posttoday
โอกาสของไทย หุ่นยนต์กำลังมา

โอกาสของไทย หุ่นยนต์กำลังมา

02 สิงหาคม 2559

โดย...วรธาร

โดย...วรธาร

เป็นที่ทราบดีว่าหุ่นยนต์ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อมนุษย์เราในด้านต่างๆ นานแล้ว โดยเฉพาะในด้านอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ได้ถูกนำไปใช้ในการผลิตสินค้าอย่างแพร่หลายในหลายอุตสาหกรรม ก่อนที่หลายปีมานี้ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและความสามารถของมนุษย์หุ่นยนต์ก็ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้ในด้านบริการที่หลากหลายขึ้นเรื่อยๆ

เพื่อให้เห็นภาพสามารถแบ่งหุ่นยนต์ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มแรก ได้แก่ หุ่นยนต์อุตสาหกรรม ที่ปกติจะใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น การผลิตรถยนต์ หรืออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งรูปลักษณ์ของหุ่นยนต์โดยมากจะเป็นเหมือนแขนกลที่ใช้หยิบจับหรือยกของหนัก หรือทำงานซ้ำซ้อน และช่วยลดการใช้บุคลากรในการทำงานที่เสี่ยงอันตรายและจำเจ

กลุ่มที่สอง หุ่นยนต์บริการ เป็นหุ่นยนต์ที่ใช้นอกอุตสาหกรรม แต่เกี่ยวกับมนุษย์ เช่น ช่วยแบ่งเบาภาระในชีวิตประจำวัน หรือช่วยในการทำให้การเป็นอยู่ดีขึ้นและง่ายขึ้น โดยหุ่นยนต์ประเภทนี้ยังแบ่งย่อยอีก 2 กลุ่ม กลุ่มแรก หุ่นยนต์ที่ใช้ตามบ้าน เช่น หุ่นยนต์ดูดฝุ่น หุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุ อีกกลุ่มช่วยทำงานบางอย่างที่จะเกิดเบเนฟิตหรือการค้าได้ เช่น หุ่นยนต์ชงกาแฟ หุ่นยนต์ทางการแพทย์ช่วยหมอผ่าตัด หุ่นยนต์ทางทหาร หุ่นยนต์สำรวจ เช่น สำรวจใต้น้ำ เป็นต้น

หุ่นยนต์แบบไหนกำลังมา

ผศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อดีตหัวหน้าศูนย์เครือข่ายวิจัยประยุกต์ทางเทคโนโลยีหุ่นยนต์และชีวการแพทย์ (BART LAB) คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อนุกรรมการนโยบายคลัสเตอร์หุ่นยนต์ฯ กระทรวงอุตสาหกรรม และอดีตนายกสมาคมวิชาการหุ่นยนต์แห่งประเทศไทย เล่าถึงเทรนด์ของหุ่นยนต์ว่า หุ่นยนต์เมื่อประมาณ 15-20 ปีก่อนจะเน้นที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก แต่ปัจจุบันหุ่นยนต์บริการเริ่มมีการผลักดันและมีบทบาทในชีวิตของมนุษย์มากขึ้น ทั้งในเรื่องการศึกษา วิจัย พัฒนาและการสร้างผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์ที่ใกล้ชิดกับมนุษย์มากขึ้นออกมาใช้จริง เช่น หุ่นยนต์ทางการแพทย์ อาจจะด้วยความที่คุณหมอที่มีความชำนาญทางการแพทย์ เช่น ด้านการผ่าตัดสมอง มีจำนวนไม่มาก หุ่นยนต์จะมาช่วยอำนวยความสะดวกทำให้คุณหมอสามารถทำงานได้ง่ายและสะดวกขึ้นโดยที่ยังอ้างอิงความสามารถของคุณหมอไว้อยู่

“ตอนนี้โลกเราเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ก็จะเห็นหุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุ ส่วนประเทศไทยประมาณไม่เกิน 5 ปี ก็จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ฉะนั้นก็อาจจะมองถึงการหาหุ่นยนต์มาช่วยดูแล หรือให้ความสำคัญกับการพัฒนาหรือสร้างหุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุ หรือไม่ให้ผู้สูงอายุต้องเหงา ดูแลไม่ให้หกล้ม หรือเรื่องของการสื่อสารกับผู้ดูแลที่อยู่ระยะไกล เช่น ลูกหลานซึ่งกลางวันอาจไปทำงาน เย็นกลับมาบ้านก็สามารถที่จะมีการสื่อสารผ่านทางหุ่นยนต์ที่จะเคลื่อนที่ไปไหนมาไหนตามผู้สูงอายุ ก็เริ่มมีเทรนด์ตรงนี้ ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นล้ำหน้าในส่วนนี้ไปแล้ว เพราะญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมาก่อนทำให้การพัฒนาวิจัยทางด้านนี้ไปไกลค่อนข้างเยอะ”

ด้าน มหิศร ว่องผาติ อดีตนักแข่งขันหุ่นยนต์เตะฟุตบอลอัตโนมัติขนาดเล็ก ทีม Plasma-Z ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ปัจจุบันได้ร่วมกับสมาชิกของ Plasma-Z จำนวนหนึ่งก่อตั้งบริษัทผลิตหุ่นยนต์ของไทย ชื่อบริษัท ไฮฟ์กราวนด์ กล่าวว่า นอกจากหุ่นยนต์บริการที่ปัจจุบันกำลังมาแล้ว หุ่นยนต์อุตสาหกรรมที่มีการต่อยอดให้สามารถทำงานกับคนได้ปลอดภัยขึ้นและทำงานที่ซับซ้อนได้มากขึ้นก็เป็นธุรกิจที่ค่อนข้างโตชัดเจน

โอกาสของธุรกิจหุ่นยนต์ไทย

ผศ.ดร.จักรกฤษณ์ กล่าวว่า หุ่นยนต์ในซีกภาคอุตสาหกรรมค่อนข้างมีผู้ผลิตและมีความชำนาญอยู่หลายบริษัทใหญ่ในโลก อาจเป็นการยากที่ประเทศไทยจะก้าวเข้าไปเป็นคู่แข่งพัฒนาหุ่นยนต์ประเภทดังกล่าว แต่ไม่ใช่ว่าประเทศไทยพัฒนาไม่ได้ แต่เป็นเพราะมีผู้ครองตลาดที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว ในขณะที่หุ่นยนต์บริการถือว่าไม่ถึงจุดอิ่มตัว จึงยังสามารถที่จะพัฒนาวิจัยและผลิตออกมาแข่งขันในตลาดได้และไม่ใช่แค่ตลาดในประเทศเท่านั้น 

“ตอนนี้การใช้หุ่นยนต์เป็นเรื่องที่แพร่หลายในระดับโลก ซึ่งก็จะมีความเชื่อมโยงเป็นส่วนหนึ่งของอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (Internet of Things) ที่เราสามารถใช้สื่อสาร ประสานงาน ใช้ดูแลทำกิจกรรมต่างๆ ที่ปลายทางของการสั่งการก็คือระบบหุ่นยนต์หรือระบบอัตโนมัตินั่นเอง ซึ่งตรงนี้ก็จะสอดรับกับการขยายตัวของธุรกิจหุ่นยนต์ เทรนด์ของการใช้หุ่นยนต์จะมีมากยิ่งขึ้น และถ้าพูดถึงโอกาสของประเทศไทยช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เรามีทั้งงานวิเคราะห์ วิจัย เริ่มมีความสนใจและต้องการ มากไปกว่านั้นก็คือยังมีบุคลากรที่ให้ความสนใจข้องเกี่ยวร่ำเรียนทางด้านนี้ในประเทศเยอะยิ่งขึ้น”

คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวต่อว่า เวลานี้เป็นช่วงที่ประเทศกำลังผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ แล้วอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ก็เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมใหม่ที่เป็นนโยบายของประเทศด้วย ประกอบกับเรื่องของสตาร์ทอัพซึ่งกำลังมีการผลักดันอยู่ขณะนี้จะทำให้อุตสาหกรรมด้านหุ่นยนต์เกิดขึ้นได้ในประเทศไทย แต่ต้องมีกลไกและบทบาทของภาครัฐเข้ามามีส่วนร่วมบางส่วน เช่น การสนับสนุนผลักดันเรื่องภาษี ฐานภาษี การเชื่อมโยงกับผู้ที่มาร่วมลงทุน เป็นต้น

“ผมเชื่อว่าใน 5 ปีนี้น่าจะมีบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหุ่นยนต์ในประเทศไทยเกิดขึ้นหลายสิบบริษัท และน่าจะมีผลิตภัณฑ์ออกมาให้คนไทยได้เห็นกันมากขึ้น ผมเชื่อว่าการลงทุนและพัฒนาด้านหุ่นยนต์จะเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เราพัฒนาได้ ส่งออกได้ แต่ขนาดของอุตสาหกรรมจะไม่ใหญ่เหมือนยานยนต์ บริษัทจะไซส์ไม่ใหญ่แต่ไฮแวลู โปรดักต์แต่ละชิ้นที่ผลิตออกไปจะมีมูลค่าสูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับคุณค่าการลงทุนของตัวมันเอง เพราะฉะนั้นตรงนี้น่าจะเป็นช่วงที่ประเทศไทยอยู่ในช่วงที่เหมาะมากเพราะบุคลากรพร้อม รัฐบาลให้ความสนใจในนโยบาย นักลงทุนกล้าให้การลงทุน แล้วก็มีเรื่องของอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ และเรื่องของเทคโนโลยีที่มารอรองรับอยู่”

บริษัทสร้างหุ่นยนต์ของไทย

บริษัทที่ผลิตหุ่นยนต์ของไทย ณ ตอนนี้อาจมีไม่มาก ไฮฟ์กราวนด์ คือหนึ่งบริษัทสร้างหุ่นยนต์ของไทยที่ต้องบอกว่าน่าภูมิใจ เพราะตั้งขึ้นโดยคนรุ่นใหม่ที่เป็นผลผลิตมาจากอดีตทีมแข่งขันหุ่นยนต์เตะฟุตบอลอัตโนมัติขนาดเล็กทีม Plasma-Z ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เคยคว้าแชมป์หุ่นยนต์เตะบอลระดับโลกที่ประเทศจีนมาแล้ว โดยรวมตัวกันทั้งหมด 5 คน ประกอบด้วยปริญญาเอก 3 คน ปริญญาโท 1 คน และปริญญาตรี 1 คน

มหิศร ว่องผาติ กรรมการบริหารที่จบปริญญาตรี โท วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาเอก วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ (หุ่นยนต์) มหาวิทยาลัย
เคโอ ประเทศญี่ปุ่น พูดถึงเป้าหมายของการตั้งบริษัทว่า เพราต้องการเป็นบริษัทหุ่นยนต์ชั้นนำของประเทศ มีโปรดักต์ออกไปขายทั่วโลก และเป็นคอร์ปอเรตจริงๆ ด้านเทคโนโลยี ที่ไม่ใช่บริษัทครอบครัว หรือเอสเอ็มอี

“เรามองว่าอนาคตหุ่นยนต์จะมีช่องทางในการเข้าไปทดแทนและสนับสนุนการทำงานของมนุษย์มากขึ้น แล้วตลาดพวกนี้มีการคาดกันว่าโตเร็วและโอกาสในตลาดโลกถือว่าเยอะมาก เราจึงต้องการเป็นส่วนหนึ่งตรงนี้ และจากการที่ตั้งบริษัทมาตั้งแต่ปี 2012 ช่วงแรกก็จะมีโปรเจกต์เข้ามาให้ทำ โปรเจกต์แรก คือ อากาศยานไร้คนขับ หรือ UAV ของกองทัพอากาศ ร่วมกับบริษัท มาร์ซัน ซึ่งเราได้ติดตั้งระบบนักบินอัตโนมัติ ระบบสื่อสาร ระบบถ่ายภาพทางอากาศ งานดัดแปลงโครงสร้างอากาศยาน ระบบสายไฟ และงานปรับแต่งระบบนักบินอัตโนมัติ เพื่อให้อากาศยานไร้คนขับต้นแบบแบบที่ 3 สามารถทำการขึ้นบิน ทำภารกิจ และลงจอดแบบอัตโนมัติได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนั้นยังทำให้กับ ปตท. และอีกหลายบริษัท”

มหิศร กล่าวว่า หลังจากที่ผ่านมาได้รับจ้างทำโปรเจกต์ให้กับบริษัทอื่นๆ ปัจจุบันไฮฟ์กราวนด์พร้อมแล้วกับการสร้างหุ่นยนต์ที่เป็นแบรนด์ของตัวเอง โดยมีกองทุนจากธนาคารออมสินเข้ามาลงทุน

พัฒนาบุคลากรอยู่เสมอ

นอกเหนือจากการที่สถาบันด้านการศึกษาและมหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศจัดการเรียนการสอนหลักสูตรทางด้านหุ่นยนต์แล้ว การจัดการแข่งขันหุ่นยนต์ก็ถือเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ช่วยพัฒนาทักษะและความสามารถด้านการพัฒนาหุ่นยนต์ของไทย จึงไม่แปลกที่เด็กไทยได้ไปสร้างชื่อเสียงและคว้ารางวัลชนะเลิศด้านการแข่งขันหุ่นยนต์ระดับโลกมานับครัั้งไม่ถ้วน ล่าสุดคือการแข่งขันออกแบบและสร้างหุ่นยนต์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 9 : RDC 2016 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยเอ็มเทค ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยการสนับสนุนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ก็เป็นเวทีหนึ่งที่ช่วยพัฒนาทักษะและความสามารถด้านหุ่นยนต์ของเด็กไทย

พีระพงษ์ พิณวานิช หัวหน้าโครงการแข่งขันออกแบบและสร้างหุ่นยนต์แห่งประเทศไทยในครั้งนี้และในฐานะตัวแทนของเอ็มเทค กล่าวถึงธีมการแข่งขันว่า แต่ละปีธีมการแข่งขันจะไม่เหมือนกัน บางปีอาจเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม บางปีเป็นเรื่องของการกู้ภัย แต่ปีนี้คือเป็นหุ่นยนต์เพื่อสังคม มุ่งไปที่การช่วยเหลือคนพิการ

ด้าน ผศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เป็นการแข่งขันที่พยายามสร้างนักออกแบบโดยใช้โจทย์ทางหุ่นยนต์ ซึ่งการออกแบบที่ดีที่สุดก็คือการออกแบบแล้วลองทำในเวลาที่จำกัด ซึ่งต่างจากการแข่งขันทั่วไป

“เราพบว่านิสิตไทยมักอ่อนเรื่องการทำงานเป็นทีม ดังนั้นจึงพยายามหาเวทีให้พวกเขาทำ เพื่อสร้างทักษะด้านหุ่นยนต์และการทำงานเป็นทีมให้พวกเขาเมื่อต้องออกไปสู่โลกของการทำงานจริง ซึ่งต่างจากการแข่งขันหุ่นยนต์ทั่วไปที่มักจะแข่งในนามสถาบัน แต่ของเราจะให้แต่ละคนที่มาจากสถาบันต่างๆ มาทำงานด้วยกันเป็นทีม ทีมละ 5 คน แต่ละกลุ่มได้วัสดุอุปกรณ์การทำเหมือนกัน และต้องสร้างชิ้นงานให้ได้ตามโจทย์ที่กำหนด ซึ่งจะเห็นว่ากลุ่มที่ชนะมักจะเป็นกลุ่มที่มีซอฟต์สกิลสูง เช่น แต่ละคนอัธยาศัยดี ประสานงานกันดี ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น ไม่ได้เก่งอยู่คนเดียว”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท