
‘เดนมาร์ก’ ดินแดนแห่งศิลป์และสุข ‘ประเทศที่ผู้คนมีความสุขมากที่สุดในโลก’
นั่นเป็นเหตุผลหลักของรายการโลก 360 องศา ในการกลับมาเยือน “เดนมาร์ก” อีกครั้ง ประเทศที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า
โดย...ทีมงานโลก 360 องศา [email protected]
นั่นเป็นเหตุผลหลักของรายการโลก 360 องศา ในการกลับมาเยือน “เดนมาร์ก” อีกครั้ง ประเทศที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ราชอาณาจักรเดนมาร์ก” โดยรายงานขององค์การสหประชาชาติ WORLD HAPPINESS REPORT 2016 ได้จัดอันดับให้เดนมาร์กเป็นประเทศที่ประชากรมีความสุขมากที่สุดในโลก และไม่ใช่ครั้งแรกที่ประเทศนี้ได้รับการจัดอันดับในเรื่องนี้ แต่เดนมาร์กได้รับการจัดอันดับติดต่อกันหลายครั้งตั้งแต่ปี 2013 2014 ต่อมาในปี 2015 ตกลงไปอยู่อันดับ 3 แต่ในปี 2016 นี้ ก็กลับขึ้นมาอยู่อันดับ 1 อีกครั้ง
ประวัติศาสตร์ของเดนมาร์กมีมายาวนาน บรรพบุรุษของชาวเดนมาร์กไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือ “ชาวไวกิ้ง” บรรพบุรุษของผู้คนแถบสแกนดิเนเวียที่คนส่วนใหญ่ได้ยินชื่อเสียงมานาน ว่ากันว่าจุดเด่นของชาวไวกิ้งคือการปกครองที่มีระบบระเบียบ ผู้คนเคารพกฎหมาย ให้ความสำคัญกับสิทธิความเท่าเทียม และมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม
และสังคมสูงมาก ชาวเดนมาร์กสืบทอดคุณสมบัติเหล่านี้มาจากบรรพบุรุษ และปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัย จนกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่นำมาซึ่งความมั่นคงของประเทศและความสุขของผู้คนในปัจจุบัน
ชาวไวกิ้งซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชาวเดนมาร์กนั้น ยังมีฝีมือทางด้านการต่อเรือ ทำให้สามารถล่องเรือไปในดินแดนอันห่างไกล และกิจการเดินเรือของชาวเดนมาร์กก็สืบทอดกันมาจนถึงทุกวันนี้ เรียกได้ว่าชาวเดนมาร์กสืบเชื้อสายนักประดิษฐ์มาตั้งแต่บรรพบุรุษเลยก็ว่าได้ และความโดดเด่นในด้านอุตสาหกรรมการต่อเรือนี่เอง ที่เดนมาร์กใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์กับนานาประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์นั้น มีชาวต่างชาติเข้ามามีบทบาทในด้านต่างๆ อยู่เป็นจำนวนมาก “พระยาชลยุทธโยธินทร์” หรือ Andre du Plessis de Richelieu ชาวเดนมาร์กเชื้อสายฝรั่งเศส นับเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญ โดยเฉพาะในด้านการต่อเรือและการเดินเรือ ได้รับการไว้วางพระราชหฤทัยให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือของกองทัพเรือสยาม และเป็นผู้ออกแบบป้อมพระจุลจอมเกล้า รวมถึงเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรป พระยาชลยุทธโยธินทร์รับหน้าที่กัปตันเรือพระที่นั่งทุกครั้งอีกด้วย
ความสัมพันธ์ระหว่าง “ราชอาณาจักรไทย” และ “ราชอาณาจักรเดนมาร์ก” ในหลากหลายระดับมีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ทุกวันนี้มีสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโคเปนเฮเกน ทำหน้าที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงคอยดูแลคนไทยในเดนมาร์กซึ่งมีอยู่นับหมื่นคน และนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางไปยังกรุงโคเปนเฮเกนจากประเทศไทย ก็สามารถบินตรงจากรุงเทพเข้าโคเปนเฮเกน โดยสายการบินไทย ซึ่งให้บริการทุกวัน วันละ 1 เที่ยวบิน ได้อย่างสะดวกสบาย
ในกรุงโคเปนเฮเกนนั้น มีเรื่องราวที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นนักประดิษฐ์และมีความคิดสร้างสรรค์ของชาวเดนมาร์กปรากฏอยู่แทบทุกหนแห่ง โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนมีกิจกรรมต่างๆ มากมายให้ชาวเดนมาร์กและนักท่องเที่ยวได้สนุกสนานตื่นตาตื่นใจ และ “สวนสนุก Tivoli” นับเป็นหนึ่งในตัวอย่างความช่างคิดของชาวเดนมาร์ก ที่นี่เป็นสวนสนุกที่เก่าแก่เป็นอันดับ 2 ของโลก ส่วนอันดับ 1 ของโลกนั้น ก็อยู่ที่เดนมาร์กอีกเช่นกัน หากแต่อยู่นอกเมืองออกไป
แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมมาเยือน Tivoli มากกว่า เนื่องจากมีการจัดวางเครื่องเล่นต่างๆ ให้สอดรับไปกับภูมิทัศน์ของการตกแต่งประดับประดาสวนด้วยต้นไม้และดอกไม้นานาพรรณ โดย “Roller Coasters” หรือรถไฟเหาะไม้ที่สร้างมาตั้งแต่ปี 1914 ของที่นี่มีชื่อเสียงมาก และที่น่าตื่นตาตื่นใจ มีคนต่อคิวเล่นมากที่สุดเห็นจะเป็น “The Vertigo” ซึ่งได้รับการโหวตให้เป็น Europe’s Best Ride ในปี 2014
ตรงข้ามกับสวนสนุก Tivoli ยังเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์ “Hans Christian Andersen” นักประพันธ์เลื่องชื่อชาวเดนมาร์ก เจ้าของผลงาน “The Little Mermaid” ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ทำให้ทุกวันนี้ใครที่มีโอกาสมาเยือนประเทศเดนมาร์ก มักจะต้องหาเวลามาถ่ายรูปกับรูปปั้นนางเงือกน้อยไว้เป็นที่ระลึกจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของกรุงโคเปนเฮเกนไปแล้ว
สถานที่อีกแห่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาด นั่นคือ “The National Gallery of Denmark” หรือ SMK นอกเหนือจากผลงานของศิลปินในกลุ่มนอร์ดิกที่มีชื่อเสียงแล้ว ยังมีผลงานของศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับโลก และห้องกิจกรรมต่างๆ ให้ฝึกประสบการณ์ด้านศิลปะอีกด้วย โดยเฉพาะเด็กๆ ในช่วงหน้าร้อนจะมีกิจกรรมสร้างเสริมประสบการณ์และจินตนาการทุกวัน นับเป็นแนวคิดของการสร้างพื้นฐานที่ดีมากให้แก่เยาวชนที่จะเติบโตเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของประเทศต่อไป
พวกเรายังได้มีโอกาสไปเยือน “ตลาด Torvehallerne” ตลาดสินค้าออร์แกนิกขนาดใหญ่ มีสินค้าหลากหลายให้เลือก แม้ชาวเดนมาร์กจะได้ขึ้นชื่อว่ามีสวัสดิการที่ดีในเรื่องการรักษาพยาบาล แต่ก็ให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพและอาหารการกินอย่างมากควบคู่กันไป โดยรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนสินค้าออร์แกนิกอย่างชัดเจน มีเจ้าหน้าที่คอยตรวจประเมินฟาร์มออร์แกนิกอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าสินค้าออร์แกนิกจะมีราคาสูงกว่าสินค้าปกติราว 20% แต่ความนิยมกลับมีมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงขนาดที่ว่ามีการตั้งเป้าหมายในอนาคตให้โคเปนเฮเกนเป็นศูนย์กลางอาหารออร์แกนิกของโลกกันเลยทีเดียว
ชาวเดนมาร์กนับว่ามีรายได้สูงมาก แต่ขณะเดียวกันก็เสียภาษีในอัตราที่สูงมากเช่นเดียวกัน ตัวอย่าง VAT หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม ขณะที่ประเทศไทยอยู่ที่ 7% แต่ที่เดนมาร์กสูงถึง 25% เมื่อรวมกับภาษีอื่นๆ ด้วยแล้ว คนเดนมาร์กอาจจะต้องเสียภาษีสูงถึง 50% ของรายได้ เพื่อแลกกับการเป็นรัฐสวัสดิการ ซึ่งคนส่วนมากก็ยินดีจ่ายเพื่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีไปจนถึงวัยเกษียณ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะชาวเดนมาร์กมี “ความเชื่อมั่น” ต่อการบริหารจัดการ และให้ความสำคัญกับ “คุณภาพ” มากกว่าปริมาณ และนำมาซึ่ง “ความสุข” ในรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของที่นี่ ติดตามเรื่องราวของ “เดนมาร์ก” ดินแดนแห่งศิลป์และสุข ได้ในรายการโลก 360 องศา คืนวันเสาร์ ทาง ททบ.5







