posttoday
สตาร์ทอัพพันธุ์ไทย พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคดิจิทัล

สตาร์ทอัพพันธุ์ไทย พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคดิจิทัล

13 สิงหาคม 2559

สตาร์ทอัพ หรือผู้เริ่มต้นธุรกิจใหม่ กำลังเติบโตอย่างร้อนแรงในประเทศไทย เนื่องด้วยเทคโนโลยีและการสื่อสาร

โดย...กองบรรณาธิการ

สตาร์ทอัพ หรือผู้เริ่มต้นธุรกิจใหม่ กำลังเติบโตอย่างร้อนแรงในประเทศไทย เนื่องด้วยเทคโนโลยีและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น พฤติกรรมการทำงานของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป จากงานบริษัทสู่เทรนด์การทำงานอิสระที่ไม่มีข้อจำกัดใดๆ สตาร์ทอัพจึงตอบโจทย์  เพราะงานอิสระที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีไอทีเข้ามาช่วยแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่งให้กับผู้คนผ่านระบบออนไลน์

ในขณะเดียวกัน สตาร์ทอัพกลายเป็นความหวังใหม่ที่รัฐบาลต้องการจะส่งเสริมให้เป็นหนึ่งในหัวขบวนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยุคดิจิทัลอีโคโนมี

กระทรวงวิทย์เร่งผลักดันเขตชุมชนสตาร์ทอัพ 4 หัวเมืองใหญ่

ล่าสุดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่เป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการสตาร์ทอัพไทย กำลังวางรูปแบบสร้างหัวเมืองหลักของประเทศไทยสู่เขตชุมชน สตาร์ทอัพ (Start up District) 4 หัวเมืองนำร่อง ประกอบไปด้วย 1.กทม. 2.เชียงใหม่ 3.ขอนแก่น และ 4.ภูเก็ต โดยมีข้อมูลระบุว่าสตาร์ทอัพในประเทศไทยมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 500 ราย โดยมีศูนย์กลางส่วนใหญ่อยู่ใน กทม. สัดส่วน 80% เชียงใหม่ 10% และภูเก็ต 5% ส่วนที่เหลือเป็นจังหวัดต่างๆ รวมถึง จ.ขอนแก่น

พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เล่าให้ฟังว่า ในเบื้องต้นจะผลักดันให้เกิดการทำเขตชุมชนสตาร์ทอัพใหม่จำนวน 2 แห่ง ในปี 2559 ทั้งใน กทม.และเชียงใหม่ หลังจากนั้นจะขยายไปในเมืองอื่นต่อไป โดย กทม.เลือกบริเวณย่านสยามสแควร์ เพราะเป็นพื้นที่ใจกลางเมือง และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความพร้อมสร้างสตาร์ทอัพ จึงจะเป็นการพัฒนาร่วมกันระหว่างกระทรวงและมหาวิทยาลัย

พื้นที่ต่อมาคือ จ.เชียงใหม่ ย่านถนนนิมมานเหมินทร์ ที่มีความพร้อมและมีผู้ประกอบการสตาร์ทอัพจำนวนมาก โดย จ.เชียงใหม่ ที่เป็นเมืองสร้างสรรค์ (Creative Valley) จึงจะผลักดัน จ.เชียงใหม่ และภาคเหนือตอนบนให้เป็นศูนย์กลางสตาร์ทอัพ ทั้งด้านดิจิทัลและไอที อาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม สุขภาพและความงาม รวมทั้งได้สนับสนุนให้จัดตั้งสมาคมการค้าเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่ในภาคเหนือแล้ว อีกทั้งการจัดงานสตาร์ทอัพที่ จ.เชียงใหม่ ช่วงวันที่ 5-7 ส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อต้องการกระตุ้นความสนใจคนรุ่นใหม่ และนักลงทุนสร้างสตาร์ทอัพใหม่ๆ ซึ่งมีผู้สนใจเข้ามาชมงานจำนวนมาก

การผลักดันสตาร์ทอัพไม่ได้มีเพียงการจัดงาน ยังมีโครงการหลายด้านของกระทรวง ทั้ง “โครงการสร้างผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรมรุ่นใหม่ภาคเหนือ” เพื่อมุ่งสร้างสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพธุรกิจระดับสูง และให้เติบโตก้าวกระโดด รวมถึงการร่วมมือกับอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสภาหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ที่มีเครือข่ายทายาทนักธุรกิจรุ่นใหม่ มาสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพรายใหม่ และจัดกิจกรรมค้นหาสตาร์ทอัพ

ขณะเดียวกัน สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. มีมาตรการสนับสนุนเงินอุดหนุนการตั้งต้นธุรกิจ โดยให้การส่งเสริมรูปแบบเงินทุนให้เปล่าที่ให้การเงินอุดหนุนไม่เกิน 90% หรือไม่เกิน 6 แสนบาท/โครงการ จะทำต่อเนื่อง 4 ปี คาดว่าจะก่อให้เกิดธุรกิจสตาร์ทอัพในภาคเหนือ ที่มีมูลค่าทางธุรกิจเบื้องต้นเฉลี่ย 5 ล้านบาท/ราย เป็นจำนวนผู้ประกอบการไม่ต่ำกว่า 240 ราย และจะสร้างมูลค่าทางธุรกิจสูงถึง 1,200 ล้านบาท

นอกจากนี้ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เปิดตัวโคเวิร์กกิ้ง สเปซ ครั้งแรกในชื่อ เดอะ บริค (The Brick) อยู่บนถนนศิริมังคลาจารย์ ใกล้กับย่านนิมมานเหมินทร์ จ.เชียงใหม่ ที่จะเปิดให้สตาร์ทอัพเข้ามาใช้บริการ ถือว่ามีเครือข่ายการส่งเสริมด้านต่างๆ แก่สตาร์ทอัพอย่างครบวงจร ทั้งการให้ความรู้ การแนะนำ อบรม และการขยายธุรกิจ

ทั้งหมดเป็นนโยบายเบื้องต้นกับการสร้างสตาร์ทอัพใน จ.เชียงใหม่ ที่เป็นจังหวัดนำร่อง เพื่อผลักดันให้มีผู้ประกอบการรายใหม่ในภาคเหนือเพิ่มมากขึ้น

ส่วนที่ จ.ขอนแก่น ได้วางรูปแบบสร้างสตาร์ทอัพในแนวคิด “แม่โขง คอนเนก” ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น คาดว่าจะจัดทำชุมชนสตาร์ทอัพในมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดย จ.ขอนแก่น เป็นเมืองที่มีศักยภาพ และเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงกับประเทศต่างๆ ในกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง ทั้งประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม (ซีแอลเอ็มวี) รวมถึงมีเครือข่ายการสร้างสตาร์ทอัพรายใหม่ที่ภาครัฐให้การสนับสนุน

ขณะที่ จ.ภูเก็ต ได้วางรูปแบบให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจสตาร์ทอัพนานาชาติ โดยเป็นเมืองที่มีผู้ประกอบการสตาร์ทอัพต่างประเทศสนใจเข้าไปลงทุน และยังเชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้านของไทย ทั้งประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย รวมทั้งการส่งเสริมความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ ที่สามารถสร้างศูนย์บ่มเพาะผ่านมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้

ทั้งนี้ การผลักดันการสร้างเขตชุมชนสตาร์ทอัพในภูมิภาค จึงสอดคล้องกับการจัดงานสตาร์ทอัพไทยแลนด์ ที่กระทรวงวิทย์ได้จัดในภูมิภาคต่างๆ ตลอดปีนี้ เพื่อการกระตุ้นและทำให้คนรุ่นใหม่ที่มีไอเดียและมีนวัตกรรม สนใจก้าวสู่สตาร์ทอัพเพิ่มมากขึ้น รวมถึงยังเป็นนโยบายที่สอดรับกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จะทำเมืองสมาร์ทซิตี้นำร่องในเชียงใหม่และภูเก็ตเช่นกัน

รวมพลสตาร์ทอัพพันธุ์ไทยความหวังใหม่ยุคดิจิทัลอีโคโนมี

สำหรับสตาร์ทอัพที่มีอยู่มากมายในเวลานี้ ที่โดดเด่นและชัดเจนที่สุด คือ สตาร์ทอัพด้านการเงิน หรือฟินเทค ที่ได้รวมกลุ่มกันเป็นชมรมฟินเทค (Financial Tech) โดยมี กรณ์ จาติกวณิช เป็นประธานชมรม โดยมีเป้าหมายคือ ประการแรก ช่วยลดต้นทุนธุรกรรมทางการเงินทุกประเภทให้คนไทยทุกคน ประการที่สอง ช่วยให้คนไทยทุกระดับเข้าถึงข้อมูลและการบริการทางการเงิน

ประการที่สาม ช่วยกระตุ้นให้การแข่งขันในอุตสาหกรรมการเงินการลงทุนมีความโปร่งใสและยุติธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับลูกค้ารายเล็ก และประการที่สี่ ช่วยส่งเสริมให้ฟินเทคไทยเข้มแข็ง และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

สำหรับสมาชิกของชมรมฟินเทคจะมีทั้งหน่วยงานกำกับของรัฐ ธนาคาร สตาร์ทอัพฟินเทค เวนเจอร์แคปปิตอลที่สนับสนุนฟินเทค เวนเจอร์แคปปิตอล ผู้ที่ีสนใจและสมาชิกทั่วไป ทั้งนี้ชมรมนี้จะคัดเลือกสมาชิกที่เป็นสตาร์ทอัพสัญชาติไทยเท่านั้น 

สำหรับสตาร์ทอัพในกลุ่มฟินเทคมีอยู่มากมายที่เสนอบริการในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป เช่น

ไอแท็ก (iTAX) ซึ่งเป็นปรึกษาภาษีออนไลน์ เพื่อเป็นที่ปรึกษาภาษีออนไลน์ให้ประชาชนใช้บริการโดยไม่คิดค่าบริการ และร่วมกับบริษัทช่วยวางแผนภาษีให้พนักงาน

“เคยอยู่สหรัฐ คนที่นั่นจะกังวลเรื่องภาษีกันมาก มีการวางแผนภาษี ประชาชนสามารถมีที่ปรึกษาส่วนตัวได้” ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ หรือ ดร.เรือบิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไอแท็ก (iTAX)  หนึ่งในสมาชิกที่ร่วมก่อตั้งชมรมฟินเทค กล่าว

ทั้งนี้ เว็บไซต์ www.iTAX.in.th จะมีรายได้จากโฆษณาสินค้าจากภาษี เช่น บริษัทประกัน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) ที่ลงโฆษณาสินค้า กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) ผู้ให้บริการแต่ละอุตสาหกรรม

ดร.เรือบิน จบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทุนศึกษาต่อปริญญาเอกสาขาเดียวกันที่มหาวิทยาลัยเทกซัสที่ เมืองอาลิงตัน สหรัฐอเมริกา มีประสบการณ์ทำงานในบริษัทเทคโนโลยีสารสนเทศระดับโลกแห่งหนึ่ง เป็นนักวิชาการมีผลงานตีพิมพ์ในต่างประเทศ 11 ฉบับ และเป็นที่ปรึกษาอยู่ในสหรัฐอเมริการวม 10 ปี ต่อมาได้ย้ายกลับมาประเทศไทยเป็นที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสรรพสามิต และอีกหลายหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง

รีฟินน์ (Refinn) เป็นบริการฟินเทคที่เกิดจากแนวคิดที่ว่า การจะทำให้คนมั่งคั่งขึ้นได้ต้องทำให้ฝั่งหนี้สินลดลงด้วย เพราะคนส่วนใหญ่ยังมีหนี้สิน โดยเฉพาะหนี้จากการซื้อบ้าน เช่น กู้บ้านราคา 2 ล้านบาท ถ้าผ่อน 30 ปี ต้องจ่ายดอกเบี้ยประมาณ 3 ล้านบาท รวมแล้ว 5 ล้านบาท เพราะไม่รู้จักการรีไฟแนนซ์ ที่จะช่วยให้ดอกเบี้ยลดลงเหลือ 2 ล้านบาท หรือประหยัดไป 1 ล้านบาท ดอกเบี้ยบ้านจึงเป็นภาระที่สูง แต่หากสามารถรีไฟแนนซ์ได้ชีวิตน่าจะดีขึ้น เพราะมีเงินเหลือจากค่าดอกเบี้ยที่ลดลง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันคนซื้อบ้าน
รีไฟแนนซ์เงินกู้น้อย เพราะขั้นตอนอาจจะยุ่งยากและเลือกไม่ถูกว่าโปรโมชั่นไหนที่ให้ประโยชน์เหมาะสมกับตัวเองและได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยที่ดีที่สุด เพราะปัจจุบันธนาคาร 15 แห่ง มีโปรโมชั่นสินเชื่อบ้านถึง 84 แบบ เฉลี่ยแบงก์ละ 5 แบบ ทำให้คนเลือกไม่ถูก และมักเลือกไปที่ 3 แบงก์ใหญ่ และนำอัตราดอกเบี้ยหรือโปรโมชั่นมาเรียงแล้วเดาว่าโปรโมชั่นไหนจะดีสุด ทั้งที่มันเดาไม่ได้เลย เพราะเป็นสูตรทางการเงิน

สำคัญกว่านั้นคือ โปรโมชั่นดอกเบี้ยถูกที่สุดใน 84 แบบนั้น เหมาะสำหรับผ่อน 30 ปี แต่ถ้าผ่อน 20 ปีจะเป็นอีกโปรโมชั่นหนึ่ง หรือถ้าผ่อนแบบมีประกันก็จะเป็นอีกโปรโมชั่นหนึ่ง หรือการรีไฟแนนซ์ต่อเนื่องก็จะเป็นอีกอันหนึ่ง เป็นต้น ไม่เหมือนกัน

สิ่งที่รีฟินน์ทำคือจะเข้าไปช่วยหยิบโปรที่ดีที่สุดให้คุณ โดยมีสูตรคำนวณให้ผู้ต้องการรีไฟแนนซ์ เพียงกรอกข้อมูลหนี้คงเหลือ ระยะเวลาคงเหลือในการผ่อน หลังจากนั้นโปรแกรมจะคำนวณออกมาว่าโปรโมชั่นที่คุณผ่อนอยู่เสียดอกเบี้ยทั้งหมดเท่าไหร่ และระบบจะเลือกโปรโมชั่นที่ดีที่สุดให้จาก 84 แบบ ว่าแบบใดดีที่สุด ช่วยประหยัดดอกเบี้ยเท่าไหร่ รวมทั้งจัดแผนการในการชำระหนี้บ้านให้ได้ตามความต้องการของแต่ละคนด้วย

นิลทิตา เลิศเรืองศุภกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท รีฟินน์ อินเตอร์เนชั่นแนล ดอทคอม กล่าวว่า สิ่งที่อยากให้รัฐสนับสนุนฟินเทค คือให้รัฐใส่เงินให้ถูกที่ อย่างในสิงคโปร์ถ้าใครคิดโปรแกรมที่ได้ประโยชน์ในการเข้าถึงและต้องลงทุน รัฐบาลจะช่วยอุดหนุนเลย 50% ของเงินลงทุน แต่บริการนั้นๆ รัฐต้องเข้าถึงและติดตามผลงานได้ตลอด ฟินเทคที่มีคุณภาพของไทยก็น่าจะได้รับการสนับสนุนให้ตรงจุดแบบเดียวกันได้

โฟลแอ็กเคาต์ (FlowAccount) คือ ระบบบัญชีออนไลน์แบบใช้งานง่ายๆ เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก หรือเอสเอ็มอี ใช้งานผ่านระบบคลาวด์ ทำให้สามารถทำงานด้านบัญชีได้สะดวกทุกที่ทุกเวลา

กฤษฎา ชุตินธร ผู้ก่อตั้งและพัฒนาแอพพลิเคชั่นโฟลแอ็กเคาต์ กล่าวว่า แนวคิดในการพัฒนาแอพพลิเคชั่นนี้ขึ้นมา เป็นเพราะไม่มีความรู้ด้านการจัดการบัญชีเลย ในฐานะที่ต้องรับช่วงต่อกิจการของที่บ้านที่มีมายาวนานกว่า 10 ปี ทำให้ต้องพยายามศึกษาและหาข้อมูลให้มากที่สุด แต่ก็ยังไม่มีระบบให้ใช้งาน แม้ว่าจะนำระบบบัญชีของอเมริกาหรือจีนมาใช้ก็ไม่สามารถใช้ได้กับระบบภาษีและขั้นตอนต่างๆ ในไทย เพราะขั้นตอนการทำบัญชีของไทยนั้นยากมาก

“คนที่ทำบัญชีรายรับรายจ่ายไม่เป็น ต้องเคยเริ่มเขียนบัญชีด้วยโปรแกรมเอ็กเซล หรือจดข้อมูลในกระดาษเหมือนผมแน่นอน”

เพราะเทคโนโลยีอยู่รอบตัวเรา และการปรับใช้ซอฟต์แวร์ให้มีประโยชน์ก็ไม่ใช่เรื่องยาก ทั้งที่เป็นซอฟต์แวร์ที่มีประโยชน์ด้านบัญชีและควรมีแบบฟอร์มให้ใช้งานได้ทุกประเทศ แต่ในไทยกลับไม่มี กฤษฎา มองเห็นโอกาสในจุดนี้ จึงตั้งทีมขึ้นมาเพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์เชิงธุรกิจด้านบัญชีขึ้นมา

ประเทศไทยมีจำนวนธุรกิจเอสเอ็มอีกว่า 2.7 ล้านราย บริษัทที่จดทะเบียนนิติบุคคลมี 6 แสนราย และมี 2 ล้านรายไม่จดทะเบียน จึงเป็นโอกาสของบริษัทในการเข้าไปทำตลาดธุรกิจเหล่านี้ เพราะเวลาผ่านไปความต้องการใช้งานเทคโนโลยีย่อมมีมากขึ้น ยิ่งคนรุ่นใหม่ที่ต้องสานต่อธุรกิจของรุ่นพ่อแม่ที่มีมากขึ้น ย่อมต้องการเครื่องมือที่สะดวกและง่ายต่อการทำงาน

ค่าบริการสำหรับการใช้งานจะเป็นฟรีเมียมบิซิเนสโมเดล คือ เวอร์ชั่นใช้งานฟรี สำหรับกิจการที่เพิ่งเริ่มต้นสามารถเปิดบิล แจ้งรายได้เพียงอย่างเดียว ซึ่งก็มีผู้ใช้งานหลักพันราย ส่วนเวอร์ชั่นพรีเมียมจะเสียค่าบริการ 990 บาท/ปี สำหรับธุรกิจที่มีการใช้งานบัญชี 3-5 คน ในการทำบัญชี ออกใบเสนอราคา ใบวางบิล ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน และรายงานยอดขาย นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมพัฒนาระบบให้สามารถจัดการระบบคลังสินค้า การจ่ายเงินเดือนพนักงาน และการยื่นภาษีเพิ่มเติม เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถทำงานบัญชีได้ง่ายขึ้น

บริษัทกำลังพูดคุยกับภาคธนาคารในการเชื่อมต่อโซลูชั่นด้านบัญชีให้มากขึ้น จากการศึกษารูปแบบการทำงานของระบบจากต่างประเทศที่มีการรับ-จ่าย-โอนเงินผ่านบัญชีบริษัทได้ ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงพัฒนาระบบหลังบ้านเพิ่มเติมที่ได้เชื่อมต่อกับระบบของธนาคารกสิกรไทยเป็นรายแรก คาดว่าในปลายปีนี้จะได้เห็นโฟลแอ็กเคาต์เวอร์ชั่นใหม่แน่นอน

ดีพพ็อกเกต (Deep Pocket) คือ บริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์รูปแบบใหม่ ให้สามารถใช้จ่ายได้ทุกที่ที่รับชำระด้วยมาสเตอร์การ์ด พร้อมระบบตั้งกลุ่มเพื่อนสนิทเพื่อแชร์การใช้จ่ายอัตโนมัติ เพิ่มความสะดวกให้คุณใช้จ่ายด้วยเงินจากกลุ่มเพื่อนได้ก่อนในยามฉุกเฉินและเติมเงินทีหลังเมื่อคุณสะดวก

ทวีชัย ภูรีทิพย์ ผู้ก่อตั้งและพัฒนาแอพพลิเคชั่นดีพพ็อกเกต ได้เล่าเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นในการทำธุรกิจนี้ว่า ได้ก่อตั้งบริษัท ทีทูพี ขึ้นเมื่อปี 2554 เพื่อให้บริการโซลูชั่นด้านโพสต์ลูปเพย์เมนต์ (Postloop Payment) เพื่อให้บริการระบบรอยัลตี้โปรแกรมบนบัตรสมาชิกและแคชการ์ดให้กับองค์กรชั้นนำ เช่น กลุ่มเซ็นทรัล อานตี้แอนส์ เคเอฟซี ในการเป็นบัตรสมาชิกที่เติมเงินและสะสมแต้มได้ ซึ่งมีลูกค้าในกลุ่มนี้กว่า 1,500 ร้านค้า มีสมาชิกใช้งานหลักล้านและมีพาร์ตเนอร์จำนวนมาก

สำหรับการพัฒนาแอพพลิเคชั่นดีพพ็อกเกต (Deep Pocket) นั้น หลังจากปีที่แล้วบริษัทได้รับอีมันนี่ไลเซนส์จากธนาคารแห่งประเทศไทย จึงเปิดบริการนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ให้ผู้บริโภคสำหรับการรับและเก็บเงินให้สามารถใช้งานที่ไหนก็ได้ และมีกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจน โดยช่วงแรกยังทำตลาดที่กลุ่มเกมเมอร์ เพราะคนเล่นเกมส่วนใหญ่จะยังไม่มีบัตรเครดิตในการชำระเงินในระบบเติมเงินของแอพสโตร์ ถือว่าประสบความสำเร็จมาก เพราะมีผู้ใช้งานแล้วกว่า 1 แสนราย ในจำนวนนี้เป็นแอ็กทีฟยูสเซอร์ประมาณ 30% ของฐานลูกค้าทั้งหมดต่อเดือน ขณะนี้โมเดลรายได้ของบริษัทจะเป็นส่วนแบ่งจากทางมาสเตอร์การ์ดที่ผูกระบบร่วมกันเป็นหลัก

บริษัทเตรียมพัฒนาฟีเจอร์ภายในแอพเพิ่มเติม และคาดว่าจะเปิดตัวช่วงไตรมาส 4 ของปลายปีนี้ โดยจะเน้นในเรื่องของการใช้จ่ายให้มากขึ้น ซึ่งได้มองไปยังกลุ่มช็อปปิ้งออนไลน์ ด้วยฟีเจอร์ยืมเงินเพื่อนได้ครั้งละ 50 บาท เมื่อมีการเติมเงินในครั้งต่อไป ระบบจะตัดเงินคืนเครือข่ายที่เรายืมเงินมาอัตโนมัติ ซึ่งเป็นการจดสิทธิบัตรระบบนานาชาติเรียบร้อยแล้ว เพราะการช็อปปิ้งออนไลน์บนโซเชียลมีเดียมีการเติบโตมากขึ้น และการโอนเงินให้เพื่อนจะช่วยลดการเสียเวลาในการเดินทางไปหาตู้เอทีเอ็ม ถือว่าเป็นอินโนเวชั่นที่สร้างโอกาสทางรายได้ใหม่ๆ อย่างมาก

ทั้งนี้ ระบบการเติมเงินของดีพพ็อกเกตจะคล้ายกับอีวอลเล็ต คือ ไม่จำกัดเงินขั้นต่ำ เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดเงินระบบและโอนได้ไม่เกิน 5 หมื่นบาท/วัน หากมีการชำระหรือโอนจ่ายเงินมหาศาลและผิดปกติ บริษัทจะเช็กการเปลี่ยนแปลงว่ามีปัญหาบิลช็อกหรือกระทำสิ่งผิดกฎหมายหรือไม่ แต่ส่วนใหญ่ยังไม่เกิดปัญหาดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังมีฟินเทค (ไทยแลนด์) ฟินเทคที่ให้บริการเป็นผู้ช่วยโบรกเกอร์และ บลจ.นำเทคโนโลยีมาให้บริการลูกค้ารายย่อยที่มีพอร์ตลงทุนตั้งแต่ 5 แสน-1 ล้านบาท

ขณะเดียวกันยังมีสตาร์ทอัพไทยในกลุ่มนวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตสูงไม่แพ้กลุ่มอื่นๆ เช่น

เอเชีย โรบอติกส์

เฉลิมพล ปุณโณทก ประธานบริหารผู้ก่อตั้ง ซีที เอเชีย โรบอติกส์ ผู้พัฒนาหุ่นยนต์ ดินสอ สตาร์ทอัพที่พัฒนาหุ่นยนต์รายแรกๆ ของไทย เปิดเผยว่า ได้วางเป้าหมายขององค์กรเป็นหุ่นยนต์บริการ เนื่องจากการศึกษาตลาดพบว่าหุ่นยนต์บริการในอนาคตจะมีมูลค่าสูงถึง 2.2 ล้านล้านบาท ขณะที่หุ่นยนต์ในภาคอุตสาหกรรมตลาดอยู่ที่ประมาณ 2 แสนล้านบาท

“ปัจจุบันอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ในโลก ตลาดที่กำลังเติบโตอย่างดีและมีคู่แข่งในตลาดโลกน้อย จะเป็นหุ่นยนต์เพื่อการบริการต่างๆ เช่น หุ่นยนต์เพื่อดูแลผู้สูงอายุ หุ่นยนต์ภาคบริการในร้านอาหาร หุ่นยนต์เพื่อดูแลผู้ป่วย หุ่นยนต์ทำงานบ้าน และหุ่นยนต์เพื่อดูแลพืชผลทางการเกษตร เป็นต้น และยังสอดคล้องกับประเทศไทยที่เป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงในธุรกิจบริการ”

ขณะเดียวกัน หากภาครัฐกำลังวางนโยบายสร้างคลัสเตอร์ หุ่นยนต์ ที่เป็นอุตสาหกรรมใหม่และอยู่ใน 10 SCurve การสร้างอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ใหม่ในครั้งนี้ จะต้องแตกต่างจาก อุตสาหกรรม 3.0 คือ ไม่ได้มุ่งเน้นดึงนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ในไทย แต่รัฐควรส่งเสริมให้เกิดการลงทุนและวิจัยพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) มากที่สุด เพื่อสร้างสินค้านวัตกรรมและหุ่นยนต์ใหม่ในตลาด

นอกจากนี้ การสร้างคลัสเตอร์หุ่นยนต์ภาคบริการ หากสามารถทำได้สำเร็จจะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่สามารถสร้างโรงงานผลิตหุ่นยนต์ในต่างประเทศได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีโรงงานในไทย เหมือนกับแบรนด์ระดับโลก เช่น โตโยต้าที่มีโรงงานผลิตสินค้าอยู่ทั่วโลก ซึ่งเวลาที่ประเทศไทยจะต้องสร้างแบรนดิ้ง และสร้างสินค้าที่มีนวัตกรรมให้ได้ และนี่คือเป้าหมายของซีที เอเชีย โรบอติกส์ เช่นเดียวกัน โดยปัจจุบันได้ส่งสินค้าหุ่นยนต์บริการไปจำหน่ายในหลายประเทศ

หันมาดูสตาร์ทอัพไทยอีกราย บริษัท อีพิโบน (Epibone) แม้จะจัดตั้งในสหรัฐอเมริกา แต่มีผู้ก่อตั้งเป็นคนไทย “สารินทร์ ภูมิรัตน์” ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท อีพิโบน (Epibone) เปิดเผยว่า ได้เริ่มก่อตั้งบริษัทมาประมาณ 1 ปีแล้ว จากผู้ร่วมก่อตั้งหลัก 3 คนที่เรียนในมหาวิทยาลัย และคุณหมอที่ร่วมก่อตั้งด้วย คณะเดียวกัน ร่วมทำงานวิจัยด้วยกัน

เมื่อจบปริญญาเอกที่คณะ Biomedical Engineering at Columbia University จึงร่วมกลุ่มจัดตั้งบริษัทสตาร์ทอัพขึ้นมาอย่างเป็นทางการ สำหรับเทคโนโลยีที่ผลิตได้คิดค้น คือ การสร้างกระดูกจากสเต็มเซลล์ที่อยู่ในคนได้สำเร็จ โดยเป็นงานวิจัยที่ร่วมทำระหว่างการเรียนในมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ดังนั้นเมื่องานวิจัยที่ได้ทำออกมามีผลสำเร็จในมหาวิทยาลัย จึงสนใจจัดตั้งบริษัทเริ่มทำสตาร์ทอัพ เพราะการสร้างกระดูกจากสเต็มเซลล์ในประเทศสหรัฐยังไม่มีการคิดค้นแบบนี้มาก่อน

สิ่งที่อีพิโบนทำได้แตกต่าง โดยใช้ความรู้ที่ได้เรียนผสมกับความรู้ทางการแพทย์ จึงนำสเต็มเซลล์ที่มีอยู่ในร่างกายของทุกคนนำมาเพาะเลี้ยง และสร้างเป็นชิ้นกระดูกอ่อนที่พอดีกับส่วนที่ร่างกายต้องการ ขณะเดียวกันบริษัทมีเทคโนโลยี 3D CTScan ที่ดีไซน์กระดูกส่วนที่ร่างกายต้องการออกมาได้ ว่าแต่ละคนต้องการกระดูกในแบบใด ดังนั้นการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่จึงช่วยลดปัญหาทั้งการค้นหากระดูก ต้นทุนค่าใช้จ่าย ขั้นตอนผ่าตัดที่สั้นลง อีกทั้งเป็นเทคโนโลยีที่มีความจำเป็นอย่างมาก ทั้งกลุ่มคนที่ประสบอุบัติเหตุ หรือกลุ่มเด็กที่เกิดมาและมีปัญหาโครงสร้างกระดูก

สารินทร์ กล่าวต่อว่า บริษัทเริ่มต้นขับเคลื่อนองค์กรประมาณ 1 ปีกว่าๆ แต่ก่อนหน้านี้ได้เริ่มจัดตั้งบริษัทมาแล้วประมาณ 3 ปีก่อน ที่จัดตั้งและเริ่มที่จะหาทุนมาจัดตั้งธุรกิจสตาร์ทอัพ โดยประเทศสหรัฐมีนักลงทุนจำนวนมากที่พร้อมเข้าไปลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ มีกองทุนของหน่วยงานรัฐ และหน่วยงานท้องถิ่นจำนวนมากที่พร้อมส่งเสริม

ประกอบกับบริษัทได้สร้างเทคโนโลยีใหม่ที่มีความแตกต่าง ทำให้มีนักลงทุนเข้ามาร่วมลงทุนแล้ว ประกอบไปด้วยกลุ่มนักลงทุนทั่วไป หรือที่เรียกว่าแองเจิ้ล อินเวสเตอร์ กลุ่มกองทุน นิวยอร์ก ซิตี้ พาร์ตเนอร์ชิป ฟันด์ ที่จะมุ่งลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพที่เกี่ยวข้องกับไบโอเทคโนโลยี กลุ่ม National Institute of Health (NIH) โดยที่ผ่านมาจะนิยมให้ทุนเฉพาะมหาวิทยาลัยของภาครัฐเท่านั้น แต่ครั้งนี้กลับให้ทุนกับบริษัท และกลุ่ม Break Outlab ที่เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ทำให้บริษัทระดมทุนทั้งหมดได้ประมาณ 5 ล้านเหรียญสหรัฐแล้ว หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 170 ล้านบาท

สำหรับการทำธุรกิจสตาร์ทอัพด้านไบโอเทค จึงถือว่าแตกต่างจากสตาร์ทอัพด้านไอที ที่เมื่อทำเสร็จได้รวดเร็วและจะเริ่มขายได้เลย แต่ไบโอเทคกลุ่มที่เข้ามาลงทุนจะเข้าใจในเรื่องนี้ และทราบดีว่าเป็นธุรกิจที่ต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะทำตลาดได้ โดยเมื่อทำตลาดได้แล้ว บริษัทสนใจขยายการลงทุนหรือลงทุนสร้างโรงงานต้นแบบผลิตสินค้า และหลังจากนั้นจะระดมทุนรอบใหม่ พร้อมกับหาบริษัทธุรกิจเงินร่วมลงทุน (เวนเจอร์แคปปิตอล) เพื่อนำมาขยายธุรกิจต่อไป อีกทั้งเปิดโอกาสให้เวนเจอร์แคปปิตอล หรือนักลงทุนในไทยสามารถร่วมระดมทุนในบริษัทได้เช่นกัน

“ข้อดีของการเริ่มต้นทำสตาร์ทอัพในประเทศสหรัฐ คือ การมีเวนเจอร์แคปปิตอลจำนวนมาก มีงบรัฐบาลพร้อมส่งเสริมมากมาย มีนักลงทุนที่พร้อมลงทุน ทำให้โอกาสใหม่ๆ แก่คนที่สนใจเริ่มต้นสร้างธุรกิจ” สารินทร์ กล่าว

ทั้งหมดทั้งมวลนี้คือส่วนหนึ่งสตาร์ทอัพไทยที่กำลังโตวันโตคืน และเป็นความหวังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยุคดิจิทัล

ถึงเวลา startup เศรษฐกิจไทยยุคใหม่ด้วยสตาร์ทอัพพันธุ์ไทย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท