posttoday
มหัศจรรย์แห่งหม่อนไหม

มหัศจรรย์แห่งหม่อนไหม

27 กรกฎาคม 2559

มีไม่มากนักที่พืชยืนต้นประเภทไม้พุ่มที่สามารถนำส่วนต่างๆ ของต้นไปใช้ประโยชน์ทำให้เกิดคุณค่าหลากหลายสำหรับมนุษย์

โดย...ชลารย์ ชลญ่า

มีไม่มากนักที่พืชยืนต้นประเภทไม้พุ่มที่สามารถนำส่วนต่างๆ ของต้นไปใช้ประโยชน์ทำให้เกิดคุณค่าหลากหลายสำหรับมนุษย์และมีมูลค่ามหาศาลในทางเศรษฐกิจ คงเห็นแต่ “หม่อน” นี่แหละพระเอกชูโรง ทั้งผล ทั้งกิ่ง ทั้งใบ มีความมหัศจรรย์ที่เราเห็นแล้วต้องทึ่ง อยากรู้ใช่ไหมว่า มหัศจรรย์อย่างไร มาดูกัน

รู้จักหม่อนก่อนดีไหม

ก่อนอื่นมารู้จักหม่อน ในสารานุกรมสำหรับเยาวชนไทยได้อธิบายเกี่ยวกับลักษณะของต้นหม่อนว่า เป็นพืชยืนต้นประเภทไม้พุ่ม เนื้ออ่อน เจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อนและเขตอบอุ่น ปลายใบแหลม ขอบใบอาจหยักเว้ามาก คล้ายใบมะละกอ หรือหยักน้อยคล้ายใบโพธิ์ บางชนิดมีขนเล็กใต้ใบ ลำต้นมีลักษณะกลม ผิวลำต้นเรียบ ไม่มีหนาม มียางสีขาวขุ่น คล้ายน้ำนม บางพันธุ์ติดผลดกและโต รับประทานได้คล้ายผลสตรอเบอร์รี่ ซึ่งพันธุ์ที่กล่าวนี้มักไม่นิยมใช้ใบเลี้ยงไหม เพราะใบแข็งกระด้าง ไหมไม่ชอบกิน

วิโรจน์ แก้วเรือง ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์หม่อนไหม กรมหม่อนไหม ให้ข้อมูลว่า หม่อน หรือภาษาอังกฤษเรียกกันว่า มัลเบอร์รี่ (Mulberry) เป็นต้นไม้ยืนต้นอยู่ในวงศ์มอราซี่อี่ (Moraceae) สกุลมอรัส (Morus) ซึ่งมีอยู่หลายชนิด เดิมหม่อนที่ให้ผลมี 3 ชนิด มีชื่อวิทยาศาสตร์ อย่างแรกคือ มอรัส อัลบ้า (Morus alba) เมื่อผลสุกให้ผลเป็นสีขาว เรียกว่า หม่อนขาว ชนิดที่สองคือ มอรัส รูบร้า (Morus rubra) เมื่อผลสุกจะให้ผลสีแดง มีชื่อสามัญว่าหม่อนแดง และสาม มอรัส ไนกร้า (Morus nigra) เมื่อผลสุกจะเป็นสีดำ เรียกหม่อนดำ

“หม่อนเป็นพืชวงศ์เดียวกับขนุน โพธิ์ ไทร สาเก ปอสา สันนิษฐานว่าหม่อนน่าจะเป็นคำไทยอีสาน เพราะชาวบ้านที่ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมักจะพูดว่าเก็บใบมอนไปเลี้ยงม้อน ซึ่งมีความหมายถึงเก็บใบหม่อนไปเลี้ยงตัวไหมนั่นเอง และในอดีตการปลูกหม่อนมุ่งเน้นไปที่การเก็บใบหม่อนไปเลี้ยงไหม ต่อมาได้มีการวิจัยและพัฒนางานวิจัยการแปรรูปหม่อนเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ นอกเหนือไปจากการเลี้ยงไหม พบว่าสามารถนำต้นหม่อนและผลหม่อนไปใช้ได้หลายอย่าง เช่น นำกิ่งหม่อนไปย่อยทำเป็นวัสดุเพาะเห็ด นำผลหม่อนไปแปรรูป เป็นแยม น้ำผลไม้ ไวน์ หรือไปเป็นส่วนผสมของข้าวเกรียบ หรือไอศกรีม เป็นต้น” วิโรจน์ กล่าว

สรรพคุณของหม่อนคุณค่าอนันต์

ใครจะคิดว่าผลไม้ขนาดจิ๋วนี้จะมีคุณค่าอนันต์ต่อสุขภาพของคนเรา วิโรจน์ อ้างว่า ในตำราเภสัชศาสตร์ของจีน ระบุสรรพคุณสามารถรักษาโรคท้องผูก บำรุงโลหิต ขจัดลม บำรุงสายตา ทำให้ดวงตาสว่าง มีประโยชน์ต่อไขข้อ บำรุงผมให้ดกดำ แก้พิษสุรา ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นประโยชน์ด้วยกันทั้งสิ้น โดยผลหม่อนมีรสหวาน ให้พลังความเย็น สีทีแรกแดงแล้วกลายเป็นสีม่วงภายหลังรสเข้มข้นหวานเย็นมีคุณต่อโลหิตเย็น ขจัดความร้อน บำรุงโลหิตมีคุณค่าต่อธาตุตัวเมีย ซึ่งตามข้อวินิจฉัยของแพทย์จีน หากธาตุตัวเมียในร่างกายไม่เพียงพอจะทำให้เลือดลมในกระดูกไม่ผ่าน โลหิตเกิดเต็ม ถ้าพลังตัวเมียเพียงพอ เลือดลมก็จะผ่านไปได้ ขจัดความร้อนออกไปจากร่างกาย หัวใจคลายความร้อนรุ่ม เส้นประสาทตาดี สายตาดี ร่างกายสุขสบาย

“ปัจจุบันกรมหม่อนไหมนำผลหม่อนมาทดสอบการเรียนรู้และความจำในหนู (Mice) ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พบว่าการให้ผลหม่อนสุกอบแห้งบด อัตรา 10 มิลลิกรัม/น้ำหนักหนู 1 กิโลกรัม สามารถเพิ่มความจำและการเรียนรู้ของหนู และลดการตายของเซลล์ประสาทในภาวะสมองขาดเลือดและพิษสุรา ขณะนี้กำลังทำการศึกษาผลที่เกิดขึ้นในอาสาสมัคร ดังนั้น ผลหม่อนอาจมีศักยภาพในการป้องกันการเกิดโรคสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์และโรคอื่นๆ ได้” ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ให้ข้อมูล

จากการมีการนำผลหม่อนมาแปรรูปเป็นน้ำผลไม้ ไวน์ แยม เจลลี่ ฯลฯ มาตั้งแต่ปี 2535 ทำให้ผลหม่อนกลายมาเป็นอาหารและเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและปลอดภัยต่อมนุษย์ โดยนักวิจัยของกรมหม่อนไหมและนักวิจัยจากหลายหน่วยงานร่วมดำเนินการ เช่น กรมวิชาการเกษตร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล คณะวิทยาศาสตร์และเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำให้ทุกวันนี้ผลหม่อนได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็น เภสัชโภชนาภัณฑ์ ที่มีสรรพคุณเป็นยา (Functional foods)

สำหรับผลหม่อนมีการนำไปแปรรูปได้หลากหลาย ตั้งแต่ไวน์ น้ำผลหม่อน แยม เจลลี่ และอื่นๆ ขณะที่ใบหม่อนส่วนใหญ่จะนำไปผลิตเป็นชา ซึ่งในชาหม่อนจะพบแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม โปแตสเซียมสูง มีกรดอะมิโน 18 ชนิด และพบกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายมากถึง 10 ชนิด ทั้งนี้ใบหม่อน ชาใบหม่อน และน้ำชาใบหม่อน ถือเป็นแหล่งที่ดีของเควอซิติน เคมเฟอรอล และโพลีฟีนอล โดยรวมมีบทบาทในการต้านออกซิเดชั่น เป็นผลดีต่อสุขภาพของมนุษย์ในการป้องกันโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น มะเร็ง หลอดเลือดแข็งแรง ลดคอเลสเตอรอล และความดัน บางทีก็นำไปใส่ในอาหาร เช่น ก๋วยเตี๋ยว เป็นต้น

ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์หม่อนไหม กล่าวต่อว่า ขณะที่เส้นใยไหมได้นำมาใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มมานานแล้ว ในปัจจุบันหลายประเทศโดยเฉพาะญี่ปุ่นและจีนได้มีการศึกษานำเอาวัสดุเหลือใช้จากไหม เช่น เศษเส้นไหมที่เกิดขึ้นระหว่างการสาวไหม หรือรังไหมที่ตัดแล้วมาพัฒนาเป็นผงไหมซึ่งเป็นโปรตีนธรรมชาติ ประกอบไปด้วยกรดอะมิโน 18 ชนิด และนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ทำเครื่องสำอาง อาหาร และเป็นวัสดุทางการแพทย์ นอกจากนี้ทำเป็นของสอยในชีวิตประจำวัน เช่น ทำกระดาษติดพนัก ทำพัด โคมไฟ ทำดอกไม้ประดิษฐ์ และใช้เป็นวัสดุในงานศิลปหัตถกรรม เป็นต้น

สุดยอดไหมไทย ต้องตรานกยูงพระราชทาน

ไหมไทยมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในความสวยและงดงามอันเนื่องมาจากแสงที่ทอส่งแวววาวอยู่ในเนื้อผ้า ซึ่งแตกต่างไปจากผ้าไหมทั่วๆ ไป ความโดดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์พิเศษไม่เหมือนกับไหมต่างประเทศ กล่าวคือ จะมีความเลื่อมมันเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนกับความเลื่อมมันของไหมทั่วๆ ไป เนื้อผ้าฟูไม่เรียบ อ่อนนุ่มและมีน้ำหนัก ปัจจุบันผ้าไหมไทยที่ได้รับการยอมรับในเรื่องคุณภาพและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศก็คือ ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน

ทั้งนี้ ตราสัญลักษณ์นกยูงพระราชทานบนผ้าไหมไทยนั้น เกิดขึ้นมาจากการที่ปัจจุบันมีผู้นำเข้าเส้นไหมและเส้นใยสังเคราะห์อื่นจากต่างประเทศ ทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย เส้นไหมจึงมีทั้งที่ได้คุณภาพและด้อยคุณภาพ เมื่อนำมาผลิตผ้าไหมจึงทำให้ผ้าไหมไทยด้อยคุณภาพ แต่ผู้ผลิตยังคงใช้ตราสัญลักษณ์... หรือ เพื่อการค้า ทำให้ผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศไม่มั่นใจในคุณภาพผ้าไหมไทยอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงได้พระราชทานตรานกยูงให้เป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพผ้าไหมไทยทั้งหมด 4 ชนิด ได้แก่ 1.นกยูงสีทอง 2.นกยูงสีเงิน 3.นกยูงสีน้ำเงิน และ 4.นกยูงสีเขียว

ทว่า การที่จะได้รับตรานกยูงพระราชทานนั้นต้องเป็นไปตามเกณฑ์ที่กรมหม่อนไหมกำหนด เช่น ผู้ที่จะขอพระราชทานตรานกยูงสีทองจะต้องเป็นผ้าไหมที่ผลิตโดยใช้เส้นไหมและวัตถุดิบ ตลอดจนกระบวนการผลิตที่เป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาพื้นบ้านดั้งเดิมของไทยอย่างแท้จริง โดยใช้เส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านเป็นทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืน เส้นไหมต้องสาวด้วยมือผ่านพวงสาวลงภาชนะ ทอด้วยกี่ทอมือแบบพื้นบ้านชนิดพุ่งกระสวยด้วยมือ ย้อมด้วยสีธรรมชาติ หรือสีเคมีที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและต้องผลิตในประเทศไทยเท่านั้น หรือถ้าเป็นนกยูงสีน้ำเงิน ก็ต้องเป็นผ้าไหมชนิดที่ผลิตด้วยภูมิปัญญาของไทยแบบประยุกต์ ใช้เทคโนโลยีการผลิตเข้ากับสมัยนิยมและเชิงธุรกิจ โดยใช้เส้นไหมแท้เป็นเส้นพุ่งและเส้นยืน ย้อมด้วยสีธรรมชาติ หรือสีเคมีที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ทอด้วยกี่แบบใดก็ได้ ต้องผลิตในประเทศไทยเท่านั้น

ทั้งนี้ จากการที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ ได้พระราชทานตรานกยูงพระราชทานบนผ้าไหมไทยนั้นทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไหมมีขวัญกำลังใจในการที่จะพัฒนาผ้าไหมของตนให้ได้คุณภาพมาตรฐานสากล อย่างเช่น “วันทนา เพียวงศ์” จากชุมชนบ้านหัวสะพาน อ.พุทไธสง จ.บุรีรัมย์ ที่เป็นหนึ่งในเกษตรกรที่นำผ้าไหมมาประกวดในงานประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ประจำปี 2559 ซึ่งจัดขึ้นโดย กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร B) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา

วันทนา เล่าถึงเอกลักษณ์ของผ้าซิ่นเชิงแดงซึ่งเป็นผ้าไหมของบุรีรัมย์ที่ต่างจากผ้าไหมที่อื่นๆ ให้ฟังว่า เชิงผ้าข้างบนและล่างจะเป็นเชิงสีแดง ความสูง เชิงข้างบน 6 นิ้ว ข้างล่าง 6 นิ้ว หรือเรียกว่า 6 หลบ เป็นเนื้อเดียวกันหมด ส่วนตรงกลางจะเป็นสีอะไรก็ได้ โดยผ้าเชิงแดงเก็บตีนดาวจะมีราคาสูงอยู่ที่ 1.5 หมื่นบาท ขณะที่ผ้าเชิงแดงทั่วไปราคาอยู่ที่ 2,500 บาท

“จุดเด่นของเรา (ชุมชนหัวสะพาน) เป็นไหมที่เราเลี้ยงเองทุกอย่าง สืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ สมัยก่อนลวดลายอาจจะไม่โดดเด่นเหมือนสมัยนี้ แต่สมัยนี้มีการเพิ่มเทคนิคใหม่ๆ ในการทอให้เชื่อมโยงกับการตลาดไปด้วย มีการศึกษาดูงานอยู่ตลอด เช่น ที่ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพ และหน่วยงานพัฒนาชุมชนของกรมหม่อนไหม ทำให้การทอผ้าไหมของชุมชนพัฒนาไปมาก จนไหมของเราได้ทำส่งศูนย์ศิลปาชีพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ด้วย”

วันทนา เล่าต่อว่า หมู่บ้านหัวสะพานมี 500 หลังคา เลี้ยงไหมกันทุกหลังคา 100% จากเริ่มแรกในปี 2542 มีหม่อนแปลงรวมประมาณ 50 ไร่ ตอนนี้ชาวบ้านรวมกลุ่มกันอยู่ที่อยู่ 1,500 ไร่ ปลูกหม่อน ทุกบ้านปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ขายใบชา รายได้ต่อปีเฉลี่ยครัวเรือนละ 3.5 แสนบาท โดยใบชาหม่อนส่งวันละ 3 ตัน ขณะที่เลี้ยงไหมอยู่ปีหนึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 7-8 ตัน

เมื่อถามถึงผลงานของชุมชนที่ส่งเข้าประกวด วันทนา บอกว่า ส่งเข้าประกวดทุกปี แต่ส่วนใหญ่จะได้รางวัลที่สองที่สามและชมเชยตลอด ไม่เคยได้ที่หนึ่งสักครั้งก็อยากได้เหมือนกัน ปีนี้ก็ส่งผ้ายูงทอง ยูงเงิน และยูงน้ำเงิน แต่ส่วนใหญ่จะได้ที่สองที่สามและชมเชยตลอด ไม่เคยได้ที่หนึ่งสักครั้งก็อยากได้เหมือนกัน ครั้งนี้ก็หวังเช่นกันแต่ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร จะตั้งใจพัฒนาต่อไปให้ดีที่สุด

ขณะที่ อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมหม่อนไหม เล่าถึงการประกวดว่า กรมหม่อนไหมจัดการประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และผลิตภัณฑ์หม่อนไหมขึ้นเป็นประจำทุกปี ปีนี้ก็เช่นกัน เพื่อเป็นการส่งเสริมและอนุรักษ์อาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้าไหมไทยให้มีความยั่งยืน และสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้ อีกทั้งยังเป็นการยกย่องเชิดชู เยาวชน บุคคล ชุมชน และหมู่บ้านที่ผลิตผลงานคุณภาพและสามารถรักษาวิถีการผลิตเส้นไหม และการทอผ้าไหมให้อยู่คู่ชุมชนอย่างเข้มแข็ง โดยผลงานที่ชนะการประกวดระดับประเทศทุกประเภทจะได้นำไปจัดแสดงในงานตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ครั้งที่ 11 ประจำปี 2559 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-14 ส.ค. 2559 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์