
I Hate Monday ทำไมเราถึงเกลียดวันจันทร์?
โดย...เอกศาสตร์ สรรพช่าง
โดย...เอกศาสตร์ สรรพช่าง
วันจันทร์มันผิดตรงไหน?
………
เมื่อตอนที่ เฮนรี ฟอร์ด คิดค้นระบบการทำงานแบบสายพานสำหรับการผลิตรถยนต์ ต่อมามันได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ของการผลิตสินค้าคราวละมากๆ ด้วยการแบ่งงานกันทำ การสร้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านถือเป็นการปฏิวัติทางสังคม ที่ต่อมานำมาสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติเลยก็ว่าได้ เพราะต่อมามันได้นำพาพวกเราเข้าสู่สังคมที่เรียกว่าทุนนิยม การค้าแบบเสรีนิยม และรูปแบบสังคมยุคใหม่ขึ้นมาเหมือนเช่นทุกวันนี้ อิทธิพลของระบบการผลิตของ เฮนรี ฟอร์ด ต่อมามีชื่อเรียกกันในแวดวงวิชาการว่า Fordism และกลายเป็นรากฐานวิธีคิดของการทำงานแบบจันทร์-ศุกร์ เช้าถึงเย็นอย่างทุกวันนี้
สมัยผมเด็กกว่านี้ (อย่าได้ถามว่าเด็กเท่าไหร่) จำได้ว่าผมเคยอ่านเจอมุขตลกในการ์ตูน Garfield หลายครั้งที่มันเจอเหตุการณ์แย่ๆ มันมักจะพูดว่า “I Hate Monday” ซึ่งมันไม่ได้หมายถึงว่าวันนั้นเป็นวันจันทร์จริงๆ หากแต่ว่าเป็นการเปรียบเปรยเรื่องห่วยๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหลายว่า “เพราะว่ามันเป็นวันจันทร์ไง ถึงได้เป็นแบบนี้” เพราะเป็นวันเริ่มต้นของการทำงานไปอีก 5 วันเป็นอย่างน้อย กว่าจะถึงวันหยุดอีกรอบ ซึ่งในความรู้สึกของคนทำงานบางคน ก็คงต้องปลอบใจตัวเองว่าต้องทนกันไปอีกสี่ซ้าห้าวัน
ทว่า การคิดติดลบแบบนี้ตั้งแต่วันแรกในการทำงานประจำสัปดาห์ เป็นเรื่องที่ให้กำลังใจในการทำงานไหม ก็ตอบได้เลยว่าก็ไม่ใช่แน่ๆ การเริ่มต้นด้วยทัศนคติที่ติดลบ (แม้คุณจะบอกว่ามันเป็นแค่ตลกร้ายเท่านั้นก็ตาม) ก็อาจไม่ใช่เรื่องที่เข้าท่านัก Ed Harrold (http://www.edharrold.com) นักจิตวิทยาและนักประสาทวิทยาบอกไว้ว่า การที่คนเราพร่ำบอกว่าเราเกลียดวันจันทร์ นั่นหมายถึงว่าเรากำลังไม่พอใจกับวัฏจักรชีวิตที่เป็นอยู่ ณ เวลานี้ เป็นสัญญาณของความไม่สมดุลกันของชีวิตทำงานกับชีวิตส่วนตัว ซึ่งท้ายสุดมันแสดงออกมาเป็นความเหนื่อยหน่ายต่อการที่ต้องตื่นนอนตอนเช้าไปทำงาน มันอาจเป็นงานที่จำเจเสียจนคุณหาความท้าทายใหม่ๆ ไม่ได้แล้ว หรืออาจเป็นอาการของคนที่เบื่อเพื่อนร่วมงาน ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็แล้วแต่ ทว่ามันเป็นสัญญาณของชีวิตที่ไม่สมดุล ซึ่งแม้ว่างานที่ทำอยู่อาจเป็นงานที่ได้ผลตอบแทนสูง เป็นงานที่ทำให้คนคนนั้นมี Social Status ในสังคม แต่ภาวะของการเกลียดวันจันทร์ก็ยังเกิดขึ้นได้อยู่ดี
สมัยตายายผมยังอยู่ ตากับยายผมเป็นชาวสวนขนานแท้ ทำงานทุกวัน ทำงานหนักด้วย แต่ผมก็ไม่เคยได้ยินสักครั้งว่าพวกเขาเบื่องานที่พวกเขาทำ ด้านหนึ่งอาจเพราะเขาไม่มีทางเลือกในชีวิตมากนัก หรือไม่อีกด้านหนึ่งก็คือชีวิตและการทำงานของเขามันกลืนกินเข้าหากันจนแยกไม่ออก และที่สำคัญพวกเขาเป็นนายตัวเอง ไม่ได้มีสำนักแบบลูกจ้าง ชาวสวนทั้งหลายจึงไม่มีวันหยุด แต่อยากจะหยุดวันไหนก็จิ้มเอา หรืออยากจะทำอะไรเพิ่ม ก็ทำไปตามแต่ใจอยาก เป็นสำนักแบบเจ้าของกิจการโดยแท้
