เดินทอดน่อง ท่องเมืองเก่ากำแพงเพชร
เมื่อพูดถึง จ.กำแพงเพชร เรามักจะมองภาพเป็นแค่ทางผ่านไป จ.สุโขทัย ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวจุดใหญ่
โดย...ชายโย
เมื่อพูดถึง จ.กำแพงเพชร เรามักจะมองภาพเป็นแค่ทางผ่านไป จ.สุโขทัย ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวจุดใหญ่ แต่ที่จริงแล้ว จ.กำแพงเพชร ก็มีแหล่งท่องเที่ยวหลายที่น่าสนใจโดยเฉพาะแหล่งสำคัญอย่างอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ซึ่งสร้างมาในยุคเดียวกับอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และวันนี้ได้รับการปรับปรุงบูรณะซ่อมแซมเพื่อใช้เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของโลก
อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ตั้งอยู่ใกล้กับศาลาว่าการ อ.เมือง จ.กำแพงเพชร ได้รับการรับรองให้เป็นมรดกโลกจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2534 ร่วมกับอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยและศรีสัชนาลัย
การมาเที่ยวที่อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร เราแนะนำให้เตรียมน้ำ หมวก และร่ม ติดกระเป๋าเอาไว้เพราะแดดค่อนข้างแรง รวมทั้งไม่มีร้านอาหารและที่พักระหว่างทางเดิน เหมือนกับที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ถ้าเปรียบเทียบระหว่างอุทยานประวัติศาสตร์ 2 แห่งนี้ ส่วนตัวผมชอบเดินที่กำแพงเพชรมากกว่าเพราะยังมีนักท่องเที่ยวน้อย ถ่ายภาพสะดวก แต่ถ้าเทียบในเรื่องการเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมครบเครื่องก็ต้องที่สุโขทัยนั่นละครับ
ที่อุทยานประวัติศาสตร์แห่งนี้ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงให้ความเห็นว่า “เป็นกำแพงเมืองที่เก่าแก่ มั่นคง ยังมีความสมบูรณ์มาก และเชื่อว่าสวยงามที่สุดในประเทศไทย” ก็สมชื่อกำแพงเพชรจริง และจุดให้ความรู้จุดแรกของอุทยานก็ทำให้เราทราบว่าเป็นเมืองที่สร้างมาตั้งแต่สมัยทวารวดี เป็นที่ตั้งของเมืองชากังราว เมืองนครชุม เมืองไตรตรึงษ์ เมืองเทพนคร และเมืองคณฑี ไม่ต้องแปลกใจครับว่าทำไมถึงมีหลายเมืองตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกันในสมัยก่อน ลูกหลานเจ้าคนไหนโปรดจะสร้างเมืองใหม่ก็เกณฑ์คนมาสร้างเมืองอยู่กันเป็นเมืองครองนครนั้นๆ กันไป บ้างก็ใช้แม่น้ำเป็นตัวกั้นอาณาเขต บ้างก็ใช้แนวเขาแนวคูคลองเล็กๆ เช่น สมัยพระเจ้าลิไท กษัตริย์องค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์สุโขทัย ก็ได้สร้างเมืองใหม่ขึ้นทางฝั่งตะวันตกของลำน้ำปิง คือ “เมืองนครชุม” ใกล้ๆ กับเมืองชากังราวเดิมนั่นเอง แต่ด้วยเมืองนครชุมตั้งอยู่ในพื้นที่แม่น้ำกัดเซาะจึงไม่สามารถคงสภาพเมืองไว้ต่อไปได้
อีกอย่างที่ทำให้เมืองกำแพงเพชรหรือเมืองชากังราว มีกำแพงแลป้อมปราการแข็งแกร่งกว่าเมืองใดๆ เพราะเป็นเมืองหน้าด่านของสุโขทัย ต้องรับศึกสงครามอยู่เสมอจึงเป็นเมืองยุทธศาสตร์ ที่มีความจำเป็นต้องสร้างคูเมือง ป้อมปราการ วัดโบราณ โดยออกแบบเมืองให้มีลักษณะคล้ายกับสี่เหลี่ยมคางหมูวางยาวขนานไปกับแม่น้ำ ความยาวของกำแพงเมืองโดยรอบยาวประมาณ 5 กิโลเมตร กำแพงเมืองก่อด้วยศิลาแลงทำเป็นชั้นเชิงเทิน ตอนบนสุดก่อเป็นรูปใบเสมา มีประตูเมืองโดยรอบรวม 10 ประตู กำแพงเมืองยังมีป้อมปราการที่มั่นคงแข็งแรงทั้งที่บริเวณมุมเมืองทั้ง 4 มุมและในแนวกำแพงเมือง มีพื้นที่ทั้งหมดราวๆ 500 กว่าไร่
ถัดจากกำแพงเมืองยังเจอคูน้ำกว้างประมาณ 30 เมตร ซึ่งมีระบบชลประทานจากการทดน้ำจากแม่น้ำปิงเข้าคูเมืองใช้ป้องกันข้าศึก
แต่ทว่าด้านในตัวกำแพงเมืองนั้นเหลือสิ่งปลูกสร้างอยู่ไม่มากนัก เหลือเพียงซากโบราณสถานเช่นวัดพระแก้ว และกลุ่มวัดโบราณขนาดใหญ่น้อยประมาณ 40 แห่ง เท่าที่มีการขุดค้นพบแต่หลักๆ แล้วเราจะได้ชมโบราณสถานมีขนาดใหญ่มากกว่าเพราะมีการใช้ศิลาแลงเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง ทำให้มีความคงทนต่อสิ่งแวดล้อมและกาลเวลามากกว่า ทำให้เรายังคงได้ชื่นชมความงดงามทางศิลปกรรมของสกุลช่างเมืองกำแพงเพชร แม้จะเคยมีสภาพเป็นเมืองร้างเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาให้กับพม่าครั้งที่ 2 เมื่อปี 2310
โดยสิ่งที่เราไม่ควรพลาดเมื่อเดินทางมาที่นี่คือ สักการะที่วัดพระแก้ว พระอารามหลวงที่มีขนาดใหญ่ที่สุด อยู่บริเวณกลางเมือง ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระแก้วมรกตและพระพุทธสิหิงค์ ได้เคยประดิษฐานที่เมืองกำแพงเพชร หรือเราจะจำง่ายๆ ว่า หากพระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ที่วัดใด วัดนั้นจะได้ชื่อว่าวัดพระแก้วแม้จะไม่ได้ประดิษฐานแล้วก็ตาม
ต่อมาคือวัดพระธาตุ ตั้งอยู่ทางด้านหน้าหรือด้านตะวันออกของวัดพระแก้ว เจดีย์ประธานภายในวัดเป็นแบบเจดีย์ทรงกลมหรือทรงระฆังสูงใหญ่ก่อด้วยอิฐเห็นเด่นชัด เดินถัดมาไม่ไกลนักคือวัดพระนอน ถือเป็นไฮไลต์สำคัญของที่นี่ แม้สภาพเดิมของวัดแทบจะจำไม่ได้แต่ตัวองค์พระได้รับการบูรณะจนอยู่ในสภาพสวยงามให้ผู้คนได้เดินทางมาสักการะเพื่อความผาสุกของชีวิต
ใกล้ๆ กันมีวัดพระสี่อิริยาบถ โดยผนังแต่ละด้านของวัดนี้จะประดิษฐานพระพุทธรูป เดิน นั่ง ยืน นอน ปัจจุบันเหลือเพียงพระยืนขนาดใหญ่ทางด้านทิศใต้ ซึ่งเป็นศิลปะสุโขทัยหมวดกำแพงเพชร และปิดท้ายวัดช้างรอบ (คนละที่กับวัดช้างล้อม) ที่มีชื่อนี้เพราะรอบวัดประดับช้างปูนปั้นครึ่งตัวจำนวน 68 เชือก มีการประดับลายปูนปั้นเล่าเรื่องพุทธประวัติ และประดับรูปเทวดา นางฟ้า กินนร กินรี และหงส์ ด้านหน้าเจดีย์ประธานที่ฐานวิหารขนาดใหญ่และถัดไปเป็นสระน้ำที่ขุดลงไปในชั้นศิลาแลง ซึ่งเราจะสังเกตเห็นได้ว่าศิลปะการก่อสร้างโบราณนั้นจะมีบ่อน้ำใต้ฐานสิ่งปลูกสร้างวัดและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ด้วยความเชื่อว่า บ่อน้ำนั้นจะเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ในตัว
ด้วยพื้นที่ขนาดไม่ใหญ่มากนักและมีโบราณสถานเหลือไม่กี่จุด แต่โดยรอบก็ถูกปรับปรุงให้เหมาะสมแก่การเดินในช่วงกลางวันด้วยต้นไม้สูงใหญ่ให้ร่มเงาในกลางวันที่มีแดดร้อนจัด การเดินเที่ยวที่นี่จะใช้เวลาไม่เกิน 3 ชม. ก็เดินชมได้ทั่ว ถัดจากตัวอุทยานไม่ไกลจะเห็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกำแพงเพชร ซึ่งรวบรวมวัตถุโบราณที่ได้จากการขุดค้นอยู่ใกล้ๆ กัน ถ้าคุณชอบศึกษาประวัติศาสตร์โบราณสถาน อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร คือสถานที่ที่ควรมาเดินศึกษาประวัติศาสตร์ไม่แพ้ที่ใดในประเทศไทยเลย


