
ใช้ ‘กองทัพมด’ ลด ‘วิกฤตศรัทธา’ ในองค์กร
ไม่นานมานี้ผมมีโอกาสได้คุยกับผู้บริหารท่านหนึ่ง สังเกตเห็นได้ถึงความหนักใจบนสีหน้าเนื่องจากธุรกิจอยู่ในช่วงขาลง
โดย...ดร.ต้อง เดอะ ฟิลเตอร์ ภาพ รอยเตอร์ส
ไม่นานมานี้ผมมีโอกาสได้คุยกับผู้บริหารท่านหนึ่ง สังเกตเห็นได้ถึงความหนักใจบนสีหน้าเนื่องจากธุรกิจอยู่ในช่วงขาลง พนักงานที่มีอยู่ก็เริ่มแตกออกเป็นก๊กเป็นพวก บรรยากาศการทำงานเป็นทีมเริ่มไม่มี ต่างคนต่างโทษกัน จนทำให้นายหนักใจ ปวดหัว ต้องมาคิดทั้งเรื่องธุรกิจ และธุระลูกน้อง ที่เอาแต่เรื่องปวดหัวมารายงานให้ทราบอยู่เรื่อยๆ
จนในที่สุด องค์กรเครียดตามกันไปหมด เกิดข่าวลือไปต่างๆ นานา เริ่มจากคนไม่กี่คน ขยายผลไปเรื่อยๆ ให้จัดการยากขึ้นกว่าเก่าอีก
ผู้บริหารท่านนี้อยากเรียกศรัทธาพนักงานคืนมา เพราะองค์กรไม่สามารถขับเคลื่อนได้ หากสุขภาพจิตของแต่ละคนยังเป็นอย่างนี้ ความภักดีต่อองค์กรที่เคยมี วันนี้หายไปเหมือนควัน หลายคนพานเริ่มบ่นว่า ถ้ายังเป็นอย่างนี้ คงไม่อยากอยู่ต่อ ที่อยู่คือทนอยู่
ทีนี้เริ่มมึน เพราะกลายเป็นว่าเขาต้องปรับโมเดลธุรกิจไปพร้อมกับทัศนคติพนักงาน ซึ่งถือได้ว่าเป็นงานยาก เพราะลำพังโมเดลธุรกิจยังพอคิดออก เนื่องจากได้สั่งสมวิชามาพอควรจากผู้รู้จริง แต่พอมาเรื่องใจคน ผู้บริหารท่านนี้ออกตัวเลยว่าไม่ถนัดอย่างแรง
เวลาจะดูแลครอบครัวตัวเองยังไม่ค่อยมี หากพนักงานที่มี ทำตัวให้ดูแลยากเข้าไปอีก คงได้แต่ก่ายหน้าผาก และเรียกมาสั่งมาสอน อาจไปถึงด่าตรงๆ (เอาง่ายไว้ก่อน) แต่รู้เลยว่า ทำไปก็ยิ่งแย่ เพราะไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ
ปัญหาเรื่องทัศนคติลบๆ ต่อองค์กร เท่าที่ผมสังเกต มักถูกจุดชนวนมาจากคนไม่กี่คน ที่เริ่มพูดมาก แต่ทำน้อย คอยรบกวนจิตใจคนอื่น คนส่วนนี้อาจต้องเรียกพวกเขามาคุยจริงๆ เพื่อปราม และพยายามไม่ให้สร้างประเด็นเพิ่ม เพราะจริงๆ องค์กรพังเพราะคนไม่กี่คน ที่พูดมาก แต่ทำน้อย
แต่สิ่งที่อาจต้องทำคู่กันไปคือ เสริมสร้างบรรยากาศของการร่วมไม้ร่วมมือ โดยหาพนักงานบางคนที่ยังมีทัศนคติดีๆ มาช่วยเราสร้างศรัทธาในองค์กรคืนมา พนักงานเหล่านี้แม้มีไม่ค่อยมากและทำตัวไม่เด่นนัก แต่พวกเขาเด่นที่นิสัยเสมอต้นเสมอปลาย นิสัยของเขาจะกลายเป็น “ทรัพยากร” (Asset) สำคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เหมือนเป็นข้อต่อให้องค์กรเดินจากจุดเดิมไปสู่จุดใหม่ได้ สิ่งที่คนเหล่านี้มีคือ
หนึ่ง พูดให้กำลังใจตัวเองและคนอื่นเสมอ
สอง พูดถึงองค์กรเหมือนพูดถึงตัวเอง
สาม พูดถึงความภูมิใจที่มีต่อการเสียสละของตัวเองและคนในองค์กร
สี่ พูดเรื่องเครียดให้ขำ
ห้า อธิบายจุดยืนตัวเองได้ดี คนอื่นไม่รู้สึกแย่
หก ระวังอารมณ์ตัวเองไม่ให้กระทบองค์กร
เจ็ด เวลาเครียด พวกเขามักไม่ค่อยสร้างประเด็นเพิ่ม มีแต่ลดแรงเสียดทานที่ตัวเองมีกับองค์กร และมักเก็บอารมณ์ไม่พูดในสิ่งที่ไม่จำเป็น ในเวลาที่ยังไม่จำเป็นต้องพูด
เรียกพวกเขามาทำความเข้าใจกับความตั้งใจจริงของเรา ในการปรับแผนธุรกิจและการสร้างทัศนคติเชิงบวกต่อองค์กร อย่าทำคนเดียว เพราะเวลาที่องค์กรเกิด “วิกฤตศรัทธา” เราต้องมี “กองทัพมด” ช่วยประชาสัมพันธ์เพื่อสรรค์สร้างบรรยากาศให้กลับมาดี
วัฒนธรรมองค์กรที่เกิดจากกลุ่มคนที่มีทัศนคติด้านบวกต่อองค์กรอยู่แล้ว หากเราใช้พวกเขาเป็น พวกเขาจะกรุยทางให้ผู้บริหารทำงานง่ายขึ้น
ผู้บริหารหนุ่มท่านนี้ได้ลองเอาคำแนะนำเล็กๆ ของผมไปลองทำ ปรากฏว่าได้ผล เพราะเสียงกลุ่มคนที่มีทัศนคติดีดังกว่าเสียงของกลุ่มคนพาล องค์กรพลิกฟื้นกลับมา เพราะสามารถรักษาบรรยากาศดีๆ ไว้ได้ และที่สำคัญคือ ผู้บริหารคนนี้ไม่ได้คิดคนเดียว เขามีแนวร่วมเวลาองค์กรเจอทางตัน
แนวร่วมของเขาคือ “กองทัพมด” ของกลุ่มคนทัศนคติดี คอยช่วยดันองค์กรอีกแรงหนึ่ง
ขอให้คุณเจอกองทัพมดนั้นในวันที่องค์กรเจอวิกฤตศรัทธา
รักคุณ
ดร.ต้อง เดอะ ฟิลเตอร์







