
ไทยแลนด์ 4.0 กับการพัฒนาทางทะเล
โดย...ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
โดย...ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
เรากำลังพูดถึง Thailand 4.0 ที่ไม่เน้นอุตสาหกรรมหนัก แต่มุ่งไปทางนวัตกรรมและการท่องเที่ยวบริการ ซึ่งเป็นความหวังของเมืองไทยยุคใหม่
แนวคิดดังกล่าวไม่ใช่เพิ่งเริ่มมี แต่เป็นที่พูดถึงมา 2-3 ปีแล้ว โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่ถูกมองว่าเป็นธุรกิจหลักนำพารายได้เข้าประเทศ ทดแทนการส่งออกที่ปัจจุบันมีคู่แข่งในโลกมากมายเหลือเกิน และโอกาสจะรุ่งเรืองเฟื่องฟูเหมือนในอดีตเป็นไปได้ยาก
จึงไม่น่าแปลกใจที่การพัฒนาต่างๆ ในทะเลยุคนี้ เริ่มเปลี่ยนจากเขตอุตสาหกรรมหนัก ท่าเรือน้ำลึกขนาดยักษ์ กลายเป็นท่าเรือ สนามบิน หรือเขตต่างๆ เพื่อการท่องเที่ยว
เพราะการสร้างอุตสาหกรรมหนักทำได้ยาก แรงต้านในปัจจุบันมีมากกว่าในอดีตหลายเท่า วัตถุดิบ เช่น ก๊าซธรรมชาติ กำลังจะหมดทะเลไทย ตลาดก็แปรปรวนยากทำนาย เอาแค่ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ก็ไม่แน่ว่าจะรอดหรือเปล่า ยังไม่ต้องพูดถึงผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
ขณะที่การท่องเที่ยวฟังดูแล้วเป็นมิตรมากกว่า ช่วยกระจายรายได้ ส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศ บลา...บลา...บลา
น่าเสียดายที่ในมุมมองนักวิทยาศาสตร์ทางทะเล มันไม่เกี่ยวว่าการพัฒนาจะอยู่ในสายไหน มันขึ้นกับว่าคุณกำลังจะทำอะไรกับทะเล
ท่าเรือก็คือท่าเรือ ไม่เกี่ยวว่าเป็นท่าเรืออุตสาหกรรมหนักหรือท่าเรือท่องเที่ยว ทุกท่าเรือขึ้นกับขนาด ตำแหน่งที่ตั้ง และการควบคุมผลกระทบต่างๆ ท่าเรือสำหรับอุตสาหกรรมหนักไม่จำเป็นต้องส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าท่าเรือท่องเที่ยว
ผมจึงไม่คิดว่าการที่ประเทศไทยจะเปลี่ยนจาก 3.0 ไปสู่ 4.0 แล้วผลกระทบทางทะเลจะน้อยลง ในทางตรงกันข้าม เราต้องจับตาดูทะเลมากขึ้น เพราะการพัฒนาจะกระจายไปหลายต่อหลายแห่ง ทั่วทะเลเต็มไปหมด ไม่ใช่กระจุกอยู่เฉพาะนิคมอุตสาหกรรมหรือบางพื้นที่
ขอยกตัวอย่างที่ทะเลภูเก็ตและกระบี่ มีโครงการท่าเรือสำราญ 1 แห่ง ท่าเรือขนส่งอีก 10 แห่ง ท่าเรือมารีน่าอีกมากกว่าสิบ ยังไม่นับสนามบินที่อาจขยายรันเวย์ลงทะเล 1 กิโลเมตร
ผมเน้นย้ำว่านั่นเป็นแค่ 2 จังหวัด และท่าเรือแต่ละแห่งไม่ได้มูลค่า 5-10 ล้านบาท เราพูดกันหลักร้อยล้านขึ้นไป บางแห่งหลายร้อย บางแห่งนับหมื่นล้าน เช่น สนามบินในทะเล (ถ้าสร้าง)
การพัฒนาในทะเลจึงยังมีอยู่ และมีมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพียงแต่เปลี่ยนข้ออ้าง จากการพัฒนาเพื่ออุตสาหกรรมหนัก กลายเป็นเพื่อการท่องเที่ยว
ผมไม่เคยต่อต้านการพัฒนา หากทำในพื้นที่เหมาะสม และมีการวางแผนป้องกันผลกระทบ และติดตามดูแลผลกระทบอย่างต่อเนื่อง
ปัญหาสำคัญคือเรามักเลือกพัฒนาในที่ไม่เหมาะสม เช่น พื้นที่ติดหรืออยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเล ทั้งที่อุทยานทางทะเลมีพื้นที่ชายฝั่งไม่ถึงร้อยละ 10 ของพื้นที่ชายฝั่งในประเทศไทย (2,600 กิโลเมตร) เราก็พยายามเข้าไปสร้างในนั้น ไม่เข้าใจเหมือนกันจ๊ะ
การวางแผนป้องกันผลกระทบของเราทำได้ดีจนผ่าน EIA แต่ตอนจบกลับมีปัญหาเกือบทั้งสิ้น เพราะเราขอแค่สร้างให้ผ่าน หลังจากนั้นก็ไม่ซ่อมบำรุง ไม่เปิดระบบเพราะเปลืองไฟฟ้า ไม่จ้างเจ้าหน้าที่มาดูแลเพราะเปลืองเงินสารพัดจะพูดไป
ตัวอย่างง่ายๆ เมื่อ อบต.ที่เกาะพีพีไปตรวจสอบน้ำเสียของผู้ประกอบการ ทั้งร้านอาหาร โรงแรมเล็ก โรงแรมใหญ่กว่า 150 แห่ง ผ่านมาตรฐานอยู่แค่ไม่ถึง 20 แห่ง และมั่นใจได้เลยว่า เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะเกาะพีพี แต่เกิดทั่วทะเลไทย
เพราะฉะนั้น Thailand 4.0 ที่จะเน้นธุรกิจท่องเที่ยวบริการก็คงต้องมี 4.01 ว่าแล้วเราจะดูแลปัญหาเหล่านี้อย่างไร? หากมองในแง่การจัดการ Thailand 3.0 ที่มีโรงงานปล่อยน้ำเสียเป็นแห่งหลักๆ ยังตรวจสอบง่ายกว่าการตามไปดูร้านอาหารรีสอร์ทไม่รู้กี่ร้อยกี่พันแห่ง
หลายครั้งที่เราตรวจเจอน้ำเสียปลายทาง เราก็ไม่รู้จะทำยังไง เพราะต้นทางมันอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ผ่านร้านค้าผ่านโรงแรมผ่านร้านหมูกระทะไม่กี่ร้อยต่อกี่ร้อย ผิดจากโรงงานที่ปล่อยน้ำเสียก็ปิดไปเลย มันง่ายกว่ากันเยอะ
Thailand 4.0 ต้องเน้นกระจายรายได้ไปที่ท้องถิ่น ยังหมายถึงการกระจายงบประมาณ ปัญหาสำคัญคือท้องถิ่นมีความสามารถดูแลผลกระทบเหล่านี้ไหม หรือท้องถิ่นเป็นผู้เสนอโครงการสร้างผลกระทบเสียเอง
ในฐานะคนที่เกี่ยวข้องกับทะเล มีคนมาปรึกษาเยอะ ผมเจอแต่โครงการพัฒนาโน่นนี่นั่น เพื่อการท่องเที่ยวทั้งนั้น แต่แทบไม่มีโครงการจากท้องถิ่นที่เสนอการตรวจสอบและควบคุมผลกระทบที่เกิดขึ้น ทั้งที่นั่นแหละคือปัญหาสำคัญ พอเกิดเรื่องก็โอดครวญขอความช่วยเหลือจากส่วนกลาง อ้างว่าเกินความสามารถ
ทุกอย่างต้องค่อยเป็นค่อยไป เราต้องเรียนรู้กันไประหว่างทางสู่ Thailand 4.0 แต่สำคัญสุด คือเรียนรู้แล้วต้องเอาบทเรียนมาใช้ ไม่ใช่เรียนอย่างเดียวไปเรื่อยๆ มันก็จะเกิดเหตุการณ์คล้าย 3.0 นั่นแหละครับ







