเรื่องของเวรกรรม แต่การคิดสิ่งนั้น แล้วนิ่งเฉย ปล่อยตัวเองไปตามยถากรรม ไม่ก้าวขาไปหาโอกาส ฉันว่าไม่ใช่เรื่องของเวรกรรม แต่เป็นเรื่องของ “ความฉลาดในการใช้ชีวิต”
เราทุกคนต่างเลือกได้เสมอ ว่าจะนำพาชีวิตไปยังทิศทางไหน? จะถอยหลัง หรือไปหน้า จะเลิกราหรือดิ้นรน จะอดทนหรือยอมแพ้ ทุกจังหวะของชีวิตให้สิทธิเราเลือก การที่เราเลือกไม่เลือก ทุกอย่างก็มาจากวิจารณญาณและวิธีคิดหาเหตุผลของเราเองทั้งสิ้น การนำพาตัวเองไปหาความสำเร็จ จึงถือว่าเป็น “ความฉลาดในการใช้ชีวิต” อย่างแท้จริง
หลายคนบอกว่า “ต้องโง่ก่อนถึงจะฉลาด” หลายคนเรียนรู้จาก “ความผิดพลาด” แต่หากเรารู้จักคิด วิเคราะห์ สร้างบทเรียนของชีวิตเราเอง เรียกมันว่า “บทเรียน” ไม่ใช่โทษฟ้าโทษฝน โทษเวรกรรม เอาแต่นั่งตอกย้ำตัวเอง เพียงเพราะความผิดพลาดในอดีต นั่นไม่เรียกว่า “ต้องโง่ก่อนถึงจะฉลาด” เพราะเรากำลังทำตัวเองให้ “ยิ่งโง่”
ต้องโง่แค่ไหนถึงจะฉลาด? บ่อยไปก็จะบั่นทอนกำลังใจให้ชีวิต ผิดแล้วผิดอีก พลาดแล้วพลาดอีก ต่อให้มีแรงบันดาลใจ ก็อาจถอดใจไม่สู้ต่อ เพราะไม่ใช่ร่างกายเท่านั้นที่เราใช้จนช้ำ พลังชีวิตในร่างกายเราไม่เคยได้รับการกระตุ้น ชีวิตไม่เคยเจอสายชาร์จ มันก็พานหมดลงไปเรื่อยๆ
ฉันมีทฤษฎีสร้างความสำเร็จที่คิดค้นขึ้นมาเอง ไม่ได้เอามาจากตำราใดๆ วัดจากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา ฉันไม่ได้ประกาศกร้าวว่า “หากทำตามขั้นตอนนี้จะสำเร็จ” และ “ตัวเองประสบความสำเร็จแล้ว” เพราะความสำเร็จในชีวิตคนเรา ต่างคนต่างมีระดับที่ต่างกัน สำหรับฉันการได้ทำในสิ่งที่รัก และต่อให้เกิดปัญหาหรืออุปสรรคใดๆ ฉันก็ยอมรับได้ นั่นฉันถือว่าฉันประสบความสำเร็จแล้ว ด้วยทฤษฎีเพียงแค่ 3 ขั้นตอนดังนี้
1.ประเมินความสามารถของตัวเอง วัดความเป็นไปได้
เอาความชอบ ความอยาก ความถนัด และศักยภาพ ณ ปัจจุบัน ทุกอย่างที่เราต้องใช้เพื่อให้สิ่งที่เราต้องการทำสำเร็จ เช่น นักกีฬา ก็ต้องวัดความแข็งแรงทางร่างกายตัวเอง สภาพร่างกาย ระยะเวลาของการฝึกฝน โอกาสและความเป็นไปได้ของเส้นทาง ตอบได้เลยว่า เส้นทางฝันส่วนใหญ่มักจะไกลจากความสามารถของเรามาก บางคนแทบมองไม่เห็นความเป็นไปได้ ไกลเกินระยะสายตา เอาเป็นว่า ถ้าอยากทำ ชอบและถนัด ค้นพบแล้วว่าเหมาะกับตัวเอง ก็ผ่านไปยังข้อ 2 ได้เลย
2.ใส่ความพยายาม
ทำเท่าที่ทำได้ ทำเท่าที่ไหว เราจะตอบตัวเองได้เองว่า “ยังไหวอีกหรือไม่?” “ยังอดทนได้อีกหรือเปล่า?” มันเป็นการวัดศักยภาพของตัวเราเองด้วยว่า ไอ้ที่เรียกว่า “ทุ่มสุดตัว” เราทำได้แค่ไหน? และเมื่อไรจะสำเร็จ? ถ้าเรารักในสิ่งที่ทำ เราจะไม่ถาม เราจะทำจนกว่าจะสำเร็จ!
3.ปล่อยวาง
ผ่านความชอบ ความถนัด ผ่านการทุ่มเท ตั้งใจ ผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างไร? หากสำเร็จก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่หากไม่สำเร็จ หรือไปได้แค่ครึ่งๆ กลางๆ เพราะอาจยังไม่ถึงเวลา หรือหากสุดท้ายแล้วบทสรุปคือ ความล้มเหลว ในเมื่อบางความสำเร็จก็เกิดขึ้นได้จากการแข่งขัน ที่ต้องผ่านการคัดเลือก ยอมรับจากคนอื่น เมื่อเกิดคำว่า “ล้มเหลว” จงปล่อยวาง! ทำความเข้าใจ ยอมรับทุกผลจากการกระทำ และที่สำคัญที่สุดคือ “การยังคงรักษาศรัทธาในตัวเอง”
ถ้าเรามองว่าตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เราผ่านอะไรมาบ้าง ปัญหา อุปสรรคต่างๆ ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น เราไม่ใช่ “คนเดิม” อีกต่อไป เราได้เห็นศักยภาพอันสูงสุดของตัวเอง เราสามารถเอาชนะตัวเองได้ นั่นฉันไม่เรียกว่า “ความล้มเหลว” เพราะเราได้เดินมาไกลจากจุดเดิมมากแล้ว
จงปล่อยวาง! และเริ่มค้นหาทิศทางใหม่ที่จะนำพาตัวเองไปหาความสำเร็จ โดยอาจเริ่มจากความฝันก้อนเล็กๆ แล้วทำตามทฤษฎีที่ฉันกล่าวมา สร้างความสำเร็จไปทีละขั้น ค่อยๆ ไต่ขึ้นไป
จงทำทุกอย่างตามลำดับขั้นตอน ห้ามสลับตำแหน่ง ถ้าหนึ่งไม่ผ่าน ห้ามไปสอง
ถ้าสองยังไม่ถึงที่สุด ห้ามไปสาม
ทุกความสำเร็จของชีวิต
เกิดขึ้นได้ด้วยความพยายาม ที่เกิดจากความเข้าใจตัวตน
และการยอมรับผลที่เกิดขึ้นได้อย่างยินดี!
เอาใจช่วยทุกคนค่ะ!







