posttoday
เลี้ยงลูกให้กล้าหาญ

เลี้ยงลูกให้กล้าหาญ

13 กรกฎาคม 2559

โดย...ราตรีแต่ง

โดย...ราตรีแต่ง

หน้าที่หลักในการอบรมปลูกฝังเรื่องระเบียบวินัย แม่ทำได้ดีที่สุดในบ้านไม่มีใครปฏิเสธกันได้อยู่แล้ว แม่พูดคำไหนก็ต้องเป็นคำนั้น ไม่มีใครกล้าบิดพลิ้วไม่ทำตามคำสั่ง แต่ถ้าเป็นเรื่องออกนอกกรอบสนุกๆ ฮาๆ “หาเรื่องเล่นสนุก” กันได้ทันทีเมื่อได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาพ่อลูก กลายเป็นสิ่งเสริมทักษะความฉลาด สร้างพัฒนาการ และคงต้องยกหน้าที่นี้ให้ผู้ชายตัวโตที่สุดในบ้านไปเลย

คุณพ่อรับหน้าที่เป็นมือขวาแตะมือคุณแม่ ช่วยเลี้ยงดูเจ้าตัวน้อย ซึ่งในมุมการเลี้ยงลูกของคุณพ่อมีข้อดีมากมายแฝงอยู่อย่างที่อาจคาดไม่ถึง คุณแม่อาจเซอร์ไพรส์ว่าเมื่อลูกๆ อยู่กับคุณพ่อขาลุย ลูกกลายเป็นเด็กกล้าหาญ กล้าแสดงออกได้เจ๋งขนาดนี้! แค่สอนลูกวัยประถมวิ่งข้ามถนนด้วยตัวเองก็กลายเป็นเรื่องแสนสนุก เด็กๆ ได้ทั้งความสนุกได้ทั้งทักษะการดูแลตัวเองอย่างปลอดภัย ทำไมพ่อทำได้ (ดี) เรื่องนี้ต้องหาคำตอบ?!!

- พ่อเป็นผู้นำ

บทบาทนี้ของคุณพ่อชัดเจนอยู่แล้วในครอบครัวทั่วไป แล้วถ้าเป็นพ่อหัวใจประชาธิปไตยใช้อำนาจอย่างสมดุล ไม่มีการตามใจลูกมากเกินไป สร้างกฎเบาๆ ระหว่างพ่อลูกให้รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด เน้นฝึกลูกให้เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบ เพียงแค่นี้ก็กลายเป็นพ่อสุดอบอุ่น ลูกอยากใกล้ชิดและรู้สึกปลอดภัยเสมอเมื่อได้อยู่เคียงข้างไปไหนมาไหนกับพ่อ คุณพ่อหลายๆ คนมีหลักการเลี้ยงลูกให้เรียนรู้จากความผิดพลาดตั้งแต่เล็กๆ ขณะที่ด้วยความเป็นแม่จะมีความรู้สึกปกป้องลูกน้อยเมื่อตั้งครรภ์ ทำให้สไตล์เลี้ยงลูกของแม่ประคบประหงมลูกน้อยมากเกินไปโดยไม่รู้ตัว ลูกหกล้มร้องไห้คุณแม่รีบเข้าไปโอ๋ปลอบให้หยุดร้อง

แต่สำหรับสถานการณ์นี้คุณพ่อจะมองเป็นเรื่องเล็กๆ ลูก (ต้อง) ลุกเอง การสร้างความแข็งแกร่งจึงจำเป็นต้องอาศัยคุณพ่อ เขากล้าปล่อยให้เจ้าตัวน้อยกล้าลองกล้าเสี่ยงมากกว่า ให้ลูกลองเจ็บตัว ลองผจญภัยกันดูบ้าง พ่อแม่เป็นคนสำคัญที่สุดในการปลูกฝังนิสัย เด็กจะเกิดความมั่นใจหรือไม่มั่นใจอยู่ที่พ่อแม่ ถ้าพ่อขจัดความกลัวความวิตกกังวลต่างๆ ออกไปให้หมด ลูกจะมีความมั่นใจสูง

- คุยกันชิลๆ กับพ่อ

อาจจะเป็นเพราะคำพูดติดปากของแม่ที่ได้ฟังมาตั้งแต่เล็กๆ “อย่าดื้อ!” “หยุดเล่น!” “นั่งตรงนี้!” นั่นเป็นเพราะหน้าที่หลักของแม่คือการอบรมเลี้ยงดูลูกตั้งแต่เล็กๆ วัยซนๆ คำพูดปรามของแม่จึงได้ยินตลอดเวลา เพื่อให้พวกเราอยู่ในกรอบในระเบียบ แม่เน้นสอนให้ลูกเป็นเด็กว่านอนสอนง่ายไปไหนใครก็รัก เน้นสอนลูกให้เข้าได้กับทุกๆ สังคม

แต่หน้าที่ของพ่อกลายเป็นฝ่ายสันทนาการ พ่อชอบฉกฉวยจังหวะสร้างบรรยากาศผ่อนคลายพ่อๆ ลูกๆ ได้ทุกสถานการณ์ อย่างเช่น การสอนลูกข้ามถนน ถ้าเป็นคุณแม่ก็จะสอนกันแบบจริงจัง ให้หันมองรถซ้ายและขวาด้วยความมั่นใจว่าปลอดภัย เด็กๆ จึงข้ามไปได้ แต่กับพ่ออาจมีฮาด้วยท่าการวิ่งสนุกๆ หรือมุขขำๆ ล้อเลียนโฆษณากิฟต์วิ่งๆๆ ซึ่งในเวลาเช่นนั้นลูกจะรู้สึกเป็นกันเองกับพ่อแม่มากกว่าการสอน หรือพูดคุยแบบเป็นทางการ การมั่นใจในตัวเองก็มาจากประสบการณ์ที่ดีอีกด้วย

- พ่อเคารพในความคิดของลูก

เด็กส่วนใหญ่มักเก็บเรื่องหลายๆ เรื่องไว้ในใจ ไม่บอกพ่อแม่ และบางครั้งก็แสดงท่าทีต่อต้านคำแนะนำและความคิดของพ่อแม่อย่างชัดเจน ลูกหลายคนพูดคุยกับพ่อได้อย่างเปิดเผย เพราะรู้สึกว่าพ่อฟังอย่างใจเย็น ซึ่งก็เป็นความไม่หยุมหยิมตามนิสัยผู้ชายอยู่แล้ว ประโยคเช่น “พ่อเข้าใจว่า…” ติดปากเสมอเมื่อคุยกับลูก เพื่อให้ลูกรู้สึกว่าพ่อฟังเขา พ่อเป็นนักรับฟังและรู้จักการผ่อนปรนเพื่อจะเข้าใจปัญหาทั้งหมด เป็นการปรับเปลี่ยนท่าทีและมุมมองของลูกได้อย่างมีชั้นเชิง

การปรับเปลี่ยนท่าทีและมุมมองโดยไม่ใช้การบีบบังคับ ถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจทำให้ลูกรู้สึกว่าเข้าใจเขาแล้ว ลูกจะเริ่มยอมรับสิ่งที่ชี้แนะมากขึ้น

- พ่อที่ให้อิสระลูก

จะช่วยให้ลูกมีความคิดสร้างสรรค์ กล้าคิดกล้าทำ การไม่พยายามบังคับตีกรอบความคิดลูก ทำให้เขากล้าตัดสินใจ

แต่ถ้าเรื่องนั้นเป็นเรื่องของกฎเกณฑ์ ระเบียบวินัยในชีวิตประจำวันจะต้องมีความชัดเจน พ่อแม่บางคนเพียงแค่ขอให้ลูกเชื่อฟังพวกเขา เช่น ห้องรกมาก ช่วยทำความสะอาดห้องของลูกหน่อยได้ไหม? พ่อแม่อาจคิดว่าการทำแบบนี้เป็นมารยาทให้เกียรติกันในครอบครัว แต่การทำแบบนี้จะทำให้อำนาจของพ่อแม่ลดลง ทำให้เด็กคิดว่าเป็นแค่คำขอ จะทำหรือไม่ทำก็ได้ แทนที่จะขอให้ลูกทำ พ่อแม่ต้องสั่งอย่างชัดเจน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท