
ต้องเป็นมากกว่าห้องสมุด
พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และหันมาใช้ชีวิตอยู่นอกบ้านมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการในธุรกิจร้านหนังสือ
พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และหันมาใช้ชีวิตอยู่นอกบ้านมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการในธุรกิจร้านหนังสือต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ด้วยการหันมาศึกษาพฤติกรรมความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้นว่าต้องการอะไร และนำข้อมูลที่ได้มาปรับใช้เป็นกลยุทธ์ในการทำการตลาด จากการปรับตัวดังกล่าวของผู้ประกอบการร้านหนังสือจะเห็นได้ว่าปัจจุบันสินค้าและบริการจะอิงกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคมากขึ้น เพื่อให้ร้านหนังสือเป็นมากกว่าร้านที่จำหน่ายแต่เพียงหนังสือเท่านั้น
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นดังกล่าว จะเห็นได้ว่ารูปแบบของร้านหนังสือที่เปิดให้บริการอยู่ในปัจจุบันเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หากจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพที่ชัดเจนก็การปรับโฉมของร้านบีทูเอส(B2S) ซึ่งล่าสุดได้มีการแปลงโฉมตัวเองออกมาในคอนเซปท์ใหม่ภายใต้ชื่อ "Think Space B2S" ด้วยการแบ่งพื้นที่การจำหน่ายสินค้าออกเป็นโซนๆ เพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคแต่ละคนที่เข้ามาใช้บริการ
สมชัย ถาวรรุ่งโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีทูเอส กล่าวว่า การปรับโฉมร้านบีทูเอสภายใต้คอนเซ็ปต์ "Think Space B2S" สาขาที่ศูนย์กาค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล อีสวิลล์ ถือเป็นสาขาที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เนื่องจากมีพื้นที่ใช้สอยมากถึง 2,600 ตร.ม. ซึ่งนอกจากจะเป็นร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยแล้วยังมีขนาดใหญ่มากที่สุดในเอเชียแปซิฟิก
ทั้งนี้ ภายในร้านจะแบ่งพื้นที่การใช้สอยออกเป็น 5 โซน ประกอบด้วย 1.LIFESTYLE BOOK SPACE จะเป็นพื้นที่ Book Terraces รวบรวมหนังสือไทยและต่างประเทศมากกว่า 1 แสนเล่ม แบ่งเป็นหนังสือภาษาไทย 50% และอังกฤษ 50% โดยในส่วนของโซนดังกล่าวยังมีการแบ่งพื้นที่ย่อยออกเป็น 12 ไลฟ์สไตล์โซน ซึ่งในส่วนของชั้นที่ 1 จะประกอบไปด้วย หนังสือประเภท Travel, Leisure และ Craft
ขณะที่ชั้นลอยที่ 1 จะเป็นโซน Smart และ Wisdom ชั้นลอยที่ 2 จะเป็นโซน Fiction และชั้นที่ 2 จะเป็นโซน Cookery, Entertainment etc., Art & Design, Study, Work และ Family
ในส่วนของโซนที่ 2 จะเป็น ART X IDEA SPACE พื้นที่งานศิลป์สำหรับคนรักงานอาร์ต โดยจะมีผลงานของศิลปินคนไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก และ มีสเปซสำหรับสินค้าดีไซน์ที่ได้รางวัลไม่ว่าจะเป็น Furniture Design, Design Stationery และ Office Accessories
โซนที่ 3 จะเป็น ENTERTAINMENT SPACE พื้นที่หนังและเพลง และห้อง Music Room ที่รวบรวมหนังและเพลงครบทุกประเภท ทั้งไทยและต่างประเทศที่หายาก นอกจากนี้ยังสร้างเฟรมใหม่ให้นักฟังแผ่นเสียง และเครื่องเล่นไวนิล ทั้งยังเป็นการสืบทอดวัฒนธรรมการฟังดนตรีในยุคร่วมสมัย จาก อนาล็อค สู่ ดิจิตัล และทั้งนี้ยังมีร้านครื่องเสียงระดับพรีเมี่ยม B&O Play by Bang & Olufsen
ส่วนโซนที่ 4 จะเป็น PLAY X LEARN SPACE แหล่งรวมโรงเรียนสอนทักษะเพื่อการเรียนรู้สำหรับเด็กและเสริมจินตนาการให้กับลูกน้อย เพื่อกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ซึ่งประกอบไปด้วยพื้นที่ชั้น 2 โซน Family และ 8 สถาบันแห่งการเรียนรู้ ได้แก่ Clayworks, Chefutown , Babies Genius, Kinderprep by Ivy Bound International School, I Genius, Helen Doron English, Yamaha Music School และ A Little Something
