ฟ้าผ่าหน้าฝน ระวังไว้ด้วย!
โดย...บีเซลบับ ภาพ เอพี
โดย...บีเซลบับ ภาพ เอพี
ปรากฏการณ์ฟ้าผ่าคร่าชีวิต อันตรายจากฟ้าผ่าจึงไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนยามนี้ ที่ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาลแบบมาตามนัดในทุกวัน Situation ชวนมาทำความรู้จักกับการเกิดฟ้าผ่า รวมถึงวิธีป้องกันตนเอง เตรียมพร้อมรับมือในช่วงฝนตกหนักกันดีกว่า
ปรากฏการณ์ฟ้าผ่า เกิดจากการปลดปล่อยประจุไฟฟ้าออกจากเมฆฝนฟ้าคะนอง หรือคิวมูโลนิมบัส (Cumulonimbus) มีลักษณะเป็นก้อนขนาดใหญ่ บริเวณฐานเมฆจะสูงจากพื้นประมาณ 2 กิโลเมตร และส่วนยอดเมฆอาจสูงถึง 20 กิโลเมตร โดยภายในก้อนเมฆจะมีการไหลเวียนของกระแสอากาศอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้หยดน้ำและก้อนน้ำแข็งในเมฆเสียดสีกันจนเกิดประจุไฟฟ้า โดยพบว่าประจุบวกมักจะอยู่บริเวณยอดเมฆ ส่วนประจุลบอยู่บริเวณฐานเมฆ ซึ่งประจุลบที่ฐานเมฆอาจจะเหนี่ยวนำให้พื้นผิวของโลกที่อยู่ใต้เงาของมันมีประจุเป็นบวกด้วย
วิธีป้องกันตัวจากฟ้าผ่า
หากมีเมฆฝนฟ้าคะนองอยู่เหนือศีรษะ แล้วเส้นขนบนผิวหนังลุกขึ้นหรือเส้นผมบนศีรษะลุกตั้งขึ้น แสดงว่ากำลังเสี่ยงต่อการถูกฟ้าผ่า หรือหากเกิดพายุฝนฟ้าคะนองใกล้ตัวในระยะประมาณ 16 กิโลเมตร แล้วมีฟ้าแลบหรือฟ้าผ่า และได้ยินเสียงฟ้าร้องหลังฟ้าแลบน้อยกว่า 30 วินาที แสดงว่าอยู่ใกล้เขตเสี่ยงฟ้าผ่า ซึ่งทุกคนจะต้องปฏิบัติตนเพื่อป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่า ดังนี้
1.หากอยู่ในที่โล่งให้หาที่หลบที่ปลอดภัย เช่น อาคารขนาดใหญ่ แต่อย่าอยู่ใกล้ผนังอาคาร ประตูและหน้า
ต่าง หรือหลบในรถยนต์ที่ปิดกระจกมิดชิด แต่อย่าสัมผัสกับตัวถังรถ
2.หากหาที่หลบไม่ได้ ให้หมอบนั่งยองๆ ให้ตัวอยู่ต่ำที่สุด โดยนำมือทั้งสองข้างมาแนบติดกับเข่า แล้วซุกหัวเข้าไประหว่างเข่า ส่วนเท้าให้ชิดกันหรือเขย่งปลายเท้า เพื่อลดพื้นที่สัมผัสกับพื้นให้น้อยที่สุด
3.อย่ายืนหลบอยู่ใต้ต้นไม้สูงและบริเวณใกล้เคียงกับต้นไม้ หรืออยู่ในที่สูงและใกล้ที่สูง ที่สำคัญอย่ากางร่ม
4.ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือกลางแจ้งในขณะที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง เพราะแม้โทรศัพท์มือถือจะไม่ใช่สื่อล่อฟ้า แต่ฟ้าผ่าจะเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้าเข้ามาในมือถือ อีกทั้งโทรศัพท์มือถือมีส่วนประกอบที่เป็นแผ่นโลหะ สายอากาศและแบตเตอรี่ที่เป็นตัวล่อฟ้า จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกฟ้าผ่า และยังทำให้แบตเตอรี่ลัดวงจรจนเกิดระเบิด ส่งผลให้ผู้ถูกฟ้าผ่าได้รับบาดเจ็บมากขึ้น
5.ห้ามใช้โทรศัพท์บ้านหรือเล่นอินเทอร์เน็ตในขณะที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง เพราะฟ้าอาจผ่าลงมาที่เสาสัญญาณหรือเสาอากาศที่อยู่นอกบ้าน และกระแสไฟจากฟ้าผ่าจะวิ่งมาตามสายโทรศัพท์ที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ ทำให้โทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ได้รับความเสียหาย รวมถึงยังส่งผลให้ผู้ใช้งานได้รับอันตราย
6.ถอดอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าออกให้หมด เพราะฟ้าอาจผ่าลงที่เสาไฟฟ้าหรือสายไฟฟ้า ทำให้กระแสไฟฟ้ากระชาก เครื่องใช้ไฟฟ้าจึงอาจเสียได้ และควรดึงเสาอากาศของโทรทัศน์ออก เพราะหากฟ้าผ่าที่เสาอากาศบนหลังคาบ้านอาจวิ่งเข้าสู่โทรทัศน์ได้
7.หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับโลหะทุกชนิด เนื่องจากโลหะเป็นตัวนำไฟฟ้า
8.หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำ เพราะเป็นตัวนำไฟฟ้า
9.ควรเตรียมไฟฉายไว้ส่องดูทาง เพราะอาจเกิดไฟดับหรือไฟไหม้ได้
คำแนะนำอย่างเดียวอาจไม่พอ
ต่อไปเป็นคำเตือนจากผู้เกี่ยวข้องและผู้ผ่านประสบการณ์ฟ้าผ่าที่น่าสน เริ่มจาก นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ ที่ชี้ว่าเมื่อฝนตกต้องงดกิจกรรมกลางแจ้งทันที เช่น ตีกอล์ฟ ตกปลา ลงเรือ ฯลฯ รวมทั้งต้องหลีกเลี่ยงที่สูง มีงานวิจัยในญี่ปุ่นชี้ว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ฟ้าผ่าง่ายขึ้น ได้แก่ การอยู่ในที่สูง การกางร่ม (ซึ่งทำให้ความสูงจากพื้นดินเพิ่มขึ้นนั่นเอง) การยกโทรศัพท์มือถือขึ้น
อาจกล่าวได้ว่า เมื่ออยู่ใกล้เขตเสี่ยงฟ้าผ่า ไม่ควรหลบใต้ต้นไม้ ไม่ควรกางร่ม ไม่ควรใช้โทรศัพท์มือถือ ไม่ควรอยู่ใกล้ที่สูง ไม่ควรหลบฝนใกล้รั้ว รวมทั้งต้องหลีกเลี่ยงโลหะ อย่าให้ร่างกายสัมผัสท่อโลหะ เช่น ท่อประปา เสาโลหะ
“ถ้าขนลุกชัน หรืออยู่ดีๆ ผิวหนังกระตุกขึ้นมาแบบปัจจุบันทันด่วน นี่เป็นประสบการณ์ที่ท่านจะลืมไม่ลง เพราะท่านกำลังอยู่ในเขตที่ฟ้ากำลังจะผ่าให้นั่งยองๆ ทันที แล้วรีบนำมือ 2 ข้างมาแนบติดกับเข่า จากนั้นให้ซุกหัวเข้าไประหว่างเข่า ท่านี้จะช่วยให้แตะพื้นดินน้อยที่สุด ลดพื้นที่สัมผัสพื้นดิน ซึ่งเวลานั้นเต็มไปด้วยไฟฟ้าแรงสูง วิธีนี้จะทำร่างกายให้มีลักษณะกลมมากที่สุด เพื่อลดพื้นผิวสัมผัสภายนอก และไหนๆ ก็นั่งยองๆ แล้ว ก็ควรนอบน้อมระลึกถึงพระพุทธคุณหรือพ่อแก้วแม่แก้วไว้ด้วย”
วิบูลย์ นาคสุข ผู้อำนวยการศูนย์ประชาสัมพันธ์ กรมอุตุนิยมวิทยา เล่าว่า อย่าเข้าไปในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็อย่าอยู่ใกล้ต้นไม้สูง และพยายามหลบเข้าอาคาร แต่ถ้าติดอยู่ในที่โล่งแจ้งก็ให้ทำตัวเองให้เตี้ยที่สุด (นั่งยองๆ แต่ห้ามนอนราบกับพื้น) รวมถึงหลีกเลี่ยงการพกพาสื่อนำไฟฟ้าที่เป็นโลหะ หากเห็นสายฟ้าแลบ ฟ้าผ่าในลักษณะตรงๆ หรือเอียงไม่เกิน 45 องศา แสดงว่าพายุกำลังเคลื่อนตัวมาหาเรา หากเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง แต่ถ้าลักษณะฟ้าแลบ ฟ้าผ่าเอียงเกิน 45 องศา แสดงว่าพายุกำลังเคลื่อนตัวออกไปจากตำแหน่งที่เราอยู่
ดร.คมสัน เพ็ชรรัตน์ หัวหน้าห้องจำลองฟ้าผ่า คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตามสถิติฟ้าผ่ารุนแรงที่สุดจะมีกระแสไฟฟ้ามากถึง 2 แสนแอมแปร์ โดยทั่วไปหากคนเราโดนฟ้าผ่าก็ตายสถานเดียว เพราะจะมีความร้อนจำนวนมากไหลผ่านเข้าสู่ร่างกายพร้อมกับกระแสไฟฟ้า ทำให้เซลล์แห้งตาย โดยหากกระแสไฟฟ้าไหลเข้าหัวใจ เซลล์หัวใจก็จะไหม้และหัวใจจะหยุดเต้น ส่วนในรายที่รอดจากฟ้าผ่า ก็เนื่องมาจากกระแสไฟฟ้าไหลเข้าสู่ร่างกายน้อย โดยไหลผ่านจากผิวหนังลงดิน ทำให้เป็นรอยไหม้ผิวหนังเท่านั้น


