
อภิวัฒน์ พงษ์วาท อีทีซี เดอะ เจอร์นีย์
สองล้อกับสองขาจะพาไปได้ไกลแค่ไหนเขาตอบว่า พาไปได้ไกลจนคุณเองคิดไม่ถึง หนึ่ง-อภิวัฒน์ พงษ์วาท
โดย...รอนแรม
สองล้อกับสองขาจะพาไปได้ไกลแค่ไหนเขาตอบว่า พาไปได้ไกลจนคุณเองคิดไม่ถึง หนึ่ง-อภิวัฒน์ พงษ์วาท นักร้องนำวงอีทีซี สารภาพว่า เขาไม่ใช่คนชอบเดินทางออกแนวติดบ้านมากกว่า กระทั่งเจ้าสองล้อได้พาเขาไปเจอโลกใหม่ จากนั้นสองขาก็ไม่เคยหยุดนิ่งอีกต่อไปตั้งแต่ตอนนั้น
เส้นทางเพลง
หนึ่งเป็นคนเชียงใหม่ จอยวงกับเพื่อนในตำแหน่งมือกลองตั้งแต่จบมหาวิทยาลัย จากนั้นเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ออกอัลบั้มแรกเมื่อปี 2547 และนับแต่นั้นเขาไม่เคยก้าวออกจากเส้นทางเพลง รวมถึงแฟนเพลงก็ไม่เคยลืม อีทีซี
“ผมตีกลองเล่นในเลานจ์ในผับที่เชียงใหม่ พอเข้ากรุงเทพฯ ก็ยังเป็นมือกลอง ตอนนี้ผมก็ยังบันทึกเสียงกลองอยู่ทุกอัลบั้ม” และล่าสุดอีทีซีเพิ่งออกซิงเกิ้ลใหม่ชื่อ ใครเจ็บกว่า หลังจากปล่อยเพลง Cry like a baby (ร้องไห้หนักมาก) ซิงเกิ้ลแรกใต้บ้านหลังใหม่ ไอแอม (www.youtube.com/iamofficialchannel)
เพราะความฝันบนเส้นทางดนตรีทำให้เขากล้าเดินทางเข้ากรุงเทพฯ กระทั่งกลายเป็นนักร้องมืออาชีพ เขาก็ยังมีโอกาสเดินทางเพราะเพลงพาไป “ทุกปีจะได้ไปทำงานทัวร์คอนเสิร์ตทั่วประเทศ มันก็เหมือนได้ท่องเที่ยวไปในตัว” เขากล่าว “บางที่อาจไม่ได้แวะไปเที่ยวมาก แต่ที่แน่ๆ ประมาณเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ต้องไปลองร้านอาหารอร่อยในเมืองนั้น เพราะในวงจะชอบปักหมุนหาร้านขึ้นชื่อ อาหารท้องถิ่น เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นนั้น เป็นสิ่งที่เราพอจะทำได้ในเวลาสั้นๆ”
ส่วนใหญ่เขาจะใช้เวลาไม่เกิน 2 วันในการทัวร์คอนเสิร์ตแต่ละครั้ง ทำให้เขาเกิดอาการเสียดายที่ไม่ได้มีเวลาเที่ยวทั้งที่อยู่ในแหล่งท่องเที่ยวแล้ว “สมมติไปทะเล เราได้พักโรงแรมริมหาด แต่น่าเสียดายที่พอทำงานเสร็จดึกๆ ต้องรีบกลับเช้าเพราะต้องไปทำงานอีกจังหวัด” เขากล่าวเช่นนั้น การทำงานจึงเหมือนการเดินทางที่เร่งรีบ ทำให้เมื่อมีเวลาว่าง เขาก็ใช้ไปกับการอยู่บ้านและอยู่นิ่งหรือไม่ก็กลับบ้านที่เชียงใหม่ซึ่งก็นับเป็นการเดินทางทุกครั้ง
“กลับเชียงใหม่ทีไรก็เหมือนได้ไปเที่ยว เพราะมีอะไรใหม่ๆ ให้ไปตลอด เหมือนได้กลับบ้านด้วย กลับไปเที่ยวด้วย” แต่แม้ว่าสิ่งแวดล้อมเดิมๆ จะเปลี่ยนไป สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ เพื่อน ทั้งเพื่อนที่เคยเรียนด้วยกัน เพื่อนที่เคยเล่นดนตรีด้วยกัน ที่ไม่ได้เจอกันนานแต่ก็ยังสนิทเหมือนเดิม
สองล้อ สองขา
หนึ่งเริ่มเข้าสู่วงการจักรยานตามเพื่อนในวงจนเป็นแรงผลักดันให้เขาอยากปั่นตาม “ออกแนวชวนกันไป” เขาเล่า “เวลาไปคอนเสิร์ตก็จะชวนกันปั่น หอบจักรยานขึ้นรถตู้แล้วพยายามหาเวลาไปปั้นด้วยกัน อย่างปราณบุรี มีทางจักรยานเลียบชายหาด สวยมาก เราก็หาเวลาก่อนทำงานไปปั่นกัน ซึ่งบรรยากาศดี คนไม่เยอะ ทะเลสวย ปั่นกันจนสุดทาง เป็นเส้นที่ประทับใจมาก ถือว่าเป็นการพักผ่อนและใช้เวลากับเพื่อนในวงร่วมกัน”
เขายังจำความรู้สึกที่เริ่มปั่นจักรยานว่ามันเหมือนกับได้ความรู้สึกวัยเด็กกลับมา ได้สังเกตบรรยากาศรอบข้างมากขึ้น จำเส้นทางได้ดีขึ้น เพราะการปั่นจักรยานทำให้เขาได้สังเกตสองข้างทาง เก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆซึ่งเป็นสิ่งที่ดี
“เวลาปั่นจักรยานทำให้ร่างกายของเราทำงานในโหมดแมนนวล หลังจากทำงานโหมดออโต้มานาน ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวช้าลงและมีเวลามาสังเกตตัวเองได้ละเอียดขึ้น ทำให้เราได้ใช้ศักยภาพของตัวเองเต็มที่ และจักรยานยังทำให้เราใกล้ธรรมชาติ ทั้งธรรมชาติรอบข้างและธรรมชาติของตัวเอง ซึ่งนี่แหละที่ทำให้คนติดใจจักรยาน มันทำให้เราได้ทำในสิ่งที่แตกต่างไปจากชีวิตประจำวันนั่นเอง”
หนึ่งปั่นจักรยานต่อเนื่องมานานเป็นปี จนกระทั่งระยะหลังมานี้ที่ปั่นน้อยลงแล้วหันมาวิ่งมากขึ้น เวลาไปทัวร์คอนเสิร์ตก็เปลี่ยนไปเป็นวิ่ง “ตอนแรกได้ปั่นจักรยานก็ชอบแล้ว แต่พอมาวิ่งนี่ยิ่งกว่า การวิ่งใช้สมาธิมากกว่า จากที่เคยคิดว่าขับรถยนต์เป็นโหมดออโต้ ปั่นจักรยานเป็นโหมดแมนนวล แต่พอมาวิ่งนี่กลายเป็นแมนนวลยิ่งกว่า ทำให้จักรยานกลายเป็นโหมดออโต้ไปเลย เวลาวิ่งเราต้องควบคุมสมาธิ ควบคุมลมหายใจ ถ้าสมาธิหลุดนิดเดียวเราก็จะเหนื่อยและอยากเลิกทันที”
เขาให้ค่ากับการเดินทาง เท่ากับสิ่งเติมเต็มชีวิตและเติมเต็มบรรยากาศที่ทุกคนต่างแสวงหาให้ได้มา “เวลาไปท่องเที่ยวเราจะได้มองอะไรไกลๆ เหมือนได้ปลดปล่อยจากห้องสี่เหลี่ยม จากจอสี่เหลี่ยม ได้มองธรรมชาติไปสุดลูกหูลูกตา ซึ่งมันมีผลต่อจิตใจ ทำให้รู้สึกโล่งขึ้น รู้สึกปลอดโปร่ง ปลอดภัย ปลดปล่อยความกดดันของตัวเอง ความรู้สึกเหล่านี้แหละที่เติมเต็มความรู้สึก เติมเต็มชีวิตของเรา” นอกจากนี้ การเดินทางยังได้จุดประกายไอเดียใหม่ๆ ในสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ที่ไปเจอ
โลกของหนึ่ง
ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ เขาอยากให้โลกใบนั้นมีทะเลกับภูเขาอยู่ใกล้กัน “ผมอยากไปเที่ยวทั่วโลกแต่สถานที่แต่ละแห่งอยู่ไกลกัน ต้องใช้เวลาเดินทางมาก ต้องใช้เงินมาก แต่ถ้าทุกอย่างอยู่ใกล้กัน เราก็จะไปเที่ยวง่ายขึ้น ทุกคนก็จะไปเที่ยวมากขึ้น มีโอกาสเที่ยวมากขึ้นและอยากให้บนโลกมีนักดนตรีจากทั่วทุกมุมโลกมาเปิดเทศกาลดนตรีทุกอาทิตย์ เพื่อให้โลกเต็มไปด้วยเสียงเพลงและความสุข ผมอยากให้เป็นแบบนั้น”
ติดตามชีวิตของหนึ่งและวงอีทีซีได้ทางwww.facebook.com/etcband และเตรียมตัวไปสนุกกับการเดินทางครั้งใหม่ของพวกเขาได้ในคอนเสิร์ต ETC. Journey Concert วันที่15 ต.ค. 2559 ไบเทคบางนา ฮอลล์ 106 เวลา 18.00 น. วันเดียวรอบเดียวเท่านั้น