สำหรับโซนที่ 5 จะเป็น NETWORKING SPACE พื้นที่พบปะแลกเปลี่ยนความคิดและต่อยอดไอเดียใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น แบ่งบันประสบการณ์ Start Up เริ่มต้นสร้างแนวคิดธุรกิจ สร้างมิตรภาพ ก่อให้เกิดคอมมูนิตี้ของกลุ่มคนต่างๆ ได้มาร่วมสร้างสรรค์กิจกรรมหรือธุรกิจต่างๆ ร่วมกัน ซึ่งโซนนี้จะอยู่บริเวณชั้น 2 ของร้าน เป็นพื้นที่อำนวยความสะดวกให้แก่ชีวิตลูกค้า เช่น Co-Working Space เป็นสเปซที่รองรับลูกค้าที่มาใช้บริการ ในการนั่งทำงาน คิดงาน เจรจาธุรกิจได้อย่างสะดวก รอบรับได้ถึง 60-70 ที่นั่งแ
นอกจากนี้ ยังได้มีการร่วมมือกับ AIS ที่ให้บริการอินเตอร์เนตฟรีในพื้นที่ อีกทั้งยังมีพื้นที่สำหรับร้านอาหารCOVER ll COVER Eat & Drink ที่เป็นร้านคอลลาโบเรชั่นโปรเจคร่วมกันระหว่าง “ธิงค์สเปซ บีทูเอส x เชฟพล ตัณฑเสถียร รวมถึงร้านคาเฟ่จากบาริสต้าชื่อดังAmatissimo” ในคอนเซปต์ร้านอาหารและคาเฟ่รูปแบบใหม่ที่มีคอนเซปต์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเมนูและหนังสือทำอาหารที่อยู่ภายในร้านบีทูเอส เพื่อให้ผู้รักการอ่านสามารถลิ้มรสชาติอาหารที่ออกมาจากหนังสือ
หลังจากออกมาปรับคอนเซ็ปต์การทำธุรกิจร้านหนังสือในรูปแบบดังกล่าว ส่งผลให้ร้านบีทูเอส ได้รับความสนใจจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นอย่างดี เห็นได้จากจำนวนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการในวันธรรมดาที่มีประมาณ 3,000 คนต่อวัน และวันเสาร์-อาทิตย์ มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการประมาณ 5,000- 6,000 คนต่อวัน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มลูกค้าครอบครัว นักเรียน นักศึกษากลุ่มวัยเริ่มทำงาน และทำงายอิสระ ซึ่งจากผลการตอบรับที่ดีดังกล่าวทำให้ร้านบีทูเอสมีแผนที่จะนำคอนเซ็ปต์ดังกล่าวไปเปิดให้บริการสาขาอื่นๆ ในอนาคต
ขณะที่บีทีเอสกำลังติดลมบนกับคอนเซ็ปต์ใหม่ของร้านในด้านของร้านนายอินทร์เอง ก็เดินหน้าเปิดสาขาใหม่ภายใต้แนวคิดไลฟ์สไตล์เช่นกัน ด้วยการพื้นที่ภายในร้านแบ่งเป็น 3 โซนหลัก ประกอบด้วย โซนที่ 1 มุมเด็กอายุ 0 – 6 ปี เพื่อส่งเสริมการการเรียนรู้ของเด็กให้มีพัฒนาการที่ดี
ในส่วนของโซนที่ 2 มุมติวเตอร์ เปิดพื้นที่พร้อมอุปกรณ์การอ่านหนังสือเป็นการติวเข้มในวันหยุด และเวลาว่างระหว่างเพื่อน หรือครูและลูกศิษย์ ซึ่งหลังจากทดลองเปิดให้บริการสาขาในกรุงเทพฯได้ผลการตอบรับเป็นที่น่าพอใจ ในอนาคตร้านนายอินมีแผนที่จะขยายสาขาไปในหัวเมืองใหญ่ โดยเฉพาะในทำเลแหล่งสถาบันกวดวิชา และศูนยการเรียนรู้ ขณะที่โซนที่ 3 จะเป็นมุม How To Cornerศูนย์รวมหนังสือเชิงจิตวิทยา
นอกจากจะปรับภาพลักษณ์ภายในร้านให้เลือกเข้าไปใช้บริการได้งานแล้ว ร้านนายอินทร์ยังมีการเพิ่มกลยุทธ์เชิงรุก ด้วยการเดินสายโรดโชว์จัดมหกรรมการขายหนังสือไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพฯและหัวเมืองใหญ่ ๆ ซึ่งในส่วนของสถานที่ที่จะเข้าไปโรดโชว์ก็จะมีทั้งในส่วนของอาคารสำนักงาน โรงเรียน และโรงพยาบาล เป็นต้น
ขณะเดียวกัน ร้านนายอินทร์ก็หันมาให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี เพื่อให้สอดคล้องกับผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน ด้วยการเปิดให้บริการ “นายอินทร์ ดิจิทัช” หรือบริการสั่งซื้อหนังสือออนไลน์ด้วยตัวเองผ่านเครื่องอัตโนมัติแบบ Touch Screen ที่ติดตั้งภายในร้าน ซึ่งนอกจากจะสั่งซื้อหนังสือได้แล้วยังให้บริการค้นหาข้อมูล และพรีวิวหนังสือก่อนการตัดสินใจซื้อ โดยหลังจากสั่งซื้อหนังสือเรียบร้อยก็ยังมีบริการจัดส่งหนังสือถึงบ้าน
แต่ถ้าใครไม่สะดวกมาที่ร้านนายอินทร์ ก็สามารถดาวน์โหลดแอพลิเคชั่นนายอินทร์ ปัณณ์ เพื่อสั่งซื้อหนังสือและรับข้อมูลข่าวสารต่างๆ ได้ โดยภายในแอพพลิเคชั่นดังกล่าวจะมีการรวบรวมหนังสือออนไลน์ e-Book และ e-Magazine มากกว่า 1.5 หมื่น จากกว่า 400 สำนักพิมพ์มาให้ลูกค้าได้เลือกซื้อ







