posttoday
คลังอาหารเพื่อปากท้องราษฎร ฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริบ้านบ่อหวี

คลังอาหารเพื่อปากท้องราษฎร ฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริบ้านบ่อหวี

20 กรกฎาคม 2559

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีความห่วงใยต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพสกนิกร

โดย...อณุสรา  ทองอุไร ภาพ... มูลนิธิปิดทองหลังพระ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีความห่วงใยต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพสกนิกร ที่อาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดารห่างไกลความเจริญที่มีความเป็นอยู่แร้นแค้น ยากจน ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง และกระทบกับภัยธรรมชาติ มีความแห้งแล้ง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล โดยได้เสด็จฯ เยี่ยมราษฎร และทรงมีพระราชดำริในการฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิต ยกระดับความเป็นอยู่ของราษฎรให้ดีขึ้น โดยทรงมีพระราชดำริจัดทำโครงการ เรียกว่า โครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ โดยมีรูปแบบการดำเนินกิจกรรมจะเป็นไปตามความเหมาะสมของสภาพพื้นที่แต่ละแห่ง เช่น ที่บ้านบ่อหวี ต.ตะนาวศรี อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี โครงการฟาร์มตัวอย่างตามแนวพระราชดำริ ได้จัดตั้งขึ้นตามแนวพระราชดำริที่พระราชทาน เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2545

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับการจัดตั้งฟาร์มตัวอย่าง ความว่า “ตอนนี้พยายามจะเริ่มทำฟาร์มตัวอย่างที่ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี หวังให้เป็นแหล่งผลิตอาหาร เป็นคลังอาหารที่หล่อเลี้ยงคนไทย จะเป็นที่น่าหวาดเกรงว่า ต่อไปอาหารจะแพงมากและคนที่ยากจนจะลำบาก ต้องตั้งคลังอาหารขึ้นตามที่ต่างๆ คนงาน ประชาชนก็จะดีใจ ได้รับจ้างทำงานจำนวนมาก แต่ละฟาร์มก็จ่ายค่าแรงให้ เพื่อเขาจะได้เลี้ยงครอบครัว ขออย่ามาพูดกับฉันเรื่องกำไรขาดทุน ถ้ามูลนิธิจะขาดทุน แต่แผ่นดินไทยมีกำไร แผ่นดินมีคนมีงานทำ ประชาชนมีความสุข มีความเป็นอยู่ดี เป็นของที่เราต้องการกัน”

สุรัตน์ แก่นคลองใหม่ นักเกษตรในพระองค์ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เล่าว่า นับจากนั้นมาโครงการฟาร์มตัวอย่างตามแนวพระราชดำริบ้านบ่อหวี ก็ได้จัดตั้งขึ้นตามแนวพระราชดำริที่พระราชทานให้เพื่อเป็นแหล่งผลิตอาหาร และคลังอาหารที่หล่อเลี้ยงคนไทย โดยเฉพาะราษฎรชาวบ้านบ่อหวี ต.ตะนาวศรี โดยเริ่มดำเนินการในปี 2546 ด้วยส่งเสริมให้ราษฎรรู้จักปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และทำการเกษตรอื่นๆ

คลังอาหารเพื่อปากท้องราษฎร ฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริบ้านบ่อหวี

 

แต่เนื่องจากสภาพพื้นที่แห่งนี้เป็นเหมืองแร่เก่า ดังนั้นสภาพดินโดยทั่วไปจึงไม่เหมาะสมกับการปลูกพืช และกิจกรรมที่เน้นหนัก คือ การเลี้ยงสัตว์ ซึ่งการปลูกพืชและการเลี้ยงปลา จะเป็นกิจกรรมเสริมในฟาร์ม โดยมีการเลี้ยงไก่พื้นเมือง ไก่ไข่ เป็ดไข่ เป็ดเทศ เป็ดอี้เหลียง (ภายหลังได้ยุติการเลี้ยงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา) การเลี้ยงสุกร หมูป่า แพะนม ตลอดจนการเลี้ยงปลาในกระชัง

สำหรับการปลูกพืชนั้น เน้นรูปแบบเกษตรอินทรีย์และเกษตรผสมผสานมีการปลูกสมุนไพร ปลูกไม้ผลท้องถิ่นพืชผักสวนครัว โดยปลูกพืชผักหมุนเวียน พืชผักตามฤดูกาล ปลูกพืชไร่แซมในแปลงไม้ผลที่ว่าง เพาะเห็ด ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเห็ด กล้วยน้ำว้า พริกกะเหรี่ยง ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยพืชสด ทำปุ๋ยหมักและปุ๋ยชีวภาพ

พร้อมกับมีการจ้างแรงงานภายในท้องถิ่นเข้ามาทำงานในฟาร์ม โดยใช้งบประมาณการจ้างแรงงานจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อชาวบ้านจะได้มีงานทำ มีรายได้ และนำความรู้ด้านการเกษตรที่ได้รับการถ่ายทอดและจากฝึกปฏิบัติจริงในฟาร์มไปใช้ในการประกอบอาชีพของตนเองได้ สร้างงาน สร้างรายได้อย่างยั่งยืน รวมถึงมีการถ่ายทอดความรู้ไปสู่ราษฎรในพื้นที่รอบๆ โครงการ ได้แก่ บ้านห้วยม่วง บ้านห้วยน้ำหนัก บ้านหนองตาดั้ง ต.ตะนาวศรี อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี อีกด้วย

กว่า 13 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ราษฎรในพื้นที่ได้รับประโยชน์ นำความรู้ที่ได้จากโครงการไปปรับใช้ในพื้นที่ มีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยผลิตผลจากฟาร์มได้ขยายผลไปสู่การค้า มีการจำหน่ายหน้าฟาร์มให้กับราษฎรในพื้นที่และประชาชนทั่วไป

งานศิลปาชีพ เสริมความมั่นคงชายแดน

จากพระราชดำริ ความตอนหนึ่งว่า “พื้นที่สวนผึ้งเป็นพื้นที่ติดชายแดนพม่า จึงจำเป็นต้องสร้างความเข้มแข็งให้ราษฎรในบริเวณพื้นที่มีอาชีพ มีรายได้พอ เพื่อไม่ให้ย้ายถิ่น เขาจะได้เป็นหู เป็นตาให้ประเทศไทยต่อไป”

คลังอาหารเพื่อปากท้องราษฎร ฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริบ้านบ่อหวี

 

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงสืบสานพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการพัฒนาความเป็นอยู่ของราษฎรที่อยู่ตามแนวชายแดน โดยเฉพาะในเขต จ.ราชบุรี ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโครงการศิลปาชีพขึ้นในศูนย์ศึกษาพรรณไม้ป่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เพื่อช่วยเหลือราษฎร ซึ่งเป็นคนไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงให้มีอาชีพเสริม หลังการเก็บเกี่ยวพืชไร่ และเพื่อลดการล่าสัตว์ การบุกรุกพื้นที่ป่า ปัจจุบันกลุ่มศิลปาชีพที่สำคัญในศูนย์ศึกษาพรรณไม้ป่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ คือ การจักสาน การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การทอผ้าไหมพื้นเมือง และการทำเครื่องปั้นดินเผา ที่เป็นศิลปะแบบพื้นบ้านในท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง

จุดกำเนิดของโครงการศิลปาชีพ เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2536 ครั้งเสด็จฯ เยี่ยมราษฎร บ้านห้วยม่วง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงมีพระราชเสาวนีย์ ว่า พื้นที่แถบนี้น่าจะมีการจัดตั้งกลุ่มทอผ้าเพิ่มขึ้นเพื่อหาอาชีพเสริมให้กับราษฎรในพื้นที่หลังเก็บเกี่ยวพืชไร่ จากนั้นมาวันที่ 5 ม.ค. 2540 ได้มีการจัดตั้งกลุ่มทอผ้าไหม บ้านหนองตาดั้ง ขึ้นเป็นหมู่บ้านแรก ต่อมาในวันที่ 20 พ.ค. 2540 ก็มีการจัดตั้งกลุ่มทอผ้าไหมบ้านพุระกำขึ้น และปัจจุบันในศูนย์ศึกษาพรรณไม้ป่าฯ ได้มีการจัดตั้งโรงทอผ้าขึ้น เพื่อให้สมาชิกจากบ้านห้วยน้ำหนัก และบ้านห้วยม่วง เข้ามาร่วมกันดำเนินการด้วย

สำหรับกลุ่มเครื่องปั้นดินเผานั้น ทรงมีพระราชประสงค์ให้มีการฝึกสอนการทำเครื่องปั้นดินเผาให้เป็นศิลปะแบบพื้นบ้านในท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง โดยการพระราชทานทรัพย์สำหรับดำเนินการทั้งสิ้น เช่น การสร้างสถานที่ฝึก อุปกรณ์การฝึกสอน การดำเนินการทุกขั้นตอน จนสำเร็จเป็นของใช้ รวมถึงครูฝึก โดยมีการนำราษฎรจาก 3 หมู่บ้าน ของ ต.ตะนาวศรี ไปฝึกอบรมวิชาชีพเครื่องปั้นดินเผา ที่ศูนย์ศิลปาชีพเครื่องปั้นดินเผาบ้านกุดนาขาม อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร เพื่อนำกลับมาจัดตั้งโครงการศิลปาชีพเครื่องปั้นดินเผาที่ จ.ราชบุรี ต่อไป

คลังอาหารเพื่อปากท้องราษฎร ฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริบ้านบ่อหวี

 

ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งธนาคารข้าว ธนาคารโค การเลี้ยงปลา เป็ดเทศ การดำเนินงานเกษตรตามแนวทางทฤษฎีใหม่ เพื่อเป็นแบบอย่างของการพัฒนาอาชีพของราษฎรในพื้นที่โครงการ การฝึกอบรมราษฎรอาสาพิทักษ์ป่า เพื่อทำหน้าที่พิทักษ์รักษาทรัพยากรธรรมชาติให้กับแผ่นดินบนพื้นที่กว่า 3,000 ไร่ และดูแลปกป้องแนวเขตประเทศในฐานะหมู่บ้านยามชายแดนที่เข้มแข็ง และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยจัดเป็นศูนย์ศึกษาพรรณไม้ป่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ศูนย์วนเกษตร เพื่อเป็นแปลงสาธิตให้ความรู้ด้านการพัฒนาอาชีพการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรได้เรียนรู้ และนำไปใช้ในที่ดินของตัวเองได้

สำหรับบ้านพุระกำ เป็นหมู่บ้านชายแดนสุดท้ายติดกับเทือกเขาตะนาวศรี แนวเขตกั้นพรมแดนไทย-เมียนมา ตั้งอยู่ห่างจากชายแดนเมียนมาเพียง 3.5 กม. พุระกำเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ผู้อยู่อาศัยคือชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง มีสภาพชีวิตที่ยากจน ชีวิตถูกปรับเปลี่ยนจากการทำไร่เลื่อนลอยมาเป็นการอาศัยอยู่กับที่อย่างถาวร ความไม่คุ้นเคยกับการเพาะปลูกจึงทำให้การดำเนินชีวิตของชุมชนบ้านพุระกำสะดุดชะงัก ความเป็นอิสระของชีวิตสูญหายไปพร้อมกับความอดอยากที่เข้ามาแทนที่ ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น ด้วยพระบารมีของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ได้พระราชทานศิลปาชีพและธนาคารข้าวเข้าไปช่วยเหลือ จึงทำให้ประชาชนบ้านพุระกำสามารถดำรงอยู่ได้อย่างพอมีพอกิน

คลังอาหารเพื่อปากท้องราษฎร ฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริบ้านบ่อหวี

โครงการบ้านหนองตาดั้ง

โครงการแหล่งผลิตอาหารและวนเกษตร ได้เริ่มต้นในปี 2547 บนเนื้อที่ 48 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนกลางของบ้านหนองตาดั้ง ได้เริ่มงานวนเกษตร เริ่มด้วยการแบ่งพื้นที่ปลูกไม้ผล เช่น ขนุน ลำไย น้อยหน่า ส้มโอ มะนาว มะกอกฝรั่ง กระท้อน ยางนา ปลูกพืชไร่ ได้แก่ ข้าวไร่ ข้าวโพด พริกกะเหรี่ยง มะเขือฟักทอง และมีการเลี้ยงเป็ด ไก่ และหมู

จนในปี 2543 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชเสาวนีย์ว่า “ให้กรมประมงช่วยเหลือราษฎรที่อยู่ใกล้ชายแดนของ จ.ราชบุรี ได้เลี้ยงปลาไว้เป็นอาหาร และพัฒนาให้เป็นแหล่งผลิตอาหารต่อไป และทรงเห็นชอบที่จะให้บ้านหนองตาดั้งเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาเป็นแหล่งผลิตอาหาร และดำเนินการไปสู่พื้นที่อื่นๆ ต่อไป” ด้วยการจัดตั้งเป็นแหล่งเรียนรู้ สาธิตการทำเกษตร อบรมราษฎรให้มีความรู้ในการดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง

พ.ท.สมเกียรติ เทียนวัฒนา ผู้อำนวยการสวนป่าเฉลิมพระเกียรติ เล่าว่า ที่บ้านหนองตาดั้ง ยังเป็นสถานที่จัดตั้งธนาคารควาย และโรงเรียนควาย โดยธนาคารควายนั้นเกิดขึ้นจากการไถ่ชีวิตควายถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา ครบ 6 รอบ เพื่อเป็นการอนุรักษ์ควายให้คงอยู่คู่แผ่นดินต่อไป และส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่โครงการฯ โดยเฉพาะในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ได้ใช้ควายในการปรับพื้นที่ในการปลูกข้าวและพืชไร่แทนเครื่องจักรกลที่ต้องสิ้นเปลืองทั้งเงินและน้ำมัน รวมถึงมีการจัดตั้งโรงเรียนควาย เพราะควายทุกตัวไม่ได้ไถนาเป็น และเพื่อฝึกคนให้รู้จักใช้ควาย และฝึกควายให้รู้จักทำงาน

ข่าวล่าสุด

นิด้าโพล ชี้ “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” มหาดไทย รับศึกหนักสุด

นิด้าโพล ชี้ “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” มหาดไทย รับศึกหนักสุด