ความรู้สึกแบบนี้ดูขัดแย้งกับการทำงานแบบ Fordism และยิ่งมองไปในสังคมแบบทุนนิยมสมัยใหม่ด้วยแล้ว นี่ไม่ใช่สำนักแบบพนักงานกินเงินเดือนแน่ๆ บริษัทย่อมต้องการการทำงานที่แน่นอน ผลงานเกิดขึ้นมาจากการคิดเป็นระบบ เป็นลำดับขั้น มีการแบ่งงานกันทำและตรวจสอบได้ งานทั้งหมดสามารถวัดผลได้เป็นตัวเลข นั่นคือดอกผลของคนยุคนี้ซึ่งน่าจะต่างจากดอกผลของชาวสวนอยู่ไม่น้อย
ปัญหาการเบื่อวันจันทร์ ว่าไปไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในคนทำงานนะครับ เด็กนักเรียน นักศึกษาก็เป็น ซึ่งก็น่าคิดว่านั่นอาจจะเป็นผลจากการไม่ได้เตรียมตัวให้พร้อมของเยาวชนในการเข้าสู่ตลาดแรงงานยุคใหม่ พูดง่ายๆ คือเรียนเพื่อหางานกับเรียนเพื่อสิ่งที่ชอบนี่คนละเรื่องกันเลย หรือบางทีไม่ได้ทั้งสองอย่างก็ต้องเรียน เพราะไม่เคยรู้ว่าชีวิตนี้ต้องการอะไร
การเรียนในสถาบันการศึกษาตามค่านิยมแบบไทยๆ ของเราจึงไม่ได้ทำให้วัยรุ่นค้นพบว่าตัวเองอยากเป็นอะไรกันแน่ หรือหากโชคดีเจอ สังคมก็ไม่ได้สร้างตลาดไว้รองรับให้คนกลุ่มนี้มีที่ทางของตัวเอง ผมเคยไปบรรยายพิเศษให้นักศึกษาด้านแฟชั่นของมหาวิทยาลัยย่านอโศก รู้มาว่ามีนักศึกษาไม่ถึง 20% ที่ได้ทำงานที่ตัวเองเรียนมาจริงๆ ไปๆ มาๆ อาจมีแต่นักศึกษาสายวิทยาศาสตร์การแพทย์เท่านั้นละมั้งครับ ที่ได้ทำงานอย่างที่ตัวเองเลือกเรียนมาจริงๆ แต่ก็อีกนั่นแหละครับ การเรียนกับการทำงานก็คนละโลกกัน มันไม่มีอะไรการันตีอยู่ดีว่าหากได้มาทำงานตามที่ตัวเองเลือกเรียนมาจะสร้างความสุขและเติมเต็มชีวิตของตัวเองได้จริงๆ เพราะเงื่อนไขของชีวิตในกระแสทุนนิยมและการทำงานแบบ Fordism นั้น ชวนดูดวิญญาณของเรายิ่งนัก
ตอนนี้มีคนพูดถึงกันมากเรื่องการทำงานแบบ Life Integration คือผสมผสานเอาชีวิตและงานเป็นหนึ่งเดียวกัน มีการพูดถึงแนวคิดการทำงานแบบ Post-Fordism ที่มองว่าการทำงานสมัยใหม่ไม่จำเป็นต้องทำงานแบบไปนั่งที่โต๊ะทำงานที่บริษัท ตอกบัตรเข้างาน หรือทำงานเหมือนเครื่องจักร เพราะมันอาจไม่เข้าท่ากับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่และเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สร้างขึ้นรองรับงานบางอย่างที่จำเจ รวมถึงย่นระยะเวลาของการเดินทางไปที่ทำงานได้ เพราะใช้อินเทอร์เน็ตเป็นตัวเชื่อมโยงแทน สำนึกแบบชนชั้นกลางรุ่นใหม่เริ่มเปลี่ยนไป พวกเขาไม่ได้ไว้ใจกับการทุ่มเทให้กับบริษัทเต็มที่เหมือนคนรุ่นก่อน ไม่เชื่อเรื่องการทำงานแบบ Lifetime-Employed และบางคนถึงขั้นมองข้ามไปเลยว่า จบไปเป็นฟรีแลนซ์ไปเลยน่าจะมีอิสระกว่า ซึ่งก็อีกนั่นแหละ การไม่มีเวลางานตายตัว ก็อาจพาเราไปติดกับดักใหม่ก็เป็นได้ เพราะสุดท้ายเราก็ยังใช้ความคิดแบบโลกทุนนิยมเป็นฐานอยู่ดี
ฉะนั้น อย่าไปโทษวันจันทร์เลยครับ และอย่าไปถามหาเหตุหาผลให้มาก เพราะหากคุณยังไม่หนีไปบวช ยังไงก็หนีไม่พ้น
และยิ่งคิดมาก คนที่จะแย่ก็คือคุณ ไม่ใช่วันจันทร์







