
คริสตอฟ วิเกอรีกับย่างก้าวแห่งเวลา
นาฬิกาจากสวิตเซอร์แลนด์ขึ้นชื่อเรื่องความเที่ยงตรง แม่นยำ ดังนั้นเมื่อผู้คนจากทั่วโลก รวมถึงคนไทยหากมีโอกาสเดินทางไปเยือนสวิส จึงอดไม่ได้ที่จะขอซื้อนาฬิกาติดไม้ติดมือมาสักเรือน แต่ถ้าไม่ได้ไปล่ะ มาตรฐานเดียวกันนี้จะได้รับที่เมืองไทยไหม
นาฬิกาจากสวิตเซอร์แลนด์ขึ้นชื่อเรื่องความเที่ยงตรง แม่นยำ ดังนั้นเมื่อผู้คนจากทั่วโลก รวมถึงคนไทยหากมีโอกาสเดินทางไปเยือนสวิส จึงอดไม่ได้ที่จะขอซื้อนาฬิกาติดไม้ติดมือมาสักเรือน แต่ถ้าไม่ได้ไปล่ะ มาตรฐานเดียวกันนี้จะได้รับที่เมืองไทยไหม
โดย....รัฐพร คำหอม
ก็คงไม่ยากหากคุณได้รู้จักกับสวอทช์กรุ๊ป เท่านี้ก็ได้ครอบครองนาฬิกาสวิสแล้ว ทั้งยังมีให้เลือกอย่างหลากหลายเสียด้วยซิ ตั้งแต่จับกลุ่มวัยรุ่นจนถึงไฮโซหรูหราราคาแพง
วันนี้นาฬิกาอาจเป็นเพียงหนึ่งในหัวข้อที่จะพูดคุย แต่โอกาสที่ดีกว่านั้นก็คือการได้นัดหมายพูดคุยกับ คริสตอฟ วิเกอรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะสวอทช์กรุ๊ป เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายนาฬิกา 12 แบรนด์ ในเครือเดอะสวอทช์กรุ๊ป สำหรับตัวคริสตอฟเองแล้ว นาฬิกาติดตัวอาจเป็นเรือนเรียบๆ ง่ายๆ ใช้วัสดุที่เบาสบาย ยี่ห้อโอเมก้า ความพิเศษอยู่ที่ว่าเป็นรุ่นที่องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือนาซา รับรองในเรื่องการนำไปใช้ในอวกาศ
นอกจากนั้นประสบการณ์ในการก้าวเดินในฐานะผู้บริหารที่อยู่สวอทช์กรุ๊ปมา 15 ปี เป็นผู้บริหารที่ออกมาดูแลสาขาหลายประเทศในเอเชีย เขาจึงไม่ใช่แค่ “ฝรั่ง” ที่ผ่านมาเที่ยวเท่านั้น แต่ทั้งความสังเกต การ(ลอง)พยายามทำความเข้าใจคนต่างเชื้อชาติ เขาทำได้ดีทีเดียว อย่างหนึ่งอาจเพราะเขามีพื้นฐานในเรื่องการเรียนรู้นิสัยคนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
“ถ้าจะเรียกว่าเป็นความต่างระหว่างตะวันตกกับตะวันออก ผมมองว่าที่ไหนก็มีความแตกต่างกัน ต่อให้ในแถบยุโรปที่ผมอยู่ ชาวสวิสก็ไม่เหมือนชาวฝรั่งเศสแล้ว อย่างแรกเลยคงเป็นเรื่องของความคิด แต่ถ้าให้มองเป็นภาพใหญ่ผมว่ารูปแบบการดำเนินชีวิตอาจจะทำให้แยกออกได้ อย่างทางตะวันตก การใช้ชีวิต การทำงาน อาจออกไปในรูปแบบตัวใครตัวมัน เช้ามาถึง แต่ละคนทำงาน รับผิดชอบงานของตัวเอง ต้องติดต่อประสานงานกับใครก็ว่ากันไป แต่ทางตะวันออกที่ผมเคยไปอยู่สาขาในฮ่องกงมา 2 ปี แล้วก็มาอยู่ที่เมืองไทยได้ 4-5 ปีแล้ว นอกจากนั้นก็มีเดินทางไปท่องเที่ยว เช่นที่อินเดีย ผมเห็นในเรื่องความถ้อยทีถ้อยอาศัย ต้องใส่ใจกัน แคร์กันมากหน่อย อย่างเช้ามาถ้าไม่ทักทายสวัสดีกัน คนทางตะวันออกนี่จะรู้สึกว่าไม่ใช่แล้ว เหมือนไม่รู้จักกัน”
