posttoday
แม่ยุคใหม่ใส่ใจเลี้ยงลูก

แม่ยุคใหม่ใส่ใจเลี้ยงลูก

17 สิงหาคม 2553

การเลี้ยงลูกสมัยนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้ลูกที่สมบูรณ์แบบเช่นนั้น เพราะลูกบางคนเลี้ยงได้แต่กาย แต่ใจไม่สามารถเลี้ยงได้...

การเลี้ยงลูกสมัยนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้ลูกที่สมบูรณ์แบบเช่นนั้น เพราะลูกบางคนเลี้ยงได้แต่กาย แต่ใจไม่สามารถเลี้ยงได้...

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว

พ่อแม่ทุกคนอยากมีเป็นคนลูกเก่ง คนดี และมีความสุข แต่ว่าการเลี้ยงลูกสมัยนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้ลูกที่สมบูรณ์แบบเช่นนั้น เพราะลูกบางคนเลี้ยงได้แต่กาย แต่ใจไม่สามารถเลี้ยงได้ เนื่องจากเหตุผลหลายอย่าง เช่น พ่อแม่ไม่มีเวลาให้ ประกอบกับสิ่งแวดล้อมและเครื่องล่อใจต่างๆ ในปัจจุบันมีมาก อาทิ เพื่อนฝูง เทคโนโลยี เช่น อินเทอร์เน็ต ไฮไฟว์ เฟซบุ๊ก ซึ่งหากไม่รู้เท่าทันเสพติดอย่างเดียวย่อมเกิดปัญหา ฉะนั้นพ่อแม่ยุคใหม่หากจะมีลูกสักคน ต้องมั่นใจในศักยภาพการเลี้ยงดู และต้องรู้จักวิธีในการเลี้ยงเพื่อให้ได้ลูกตามแบบที่ต้องการ

ยึดหลักบันได 3 ขั้น

พญ.เพียงทิพย์ หังสพฤกษ์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลมนารมย์ แนะนำว่า ในการเลี้ยงลูกนั้นให้ใช้หลักบันได 3 ขั้น คือ เวลา ความเข้าใจ และความรู้ เพราะเด็กยุคนี้มีความแตกต่างไม่เหมือนกัน และยังมีเรื่องเทคโนโลยีและกระแสวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามามีอิทธิพล ทำให้โจทย์ในการเลี้ยงยากขึ้น ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องใช้บันได 3 ขั้น เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการเลี้ยงลูก

แม่ยุคใหม่ใส่ใจเลี้ยงลูก

ขั้นที่ 1 ต้องมีเวลาให้ : แม่ต้องมีเวลา มีคุณภาพให้ลูก คือ มีเวลาพูดคุยกัน มีเวลาไปเดินเล่น ดูหนัง ทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน แม่บางคนอาจอาศัยช่วงเวลาเช้าและเย็นในการขับรถไปส่งและรับลูกที่โรงเรียน พูดคุยกับลูกบนรถ ทว่าบางครั้งการคุยกันบนรถอาจไม่ใช่ทางออก เพราะลูกอาจไม่ได้สนใจเพียงแต่เออออด้วย ดังนั้นแม่ควรแบ่งเวลาสำหรับลูกบ้าง หากไม่มีธุระหรืองานด่วน ควรพูดคุยถามถึงปัญหาของลูกด้วยความห่วงใย ไม่ใช่จับผิดซึ่งจะทำให้ลูกรู้สึกอุ่นใจและกล้าเล่าให้ฟังเมื่อมีปัญหา

ขั้นที่ 2 ใส่ความเข้าใจ : แม่ต้องมีความเข้าใจลูกว่าชอบ ไม่ชอบอะไร ต้องการสิ่งไหน นิสัยใจคอเป็นอย่างไร เพราะเรื่องของความเข้าใจระหว่างแม่กับลูก ถือว่าสำคัญมากในการเลี้ยงลูกสมัยนี้ หากแม่ไม่มีความเข้าใจลูกในส่วนนี้ ก็จะไม่รู้และพยายามเลือกสิ่งต่างๆ ให้ลูกด้วยเหตุผลของตัวเอง เหตุผลนั้นอาจเป็นการมองข้ามความชอบที่แท้จริงของลูก รวมถึงความต้องการ ความเหมาะสมกับบุคลิก อารมณ์ นิสัยของลูก ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย อาจจะทะเลาะกันทำให้มีปัญหาด้านสัมพันธภาพได้

ขั้นที่ 3 ต้องใช้ความรู้ : ขาดไม่ได้ในการเลี้ยงลูก แม่ต้องมีความรู้ในการเลี้ยงดูลูก บางคนใช้ความรู้และวิธีที่ตนเองเคยประสบความสำเร็จมา บางทีได้ผลและไม่ได้ผล พ่อแม่ควรมีสติคอยสังเกต อย่าไปยึดติดกับลูกตนเองและยึดติดกับสิ่งที่เคยได้ผล หากไม่ได้ผลก็ควรเปลี่ยนวิธี เลิกใช้ และหาแนวทางวิธีใหม่ๆ แทน ซึ่งสามารถหาความรู้ได้มากมายทั้งจากอินเทอร์เน็ต หนังสือ การอบรม สัมมนาต่างๆ หรืออาจจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเพื่อนร่วมงานก็ได้

คอยเลี้ยงดูให้ลูกอารมณ์ดี

ศ.พญ.อลิสา วัชรสินธุ จิตแพทย์เด็ก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ บอกว่า เป้าหมายในการเลี้ยงลูกของพ่อแม่ คือ อยากให้ลูกฉลาด เป็นคนดี และมีความสุข สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้เป็นอย่างนั้นได้ คือ การเลี้ยงลูกให้เป็นคนอารมณ์ดีอยู่เสมอ ทั้งนี้ลูกอารมณ์ดีจะเกี่ยวเนื่องในพัฒนาการหลายด้าน เช่น ด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม เช่น ลูกอารมณ์ดีก็จะทำให้กินได้ เล่นของเล่น พร้อมเรียนรู้ในด้านต่างๆ และการอยู่ร่วมกับคนอื่นอย่างมีความสุข เรียกว่ามีพัฒนาการด้านสังคม
ส่วนความฉลาดที่ติดตัวลูกมาตั้งแต่เล็ก และได้รับการถ่ายทอดมาจากพ่อแม่บางครั้ง ลูกก็ไม่ได้ใช้ความฉลาดนั้นได้อย่างเต็มที่อันเนื่องมาจากอารมณ์ของลูก เพราะลูกจะใช้ความสามารถที่มีอยู่ได้เต็มที่ ก็ต่อเมื่อมีอารมณ์ดี

แม่ยุคใหม่ใส่ใจเลี้ยงลูก

“ฉะนั้นความฉลาดจะต้องมาคู่กับอารมณ์ดี เพราะถ้าเด็กอารมณ์ไม่ดี หงุดหงิด วิตกกังวล กลัว จะไม่สามารถเรียนรู้ได้ และไม่สามารถที่จะใช้ความฉลาดที่มีอยู่ได้ สิ่งนี้ถือเป็นจุดหนึ่งที่พ่อแม่ต้องพัฒนาไปทั้งสองอย่าง และควบคุมพฤติกรรมของลูกไม่ตามใจจนเกินไป หากเขาหงุดหงิด ก้าวร้าว ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องโดยที่พ่อแม่ไม่ควบคุมลูก ก็จะจบด้วยการเอาแต่ใจตัวเอง สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นในอนาคต ดังนั้นความฉลาดทางอารมณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพราะฉลาดไปก็ไม่มีประโยชน์หากทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อน” พญ.อลิสา กล่าว

พญ.อลิสา กล่าวว่า สิ่งใกล้ตัวที่จะทำให้ลูกฉลาดและมีอารมณ์ดีได้ คือ พ่อแม่พร้อมแล้วที่จะมีลูก รักลูก รู้ใจลูก และเรียนรู้ว่าลูกเป็นยังไง ชอบและถนัดอะไร ต้องมีเวลาให้เพื่อจะได้รู้ใจลูกและจัดการได้มากขึ้น นอกนั้นเป็นเรื่องเทคนิควิธีที่ต้องเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อม คนรอบข้าง สื่อ และตัวช่วยอื่นๆ เช่น บุคคลทดแทนเวลาที่พ่อแม่ไม่อยู่ต้องเป็นคนที่คล้ายคลึงกัน อาจเป็นปู่ย่า ตายาย หรือญาติพี่น้อง ต้องไม่กดดันสิ่งที่ลูกทำไม่ได้ แต่คอยให้กำลังใจ และเมื่อลูกทำดีก็ชมเชย ตลอดจนคอยเฝ้าระวังปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ถ้าพ่อแม่รู้ตั้งแต่เริ่มต้นก็จะแก้ไขได้ง่ายขึ้น

หมดเวลาแล้วที่จะอ้างว่าไม่มีเวลาเลี้ยงลูก เพราะแม่ยุคใหม่ต้องใส่ใจเลี้ยงลูกทุกขั้นตอน  

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน