posttoday
ยอดขายพันล้านเครื่องของ iPhone บอกอะไรเราได้บ้าง?

ยอดขายพันล้านเครื่องของ iPhone บอกอะไรเราได้บ้าง?

09 สิงหาคม 2559

โดย...เอกศาสตร์ สรรพช่าง

โดย...เอกศาสตร์ สรรพช่าง

ปลายเดือนที่แล้ว ทิม คุก CEO ของ Apple ออกมาแถลงอย่างเป็นทางการถึงยอดขายของ iPhone ที่ทะลุไปเกินหลักพันล้านเครื่อง แม้ว่าครึ่งปีที่ผ่านมายอดขายของ iPhone จะแผ่วลงก็ตามที แต่ในฐานะที่ Apple เป็นผู้คิดค้นและปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ของการใช้งานโทรศัพท์ของโลก ตัวเลขนี้ก็ต้องซูฮกว่าคงมีแต่ iPhone เท่านั้นที่สามารถทำได้ ซึ่งหากนึกย้อนไปถึงคำพูดของ สตีฟ จ็อบส์ เมื่อ 9 ปีก่อนที่ว่า เขาหวังให้ iPhone มีคนใช้งานแค่ 10% ของผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่บนโลกก็พอใจแล้ว ตอนนี้ก็ถือว่า iPhone มาไกลกว่าที่เขาคิดไว้มาก

ปีหน้าจะครบทศวรรษของ iPhone หากประเมินแบบหยาบๆ จะเห็นว่ายอดขายของ iPhone เฉลี่ยอยู่ที่ปีละร้อยล้านเครื่อง ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์หลักของ Apple ไปแล้ว และหากเปรียบเทียบกับสินค้าอื่นๆ ที่มนุษย์เราผลิตออกมาขาย ก็ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ขายได้มากที่สุดในโลก ยังไม่มีแบรนด์ไหนสามารถทำยอดขายได้มากขนาดนี้

จากข้อมูลของเว็บไซต์ของแฟนๆ Apple 9to5mac.com มีการจัดอันดับของผลิตภัณฑ์ที่ขายดีติดอันดับโลก พบว่า ของที่ถัดลงมาจาก iPhone เป็นนิยายสำหรับเด็ก Harry Potter ของ เจ.เค. โรว์ลิ่ง มียอดขาย (ตามมาห่างๆ) ทั่วโลกอยู่ที่ 450 ล้านเล่ม อันดับสามตามมาอย่างห่างๆ (ไปอีก) คือ PlayStation อยู่ที่ 382 ล้านเครื่อง เรียกว่ามือวางอันดับหนึ่งกับอันดับสองนี่ต่างกันมาก

ย้อนกลับไปดูผลกระทบที่เกิดขึ้นของ iPhone นับตั้งแต่มันออกสู่ตลาดเมื่อ 9 ปีก่อน พบว่ามันเปลี่ยนวิถีชีวิตของเรามากอย่างที่ไม่เคยมีใครคิดถึงมาก่อน จำได้ว่าขนาดตัวผมเองก็ต้องขวนขวายหามาใช้ ไปต่อคิวกับเขาก็ทำมาแล้ว ในยุคนั้นมันเจ๋งยิ่งกว่าเจ๋ง มันเป็นการออกแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ฉะนั้นไม่แปลกที่คนจะคลั่งไคล้กับมันมาก ความรู้สึกมันเหมือนตอนที่เราได้เห็นคอมพิวเตอร์สีสันสดใสอย่าง iMac ก่อนหน้านั้น มันเซ็กซี่ น่าเป็นเจ้าของ และสำหรับใครหลายคนมันไม่ใช่คอมพิวเตอร์ มันเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องมี

iPhone ก็เช่นกัน มันไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสื่อสารหรือโทรศัพท์เท่านั้น แต่มันได้กลายเป็นหลายๆ อย่าง ทั้งเครื่องประดับ ทั้งโทรศัพท์ และยังเป็น “คอมพิวเตอร์เครื่องแรก” ของใครหลายคน การมาถึงของ iPhone ทำให้โทรศัพท์แบบเดิมแทบจะไม่มีความหมายอีกต่อไป ซึ่งนั่นก็ทำให้เกิดการแข่งขันและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งตามมาทั้ง Google และ Samsung เริ่มขยับตัวและเกิดการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมไอทีขนานใหญ่ ทุกวันนี้เราแทบจะสามารถสั่งงานทุกอย่างผ่าน iPhone ตั้งแต่ปิด-เปิดแอร์ที่บ้าน ไปจนถึงใช้เป็นเครื่องรูดเครดิตการ์ด iPhone ทำให้การใช้อินเทอร์เน็ตเติบโตอย่างก้าวกระโดดและเทคโนโลยีทุกอย่างหมุนตามแพลตฟอร์มของ iOS และสมาร์ทโฟนอื่นๆ เพื่อตอบสนองการใช้งานของผู้ใช้งานที่แทบจะเรียกว่าไปไหนก็ต้องเอาไปด้วย

iPhone ยังกลายเป็นกล้องที่มีคนใช้ถ่ายรูปมากที่สุดในโลก จนส่งผลกระทบต่อยอดขายกล้องดิจิทัลและกล้องวิดีโอ iTunes กลายเป็นตลาดค้าขายเพลงที่ใหญ่ที่สุดในโลก (มีมากกว่า 35 ล้านเพลง) App Store ก็กลายเป็นตลาดซื้อขายโปรแกรมที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยเช่นกัน (ราว 3 ล้านแอพ) มันได้สร้างแพลตฟอร์มธุรกิจใหม่ๆ ภูมิศาสตร์เหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นเลยหากว่า iPhone ไม่เกิดขึ้น

อีกด้านหนึ่งของเหรียญผลกระทบทางสังคมก็ถือว่าไม่น้อย iPhone ก่อให้เกิดผลกระทบมากมาย เรียกว่ามันแทบจะเปลี่ยนวิถีชีวิตคนไปเลยก็ว่าได้ ตั้งแต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็ก การเปลี่ยนวิธีการหาความรู้ รวมถึงผลกระทบด้านพฤติกรรมและสุขภาพ

มีการศึกษาเรื่องผลกระทบของ iPhone ตีพิมพ์ในวารสาร Environment and Behavior ในหัวข้อ “The iPhone Effect : The Quality of In-Person Social Interactions in the Presence of Mobile Devices” โดย Shalini Misra, Jamie Genevie, Miao Yuan และ Lulu Cheng พวกเขาได้ชี้ให้เห็นถึงสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนที่สุดคือ “ปฏิกิริยา” ของคนต่อการปะทะสังสรรค์ซึ่งเปลี่ยนไปเพราะ iPhone ทีมนักวิจัยทำการศึกษาในผู้ใหญ่ 100 คู่ในปี 2014 เกี่ยวกับการพูดคุยหรือการมีท่าทีต่อกัน พบว่า กว่า 70% ต้องมี iPhone เป็นส่วนประกอบในบทสนทนา และพวกเขา “ใส่ใจ” กับคู่สนทนาน้อยลง (พูดง่ายๆ คือเล่น iPhone มากขึ้น) และแม้ว่าจะไม่มี iPhone อยู่ในมือ แต่ก็จะวางไว้ใกล้ๆ คอยหยิบ ไม่สามารถจดจ่ออยู่กับคู่สนทนาได้นานๆ

Multitasking ก็กลายมาเป็นประเด็นหนึ่งที่มีการพูดถึงกันมากว่า มันน่าจะเป็นปัญหามากกว่าจะนับมันเป็นความสามารถ เพราะจะสร้างพฤติกรรมใหม่ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เช่น การทำอะไรพร้อมๆ กันระหว่างขับรถ และท้ายสุดอาจไม่สามารถอยู่กับอะไรเพียงอย่างเดียวได้นานๆ

จริงๆ ถ้าจะให้ร่ายยาวเรื่องการเปลี่ยนแปลงในชีวิตที่มาจาก iPhone นั้นน่าจะมีมากกว่านี้มาก เพราะมีหลายมุม แต่พูดได้ว่าสิ่งที่เราเผชิญตอนนี้จึงเป็นเหมือน Culture Lag คือเราเรียนรู้ไม่ทันเทคโนโลยี เรายังไม่รู้แน่ชัดว่าผลกระทบของการมีเครื่องมือไฮเทคต่อพัฒนาการของมนุษย์เราจะเป็นอย่างไรในระยะยาว นั่นคือความท้าทายของมนุษยชาติ

ตอนนี้มีคนพูดถึงกันมากเรื่องของ iPhone ใหม่ที่จะมาถึงในเดือน ก.ย.นี้ มีทั้งภาพหลุด ข่าวลือเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ บางคนก็มองว่า Apple ช้าไปมาก และไม่ได้เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมอีกต่อไป แต่บางมุมก็บอกว่า Apple ไม่ได้เป็นสินค้าเทคโนโลยีอีกต่อไป สิ่งที่ Apple เติมเข้าไปก็คือการวางตัวเองเป็นเสมือนสินค้าไลฟ์สไตล์แบบหนึ่งซึ่งเอาไว้บ่งบอกสถานะ และในขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องมือที่ไว้ใจได้ iPhone จึงไม่ใช่แค่สมาร์ทโฟน สิ่งที่ทำให้ iPhone ยังคงได้รับการต้อนรับอย่างดีก็คือ เสถียรภาพของระบบ ความปลอดภัย และคุณภาพของสินค้าที่ไว้ใจได้

ไม่ว่าจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงราคาที่แพงขึ้นเรื่อยๆ และเทคโนโลยีที่อาจไม่มีอะไรใหม่ แต่ด้วยยี่ห้อ Apple ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก ณ เวลานี้ ผมก็เชื่อขนมกินได้เลยว่า ถึงวันเปิดขาย ก็จะยังมีคนไปต่อคิวซื้อ iPhone อยู่ดี

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท