posttoday
กฎแห่งกรรมกับงาน

กฎแห่งกรรมกับงาน

21 สิงหาคม 2559

โดย...ทายาท ศรีปลั่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะไนล์

โดย...ทายาท ศรีปลั่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะไนล์

ผู้เขียนขอใช้พื้นที่บทนี้เล่าเรื่องกฎแห่งกรรม เพราะผู้เขียนต้องการโยงเรื่องกฎแห่งกรรมเข้าสู่ชีวิตการทำงาน

ผู้อ่านคงทราบกันดีว่า พระพุทธศาสนาอธิบายว่าคนแต่ละคนที่เกิดมาเป็นผลจากกรรม ทั้งกรรมดีและกรรมไม่ดีของแต่ละคนติดตามมา

กรรมในมุมมองหนึ่งคือ กรรมที่คนคนนั้นได้ทำไว้แล้วในชาติที่แล้วอาจเป็นผลจากกรรมเก่ามาแล้วหนึ่งชาติหรือหลายชาติก็ตาม หรือไม่ก็เป็นกรรมที่คนแต่ละคนนั้นได้กระทำไว้ในชาตินี้ นอกจากนี้คำสอนในพระพุทธศาสนาจำแนกประเภทของกรรมและผลของการทำกรรมไว้เป็นหมวดหมู่

เริ่มตั้งแต่ลักษณะของ “วิบากกรรม” อันเกิดจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต การลักทรัพย์ การผิดเรื่องคู่ครอง การพูดเท็จเพ้อเจ้อ รวมถึงผลของ “กุศลกรรม” จากการอนุเคราะห์ชีวิต การให้ทานช่วยเหลือผู้อื่น การสำรวมในกามและการวางตัวและลักษณะของกุศลกรรมอันเกิดจากการพูดจาไพเราะเป็นประโยชน์ ไม่เพียงเท่านี้วิบากกรรมสามารถส่งผลออกมาทางกายภาพและทางจิตใจ คือนอกจากจะได้รับผลวิบากทางกายแล้วกรรมก็ส่งผลต่อสภาพจิตใจด้วย

ผู้เขียนขอนำท่านผู้อ่านเรียนรู้คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจากพระไตรปิฎก ซึ่งได้กล่าวเรื่องของกรรมในอกุศลมูลสูตร ซึ่งสรุปได้ว่า อกุศลมูล (รากเหง้าแห่งอกุศล) มี 3 อย่าง คือ โลภะ โทสะ โมหะ บุคคลทำกรรมเพราะมี โลภะ โทสะ โมหะ ทางกาย วาจา ใจ เรียกว่าอกุศลกรรมและมีผลทำให้เป็นทุกข์ ลำบาก คับแค้น เดือดร้อน

กุศลมูล (รากเหง้าแห่งกุศล) มี 3 อย่าง คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ บุคคลทำกรรมโดยไม่มี โลภะ โทสะ โมหะ ทางกาย วาจา ใจ เรียกว่า “กุศลกรรม” และมีผลทำให้อยู่เป็นสุข ไม่ลำบาก ไม่คับแค้น ไม่เดือดร้อน

ดังนั้นผู้อ่านจะสังเกตเห็นว่าพระพุทธองค์ได้ตรัสถึงวิธีการก่อกรรมของบุคคลได้ 3 ทาง คือ กายกรรม หรือกรรมที่กระทำทางกาย วจีกรรม คือกรรมที่กระทำทางวาจา และมโนกรรม คือกรรมที่กระทำทางใจ

อีกอย่างหนึ่งผู้อ่านจะสังเกตว่าพระพุทธองค์จะให้ความสำคัญกับความคิด คือ “มโนกรรม” เพราะจัดเป็นกรรมเช่นกันเนื่องจากทุกขณะจิตที่คิดจะมีกิเลสเกิดขึ้นกำกับอยู่เสมอและเป็นจุดเริ่มต้นของการทำกรรมที่มีผลสืบต่อให้กระทำกรรมทางกายและทางวาจา

พระพุทธศาสนาจัดว่า มโนกรรมที่ให้โทษร้ายแรงที่สุด คือ มิจฉาทิฐิ คือความเห็นผิดเป็นชอบ เห็นชอบเป็นผิด และมโนกรรมที่เป็นความดีสูงสุดคือ สัมมาทิฐิ คือเห็นดีเป็นดี เห็นชั่วเป็นชั่ว ดังนั้น “ทิฐิ” ในทางพระพุทธศาสนาจะเป็นตัวกำหนดวิถีชีวิตของบุคคลเมื่อบุคคลทำกรรมตลอดเวลาที่ตื่นอยู่ ไม่ทางมโนกรรมก็ทางกายกรรม หรือวจีกรรม

ข้อสังเกตอีกอย่างคือ การทำบาปที่คนอื่นสัมผัสได้ทันทีคือ การทำบาปทาง “วาจา” หรือวจีกรรม ผู้เขียนอยากย้ำเรื่องวจีกรรมให้ลึกขึ้นกว่าเดิม คือ วจีกรรมนอกจากคำพูดแล้วยังหมายถึงผู้ทำกรรมได้ใช้วาจาเพื่อทำกรรมอย่างอื่นด้วย

การจะตัดสินว่าเป็นกรรมทางใด ให้ดูว่ากรรมนั้นสำเร็จบริบูรณ์ด้วยอะไร กาย หรือวาจา ถ้าสำเร็จด้วยทางใดถือว่าเป็นกรรมทางนั้น เช่น การฆ่าคนที่ไม่ได้ลงมือเองแต่ใช้วาจาจ้างผู้อื่นทำแทนจัดเป็นกายกรรมแต่ใช้วาจาประกอบ ถือว่าจุดสมบูรณ์อยู่ที่กาย การเขียนเรื่องโกหกให้คนอ่านเชื่อจัดเป็นการกระทำทางวจีกรรมเพราะเป็นเรื่องภาษาการสื่อสาร

กรรมเหล่านี้ที่ผู้เขียนกล่าวมาล้วนมีผลต่อชีวิตการทำงานทั้งสิ้น ผู้เขียนจะสะท้อนตัวอย่างในบทความต่อไปว่า คนทำงานบางคนทำไมเก่งแล้วก้าวหน้า แต่บางคนเก่งแล้วไม่ก้าวหน้า

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล