
คิง เพาเวอร์...เพิ่มเพาเวอร์ให้บอลไทย
...กิตติศักดิ์ โมฆรัตน์
สร้างความฮือฮาได้ไม่น้อยสำหรับการเข้าไปซื้อหุ้นสโมสรเลสเตอร์ ซิตี ทีมในระดับแชมเปียนชิพ ของ อัยยวัฒน์ รักศรีอักษร ทายาทกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์
งานนี้ไม่มีการเปิดเผยตัวเลขค่าใช้จ่ายดังกล่าว แต่กระแสข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้รายงานว่า น่าจะอยู่ประมาณ 4050 ล้านปอนด์ (ราว 2,0402,550 ล้านบาท) สำหรับการซื้อหุ้นสโมสรจำนวน 49% ส่วนอีก 51% นั้น มิลาน มันดาริช นักธุรกิจชาวเซิร์บ ยังถือครองไว้อยู่ พร้อมกับดำรงตำแหน่งประธานสโมสรต่อไป
อย่างไรก็ตาม มันดาริชยอมรับว่าเขาอาจจะทยอยขายหุ้นสโมสรส่วนที่เหลือในอนาคต ซึ่งนั่นทำให้มีความเป็นไปได้ว่า กลุ่มทุนไทยมีโอกาสเข้าไปฮุบกิจการของเลสเตอร์อย่างเต็มตัว
การนำพาตัวเองเข้าไปสู่วงการฟุตบอลอังกฤษครั้งนี้ ทางคิง เพาเวอร์ ต้องหวังผลทางธุรกิจเป็นธรรมดา แต่ในขณะเดียวกันดีลนี้ก็สามารถส่งแรงกระเพื่อมมาสู่วงการฟุตบอลไทยเช่นกัน
แต่จะเป็นอะไรบ้างนั้น ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด
บุรีรัมย์รับเต็มๆ
“
โค้ชหรั่ง” ชาญวิทย์ ผลชีวิน อดีตกุนซือทีมชาติไทย ผู้คร่ำหวอดอยู่กับวงการฟุตบอลบ้านเรามายาวนาน มั่นใจว่า การมีคนไทยเข้าไปอยู่ในบอร์ดบริหารของเลสเตอร์จะช่วยส่งเสริมฟุตบอลไทยแน่นอน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง“
เรื่องนี้ต้องดูกันยาวๆ ว่าทางผู้บริหารเขาจะมีนโยบายมาเชื่อมกับฟุตบอลบ้านเรายังไง อะไรบ้าง แต่เชื่อว่าการซื้อสโมสรครั้งนี้ นอกจากผลประโยชน์ทางธุรกิจที่ทางคิง เพาเวอร์ จะได้รับแล้ว ฟุตบอลไทยก็จะได้รับผลประโยชน์ไปด้วยเช่นกัน” โค้ชหรั่ง กล่าวเรื่องหนึ่งที่มีการพูดถึงกันอย่างกว้างขวางตั้งแต่ก่อนที่การเจรจาครั้งนี้จะบรรลุข้อตกลงกันคือ การนำสโมสร
“ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ พีอีเอ จับมือเป็นพันธมิตรกับเลสเตอร์ เพราะ วิชัย รักศรีอักษร เจ้าพ่อคิง เพาเวอร์ นั้นมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับ เนวิน ชิดชอบ ที่สวมหัวโขนเป็นประธานสโมสรบุรีรัมย์ พีอีเอ ทีมชั้นนำในศึกสปอนเซอร์ ไทย พรีเมียร์ลีก ซึ่ง ณ ปัจจุบันทางคิง เพาเวอร์ ก็เป็นสปอนเซอร์ของทีมบุรีรัมย์อยู่แล้วด้วย“
คาดว่าอนาคตจะมีการส่งนักเตะระดับเยาวชนในอะคาเดมีของเลสเตอร์ ซึ่งค่อนข้างเป็นอะคาเดมีที่แข็งแกร่งของอังกฤษ เข้ามาช่วยเสริมทีมเรา” วิษณุ เกียรติเทียนเลิศ ผู้จัดการทั่วไปของสโมสรบุรีรัมย์ พีอีเอ เปิดเผยสำหรับนโยบาย
“คอนเนกชัน” ระหว่างเลสเตอร์กับบุรีรัมย์ ยังต้องรอการชี้แจงอย่างเป็นทางการจากบอร์ดบริหารอีกครั้ง ว่าจะมีทิศทางดำเนินการอย่างไรบ้าง แต่เชื่อเถอะว่าการช่วยเหลือกันระหว่างสโมสรที่เราคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็น การส่งเยาวชนไปฝึกซ้อม การส่งโค้ชไปอบรม การแลกเปลี่ยนยืมตัวนักเตะไปใช้งาน รวมถึงการยกพลไปเก็บตัวฝึกซ้อมถึงเมืองผู้ดี น่าจะมีให้เห็นกันแน่ๆและงานนี้ บุรีรัมย์ พีอีเอ จะเป็นสโมสรของไทยที่ได้รับผลพลอยได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยที่สุดแน่นอน ส่วนจะมีอานิสงส์เลยไปถึงสโมสรอื่น รวมถึงทีมชาติหรือไม่นั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
ลุ้นแข้งไทยไปอังกฤษ (อีกรอบ)
ย้อนกลับไปเมื่อครั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั่งเก้าอี้เจ้าของสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี วงการฟุตบอลไทยคึกคักขึ้นมาพอสมควร ซึ่งถ้าพูดถึงในแง่ของกีฬาล้วนๆ โดยไม่มองว่ามีสิ่งอื่นแอบแฝงอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ก็ต้องยอมรับว่า การที่มีคนไทยไปเป็นเจ้าของสโมสรลูกหนังชั้นนำ ช่วยเพิ่มโอกาสในการพัฒนาวงการฟุตบอลอีกทางหนึ่ง
ครั้งนั้น ทีมชาติไทยมีโอกาสได้ไปเก็บตัวฝึกซ้อมถึงถิ่นเรือใบสีฟ้า ซึ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกเพียบพร้อมกว่าการเก็บตัวในบ้านเรามากมาย นอกจากนี้ยังมีการดึงแมนฯ ซิตี มาโชว์ฝีเท้าถึงเมืองไทยด้วย
เท่านั้นไม่พอ ยังมีการนำนักเตะไทยฝีเท้าดี 3 คน ได้แก่ สุรีย์ สุขะ, เกียรติประวุฒิ สายแวว และ ธีรศิลป์ แดงดา ไปเซ็นสัญญากับทีมเรือใบสีฟ้า สร้างความหวังให้กับแฟนบอลว่าจะได้เห็นนักเตะไทยไปโลดแล่นในพรีเมียร์ลีกกับเค้าบ้าง
อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้วโครงการนี้ถูกมองว่าเป็นการ
“วาดวิมานขายฝัน” เสียมากกว่า เพราะ 3 แข้งไทยที่ถูกดึงตัวไป ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าการซ้อมอยู่ในทีมสำรองหรือถูกปล่อยให้ทีมอื่นยืมตัวไปใช้งาน จนในที่สุดก็ไม่ได้ลงสัมผัสเกมพรีเมียร์ลีกแม้แต่นาทีเดียว และกลับมาเล่นในไทยเหมือนเดิม“
ไม่แน่ว่าครั้งนี้ ก็อาจมีการสร้างกระแสเหมือนตอนแมนฯ ซิตี คืออาจมีการส่งนักบอลไทยไปเลสเตอร์อีกก็ได้” โค้ชหรั่ง ให้ความเห็นทั้งนี้ หากมีการส่งแข้งไทยไปยังเลสเตอร์จริง
“เดอะตุ๊ก” ปิยะพงศ์ ผิวอ่อน สุดยอดดาวยิงตลอดกาลของทีมชาติไทย มองว่ามีโอกาสมากกว่าเดิมที่นักเตะไทยจะได้ไปโชว์ฝีเท้าในอังกฤษ“
ถ้าเป็นในระดับแชมเปียนชิพ ผมคิดว่านักบอลไทยดีพอที่จะเอาตัวรอดได้ แต่ถ้าเป็นระดับพรีเมียร์ลีกมันยากไปหน่อย ซึ่งผมว่าเราต้องค่อยๆ ไปทีละขั้น อาจจะเริ่มจากลีกระดับล่างก่อน แล้วค่อยมองไปลีกที่แข็งขึ้น”นอกจากนี้ อดีตหัวหอกเจ้าของฉายาเพชฌฆาตหน้าหยก ยังเห็นเช่นกันว่า บุรีรัมย์ จะเป็นทีมที่ได้ผลประโยชน์มากที่สุด ซึ่งนักเตะปราสาทสายฟ้าที่พอจะมีโอกาสไปเล่นที่เลสเตอร์ ก็เห็นจะมี สุเชาว์ นุชนุ่ม กองกลางทีมชาติไทย
“
บุรีรัมย์มีผู้เล่นฝีเท้าดีและติดทีมชาติหลายคน อย่างสุเชาว์ นุชนุ่ม ก็พอมีความเป็นไปได้ เพราะเล่นให้ทีมชาติไทยมาต่อเนื่อง ซึ่งคงไม่ติดปัญหาเรื่องเวิร์กเพอร์มิต” ปิยะพงศ์ กล่าวร่วมด้วยช่วยกัน
หากติดตามข่าวสารวงการฟุตบอล เราจะเห็นว่าระยะหลังมานี้ ไม่ได้มีเพียงเลสเตอร์เท่านั้นที่มีคนไทยเข้าไปร่วมแจม
ก่อนหน้านี้ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ หรือ
“เบียร์ช้าง” ก็เข้าไปเป็นสปอนเซอร์บนหน้าอกเสื้อของทีม “ทอฟฟี่สีน้ำเงิน” เอฟเวอร์ตัน และผุดโครงการต่างๆ มาช่วยยกระดับวงการฟุตบอลไทยอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น โครงการช้างไทยไปเอฟเวอร์ตัน ซึ่งเป็นการส่งเยาวชนไทยไปฝึกทักษะลูกหนังถึงเมืองผู้ดี หรือการจัดกิจกรรมสอนฟุตบอลเยาวชน โดยมีนักฟุตบอลหรือสต๊าฟโค้ชของทีมทอฟฟี่สีน้ำเงินบินตรงมาจากอังกฤษอยู่เป็นระยะล่าสุด สิงห์ คอร์เปอเรชั่น กระโดดเข้าไปเป็นโกลบอล พาร์ตเนอร์กับ 2 สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งพรีเมียร์ลีกคือ
“ปีศาจแดง” แมนฯ ยูไนเต็ด กับ “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี และมีโครงการนำทั้ง 2 สโมสรมาเตะในประเทศไทยในอนาคตนอกจากนี้ ทางสิงห์ก็เป็นผู้สนับสนุนสโมสร
“กระต่ายแก้ว” บางกอกกล๊าส เอฟซี จึงมีโอกาสที่บีจีจะได้รับความช่วยเหลือในการพัฒนาทีมไม่ทางใดก็ทางหนึ่งจาก 2 สโมสรระดับบิ๊กดังกล่าวแน่นอนว่า บริษัทห้างร้านเหล่านี้ต้องมองไปยังผลประโยชน์ทางธุรกิจขององค์กรเป็นหลัก แต่ในขณะเดียวกันต้องชมเชยที่พวกเขาไม่ลืมที่จะพัฒนาวงการฟุตบอลบ้านเราควบคู่ตามไปด้วย ซึ่งเมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกันพัฒนาในช่องทางที่ตัวเองสามารถทำได้ ผลประโยชน์โดยรวมก็จะมาตกอยู่กับวงการฟุตบอลไทยแน่นอน