อย่างไรก็ตาม คริสตอฟ มองเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดีถึงการ “คบหาสมาคม” อย่างที่เมืองไทย คนอยู่ในหมู่บ้านจะรู้จักกัน มีการติดต่อกัน และในเรื่องธุรกิจ เขาบอกว่า ยิ่งเห็นได้ชัดเจนในเรื่องของความรู้จักกันจะโยงๆ กัน จนเป็นพันธมิตรธุรกิจเพิ่มขึ้นมาได้ ซึ่งทำให้เขาต้องย้อนมาดูการกระทำของตัวเองให้มากๆ เพราะจะมีผลส่งต่อในอนาคต สิ่งใดทำแล้วเป็นภาพบวก หรือก่อให้เกิดภาพลบ จึงต้องใส่ใจให้มากขึ้น
ส่วนกลยุทธ์ในการทำธุรกิจ คริสตอฟ ตอบง่ายๆ ได้ใจความ “ทำอย่างไรก็แล้วแต่ ให้เข้ากับตลาดของเมืองไทยให้ได้มากที่สุด”
เหมือนดูเป็นคนไม่ช่างพูด แต่เมื่อเราเกริ่นนำเกี่ยวกับเรื่องการเมืองของไทย แง่มุมในฐานะที่เขาเป็นคนต่างชาติที่เข้ามาทำงานในเมืองไทย เขาก็เข้าใจได้ดีพอสมควร
“ทุกประเทศก็มีความซับซ้อนทั้งนั้น ประเทศไทยก็มีวัฒนธรรมของตัวเอง ดังนั้นเรื่องการเมืองผมมองว่าเป็นเรื่องปกติ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ผมอยู่มาเกือบ 5 ปี มีนายกรัฐมนตรีกี่คนแล้วล่ะนับตั้งแต่มีการปฏิวัติเมื่อ 19 ก.ย. 2549 คุณสมัคร คุณสมชาย พล.อ.สุรยุทธ์ คุณอภิสิทธิ์ ผมได้เห็นความแตกต่างมาตลอด ไม่ได้ตื่นเต้นกับการเปลี่ยนแปลง แต่ก็มีบางอย่างที่ก็แปลกบ้าง อย่างนายกรัฐมนตรีหลุดจากตำแหน่งเพราะการทำครัวออกทีวี แต่ก็นั่นล่ะทุกอย่างไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผมว่าเมืองไทยก็ต้องก้าวต่อไป” คริสตอฟ บอก
ถ้าให้เขายกตัวอย่างถึงเศรษฐกิจที่เขาคุ้นเคยก็เป็นธุรกิจผู้จำหน่ายนาฬิกา ซึ่ง คริสตอฟ เชื่อมั่นว่า เมืองไทยยังเป็นตลาดที่มีความสดใสอยู่ ต่อให้อีก 10 ปีข้างหน้าก็ยังไม่ถดถอย และเอกลักษณ์พิเศษของคนไทยคือ ความพร้อมในการเผชิญกับสิ่งที่เกิดขึ้น เหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านน่าจะทำให้คนไทยได้เข้มแข็ง
“ผมไม่ค่อยเห็นคนไทยเศร้า หรือผิดหวังอยู่นานนะ แล้วเมืองไทยยังมีอะไรให้เข้ามาทำอีกเยอะ” ผู้บริหารชาวสวิสกล่าวยืนยันมั่นใจ







