
หรือนี่...คือการส่งสัญญาณเตือนภัย?
คุณรู้จัก สตีเฟน คิง ไหม? หลายคนอาจรู้จักกันดี แต่หลายคนอาจส่ายหัว สตีเฟน คิง คือนักเขียนชาวอเมริกัน
โดย...ตุลย์ จตุรภัทร
คุณรู้จัก สตีเฟน คิง ไหม?
หลายคนอาจรู้จักกันดี แต่หลายคนอาจส่ายหัว สตีเฟน คิง คือนักเขียนชาวอเมริกัน ที่มักเขียนนวนิยายแนวสยองขวัญอาชญากรรม เรื่องเหนือธรรมชาติ และแฟนตาซีเขาได้รับรางวัลส่วนตัวกว่า 70 รางวัล เขียนหนังสือนิยายกว่า 54 เล่ม และอีก 7 เล่มภายใต้นามปากกา ริชาร์ด บาคแมน รวมทั้งเรื่องสั้นอีกกว่า 200 เรื่อง ว่ากันว่า เขาได้เข้าชิงรางวัลเอ็มมี่อีก 2 ครั้ง ในส่วนของบทประพันธ์และเรื่องสั้นของเขากว่า 214 เรื่องนั้น ได้รับการนำมาทำเป็นภาพยนตร์ หรือละครซีรี่ส์โดยเฉพาะเรื่องที่ใครหลายคนคงรู้จักกันดี ไม่ว่าจะเป็น The Shawshank Redemption(ภาพยนตร์เรื่องโปรดของผม), The Green Mile, Under the Dome หรือ Carrie
ที่ผมต้องเกริ่นนำถึงนักเขียนคนนี้ นั่นเป็นเพราะว่า หนึ่งในผลงานนวนิยายของเขา เรื่องCell ได้ถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์ โดยเขาได้มีโอกาสร่วมเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้กับ อดัมอัลเลก้า อีกด้วย ซึ่งสตีเฟนก็ได้เผยผ่านสื่อว่าเขาได้มีการปรับตอนจบของภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ต่างจากเวอร์ชั่นนวนิยาย
แน่นอนว่า ใครหลายคนคงอยากรู้ว่าเรื่องราวของ Cell (เข้าฉายในบ้านเรา ใช้ชื่อไทยว่าโทรศัพท์ซอมบี้) ภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้พูดถึงเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ณ สนามบินแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุการณ์สยองขวัญที่เกิดขึ้นจากสัญญาณโทรศัพท์ปริศนา มันได้ทำลายสมองมนุษย์โดยเปลี่ยนพวกเขาให้บ้าคลั่งและไล่ฆ่าฟันมนุษย์ด้วยกันเอง งานนี้ ตัวละครหลักอย่างเคลย์ ริดเดล (จอห์น คูแซ็ค) ได้ตกอยู่ท่ามกลางความโกลาหลวุ่นวายในเหตุการณ์นั้น ด้วยความที่เขากำลังจะเดินทางไปพบลูกและเมียของเขาในอีกสถานที่หนึ่ง แต่ต้องมาพบกับเหตุการณ์นี้เสียก่อน ทำให้เขาต้องต่อสู้เอาชีวิตรอดเพื่อจะได้กลับไปพบหน้าลูกและเมียของเขาอีกครั้ง
“เมื่อมนุษย์ทุกคนเชื่อมต่อกัน จึงไม่มีใครปลอดภัยทั้งสิ้น”
ใครบางคนได้กล่าวไว้ และมันก็คือคำกล่าวที่ถือเป็นต้นทางของภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่จะทำให้เราได้เดินทางไปพบกับการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดของตัวละครหลัก ซึ่งพบเจอแต่ความไม่ปลอดภัยรายล้อมเต็มไปหมด ในฐานะคนดู ความสนุกของภาพยนตรเ์ รื่องนี้ มันก็อยู่ตรงนี้นี่แหละ อยู่ตรงที่ความไม่ปลอดภัยกลายเป็นภาวะบีบคั้นจิตใจ ที่ทำให้เราต้องมานั่งตั้งคำถามกับตัวเอง ว่าแล้วอันไหน จุดไหน ภาวะไหนกันเล่า คือความปลอดภัยที่เราจะสามารถมั่นใจ ไว้ใจ และอุ่นใจได้ว่าเราจะมีชีวิตรอดได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม
ถามว่า บทภาพยนตร์เรื่องนี้ดีไหม ก็ไม่ถือว่าดีมาก การถ่ายทำ การแสดง การตัดต่อการตบแต่ง ความสมเหตุสมผลล่ะ ดีพอหรือเปล่า ก็ดีไม่ถึงขั้นสุด แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ยังมีข้อดีอยู่ข้อหนึ่ง นั่นคือ หากเราได้เข้าไปดูภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว มันจะมีภาวะหนึ่งที่จู่ๆ เราจะฉุกคิดขึ้นมากับตัวเองในขณะที่ดูว่าถ้าสัญญาณโทรศัพท์มันแพร่ระบาดโดยการสิงสู่ในตัวมนุษย์จนเกิดอาการคลุ้มคลั่งไล่ฆ่ามนุษย์ไม่ต่างอะไรกับฝูงซอมบี้กระหายเลือดเราจะทำอย่างไร? อย่าคิดว่ามันจะเป็นไปไม่ได้ เพราะมันอาจเป็นไปได้ หากนับวันๆ มนุษย์เราจะใช้โทรศัพท์เป็นปัจจัยสำคัญของชีวิตที่ขาดไม่ได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว
ยิ่งมนุษย์ใช้โทรศัพท์เพิ่มมากขึ้นเท่าไรสัญญาณโทรศัพท์ก็แพร่ระบาดอยู่ในกายเราได้มากขึ้นเท่านั้น หรือบางที ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจต้องการส่งสัญญาณเตือนภัย เพื่อบอกให้เราได้รู้ตัวว่า ทางรอดเดียวของมวลมนุษยชาติอยู่ที่การได้หันกลับคืนสู่ความเรียบง่ายธรรมดาที่เราต่างเดินถอยห่างจากมันมาไกลแสนไกลแล้ว







