
พลิกบทสจ๊วตเลือดร้อนสู่ฮีโร่ในโลกไซเบอร์
หากจะเปรียบเทียบสงครามน้ำลายที่เกิดขึ้นระหว่างพนักงานต้อนรับหนุ่มใหญ่สุดล้ำของสายการบินเจ็ตบลูกับผู้โดยสารจอมดื้อนั้นเป็นละครฉากหนึ่ง ก็ต้องบอกว่าเป็นฉากไคลแมกซ์ของเรื่อง....
หากจะเปรียบเทียบสงครามน้ำลายที่เกิดขึ้นระหว่างพนักงานต้อนรับหนุ่มใหญ่สุดล้ำของสายการบินเจ็ตบลูกับผู้โดยสารจอมดื้อนั้นเป็นละครฉากหนึ่ง ก็ต้องบอกว่าเป็นฉากไคลแมกซ์ของเรื่อง....
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
หากจะเปรียบเทียบสงครามน้ำลายที่เกิดขึ้นระหว่างพนักงานต้อนรับหนุ่มใหญ่สุดล้ำของสายการบินเจ็ตบลูกับผู้โดยสารจอมดื้อนั้นเป็นละครฉากหนึ่ง ก็ต้องบอกว่าเป็นฉากไคลแมกซ์ของเรื่องที่แสนจะดุเดือด (แต่ไม่เลือดพล่าน) ชนิดที่ผู้ชมชมแล้วห้ามกะพริบตา
เพราะงานนี้ทั้งสองฝ่ายเล่นสวมวิญญาณสจ๊วตเลือดร้อนที่ด่ากราดผู้โดยสารปากร้าย ไร้วินัยได้สมจริงสมจังมากๆ แถมยังต่อบท (ต่อปากต่อคำ) สวนหมัดกันได้สมน้ำสมเนื้อ เล่นเอาผู้ชมแยกไม่ออกเลยว่า ศึกครั้งนี้ใครตัวพระ ใครเป็นตัวโจร
ทว่า แม้เรื่องราวสุดแอ็กชันดรามาจะรูดม่านจบลงตรงที่ สตีเวน สเลเตอร์ สจ๊วตวัย 39 ปี ตัดสินใจเผ่นออกจากนกเหล็กด้วยวิธีสุดพิสดาร กระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตามรวบเข้าซังเตในเวลาต่อมา จะดูคล้ายจุดจบของ “ผู้ร้าย” ในเรื่องอย่างไรอย่างนั้น
แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงแล้วกลับตรงข้ามกับละครฉากสมมตินี้โดยสิ้นเชิง เพราะแทนที่เหตุทะเลาะวิวาทระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของสจ๊วตปรี๊ดแตกรายนี้จะดับไฟอนาคตของเขาให้มืดมิด ทว่ามรสุมชีวิตดังกล่าวกลับส่องประกายเจิดจ้าให้|สเลเตอร์โดยไม่รู้ตัว หลังจากที่เขาได้รับกระแสความเห็นอกเห็นใจอย่างสุดซึ้งจากพลพรรคในเครือข่ายสังคมออนไลน์ ถึงขนาดได้รับการยกย่องให้เป็น “ฮีโร่” หรือ “วีรบุรุษเดินดินยุคใหม่” กลายเป็นคนดัง ที่สปอตไลต์ทุกดวงสาดส่องเข้ามาหาในชั่วข้ามคืน
ย้อนกลับไปดูวินาทีที่เกิดเหตุวิวาทะแบบไม่คาดฝันบนเครื่องบินโดยสารเที่ยวบิน 1052 ของสายการบินต้นทุนต่ำเจ็ตบลู ขณะเตรียมร่อนลงจอดที่สนามบินนานาชาติเจเอฟเค หลังทะยานขึ้นจากนครพิตส์เบิร์ก เพื่อเดินทางมายังนครนิวยอร์ก ของสหรัฐ เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา
เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ รายงานว่า สเลเตอร์ สจ๊วตหนุ่มผู้มีขีดความอดทนต่ำรายนี้ ได้แจ้งให้ผู้โดยสารนั่งประจำที่ เนื่องจากเครื่องกำลังจะลงจอด แต่ทว่ากลับมีผู้โดยสารคนหนึ่งลุกขึ้นหยิบข้าวของจากช่องเก็บของเหนือศีรษะ โดยไม่สนคำเตือนของเขา
ยิ่งกว่านั้นเมื่อสเลเตอร์เข้าไปตักเตือนกลับถูกผู้โดยสารไร้วินัยตอกกลับด้วยการใช้กระเป๋าฟาดเข้าใส่ที่ศีรษะ เท่านั้นยังไม่พอ เพราะเมื่อสจ๊วตหนุ่มขอให้ผู้โดยสารรายนี้กล่าวคำขอโทษจากพฤติกรรมสุดอันธพาลของตัวเอง ทว่า เขากลับถูกผรุสวาทด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย
งานนี้ก็เล่นเอาสจ๊วตหนุ่มที่มีอารมณ์ขุ่นข้องหมองใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้วถึงกับเลือดขึ้นหน้าจน
เก็บอาการไม่อยู่ ตัดสินใจแก้เผ็ดผู้โดยสารจอมป่วนรายนี้ด้วยการคว้าไมโครโฟนด่ากราดด้วยถ้อยคำที่แสบทรวงผ่านเครื่องประกาศบนเครื่อง ก่อนจะคว้าเบียร์กระป๋องหนึ่งจากห้องครัวแล้วกระโดดลงจากเครื่องบินไปทางประตูฉุกเฉิน
ทว่า หลังจากใช้วิธีสุดพิสดารเพื่อหนีกลับมาหลบเลียแผลใจที่บ้านพักย่านควีนส์ได้ไม่นาน ฝันร้ายก็มาเยือนสเลเตอร์แบบทันควัน เมื่อตำรวจเข้าจับกุมเขาที่บ้านพัก พร้อมตั้งข้อหาก่ออาชญากรรม ละเมิดกฎหมาย และกระทำการโดยสะเพร่า เป็นเหตุให้ชีวิตผู้อื่นตกอยู่ในอันตราย แต่ได้รับการประกันตัวในภายหลัง โดยศาลได้นัดพิพากษาคดีนี้อีกครั้งในวันที่ 7 ก.ย. ซึ่งหากศาลวินิจฉัยแล้วเห็นว่าสเลเตอร์มีความผิดจริง สจ๊วตหนุ่มเจ้าของตำนานปรี๊ดแตกใส่ผู้โดยสารรายนี้ อาจต้องใช้ชีวิตในช่วงอายุหลัก 4 ถึง 7 ในเรือนจำ ในขณะที่ผู้โดยสารขาวีนกลับลอยนวลและไม่ถูกแจ้งข้อหาใดๆ ทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตาม แม้วีรกรรมสุดบ้าบิ่นของสจ๊วตหนุ่มรายนี้จะขัดกับหลักกฎหมายและกฎระเบียบของสนามบิน ถึงขนาดต้นสังกัดต้องรีบออกมาชี้แจงแถลงไขถึงกรณีที่เกิดขึ้นว่า “ไม่มีครั้งใดที่ความมั่นคงและความปลอดภัยของผู้โดยสารและลูกเรือจะต้องตกอยู่ในความเสี่ยงเช่นนี้มาก่อน”
นอกจากนี้ ทางสายการบินเจ็ตบลูยังได้ประสานงานไปยังสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ และท่าอากาศยานนครนิวยอร์ก เพื่อสอบสวนข้อเท็จจริงต่อไป แม้ว่าเหตุไม่คาดฝันครั้งนี้จะไม่ได้ส่งผลให้ผู้โดยสารและลูกเรือบนเที่ยวบินดังกล่าวได้รับอันตรายใดๆ
แต่อีกด้านหนึ่งของสังคมกลับเห็นว่าพฤติกรรมของสเลเตอร์เป็นสิ่งที่น่าเห็นใจและน่าชื่นชม โดยเฉพาะในเครือข่ายสังคมออนไลน์ อย่างเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ที่มีสมาชิกนับหมื่นคนพากันให้การสนับสนุนเขา
ทั้งนี้ ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า เพียงแค่ชั่วข้ามคืนหลังจากที่สเลเตอร์ลับฝีปากด้วยการด่ากลับผู้โดยสารสุดห่าม ปรากฏว่าบนหน้าเฟซบุ๊กของสเลเตอร์มีบรรดาแฟนคลับที่ให้การสนับสนุนเขากว่า 8,000 คน แห่เข้าไปขอเป็นเพื่อนกับเซเลบริตีคนใหม่ ขณะที่พลพรรคเฟซบุ๊กอีกนับพันคนก็ผนึกกำลังเข้าร่วมเป็นแฟนคลับในบัญชีเฟซบุ๊กที่มีการโพสต์ชื่ออย่างหวือหวา เช่น “ปล่อยสตีเวน สเลเตอร์ เป็นอิสระ” หรือ “เราเกลียดคน F*** ที่เรียกสตีเวน สเลเตอร์ เป็น F*** และกลุ่ม “ฉันอยากให้สตีเวน สเลเตอร์ เป็นสจ๊วตของฉัน”
เท่านั้นยังไม่พอ เพราะนอกจากเหล่าเครือข่ายเฟซบุ๊กจะรวมพลังกันส่งเสียงเชียร์แล้ว มีรายงานด้วยว่า มีชาวเฟซบุ๊กอย่างน้อย 1 กลุ่ม ถึงขั้นลงทุนและลงแรงเปิดหน้าเฟซบุ๊กเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อเรี่ยไรเงินสำหรับช่วยเหลือฮีโร่กระเป๋าแบนรายนี้ ทั้งนี้แว่วมาว่าหลังจากเปิดตัวมาได้ไม่กี่วัน หน้าเฟซบุ๊กที่ว่า ก็มีสมาชิกแห่กันเข้ามาสมัครแล้วเกือบ 700 คนแล้ว
กระแสความแรงของพ่อวีรบุรุษเจ้าของตำนาน “ปรี๊ดแตก” ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะแม้แต่ในเครือข่าย “เจ้านกฟ้า” อย่างทวิตเตอร์เอง ก็ยังเจาะเกาะติดประเด็นฮีโร่ป้ายแดงรายนี้ อย่างใกล้ชิด ถึงขั้นมีชมรมคนรักสเลเตอร์ที่หัวใสขออิงกระแสคนกำลังดังช่วยไม่ได้ของสจ๊วตหนุ่มรายนี้ ด้วยการดีไซน์เสื้อยืดสุดเก๋ ที่มีข้อความหยิกแกมหยอกสเลเตอร์ อย่างเช่น ด้านหน้าสแกนว่า “แม้ฉันอาจจะถูกจับ” ส่วนด้านหลังสกรีนว่า “แต่ฉันก็ได้เบียร์ฟรี 2 กระป๋องติดตัวไปด้วย” ออกมาวางจำหน่ายบนโลกออนไลน์ เพื่อให้แฟนคลับของสเลเตอร์ที่มีอยู่ทั่วทุกมุมโลกได้เลือกสรรอีกด้วย
ยิ่งกว่านั้นสินค้าที่ประทับโลโก้ความฮอต ของสจ๊วตเลือดร้อนรายนี้ยังหาได้แม้แต่ในเว็บไซต์ประมูลสินค้าชื่อดังอย่างอีเบย์ ที่มีการนำแท็กกระเป๋าซึ่งมีข้อความว่า “สตีฟ สเลเตอร์ : ฮีโร่ของชาวอเมริกัน” ตลอดจนภาพวาดของ|สเลเตอร์ออกประมูลด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม แม้ในช่วงวิกฤตชีวิตที่มืดมิดของลูกผู้ชายคนหนึ่ง จะถูกส่องสว่างด้วยแรงใจและแรงเชียร์จากผู้คนรอบข้าง ทว่ากำลังใจและความรู้สึกดีๆ เหล่านี้ อาจเป็นเพียงยาชาหรือยาแก้ปวดที่ช่วยระงับความเจ็บปวดจากบาดแผลชีวิต ที่สเลเตอร์เป็นผู้ก่อไว้ได้เพียงชั่วขณะ เพราะเวลานี้สิ่งที่เขาทำได้คือ การรอคุณหมอวินิจฉัยว่าเขาจะผ่านพ้นจากโรคร้ายนี้ไปได้หรือไม่ หรือต้องเจ็บปวดจากอาการป่วยเรื้อรังนี้ไปตลอดชีวิต
เพราะบางครั้งสถานะที่ได้รับการเชิดชูว่า เป็น “ฮีโร่” หรือ “วีรบุรุษ” อาจเป็นเพียงภาพลวงตา ที่คนเราสร้างขึ้นมาเพื่อย้อมใจคนให้หลงระเริงไปกับความสวยงามของมันเพียงชั่วขณะ หากแต่สุดท้ายแล้วมนุษย์เราก็ต้องเผชิญกับโลกแห่งความเป็นจริง แม้ว่ามันจะโหดร้ายและมืดมิดเพียงใดก็ตาม







