
สำนักพุทธฯ ห่วงการใช้ภาษาของสื่อ
สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เป็นห่วงสื่อมวลชนที่ใช้สรรพนามเรียกพระสงฆ์ไม่ถูกต้อง
โดย...สมาน สุดโต
สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เป็นห่วงสื่อมวลชนที่ใช้สรรพนามเรียกพระสงฆ์ไม่ถูกต้อง ส่อไปในทางไม่ให้เกียรติ ทั้งๆ ที่เป็นพระมีศีล มีสมณศักดิ์ จึงจัดเสวนาสื่อมวลชนที่ จ.ระยอง เพื่อทราบแนวคิดต่อการเสนอข่าวพระพุทธศาสนาขึ้นเมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2559
ดร.สมชาย สุรชาตรี ผู้ตรวจราชการ พศ. ในฐานะโฆษก พศ. กล่าวว่า สื่อมวลชนบางฉบับหรือบางประเภทใช้สรรพนามเรียกชื่อพระเถระที่มีสมณศักดิ์ เพียบพร้อมด้วยศีลาจารวัตรไปในทางที่ไม่ให้เกียรติ เช่น เรียกสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชสั้นๆ ว่า “สมเด็จช่วง” ซึ่งมักจะได้ยินจากผู้ดำเนินรายการทางวิทยุ ทีวี ที่อ่านชื่อสมเด็จพระราชาคณะสั้นๆ
ส่วนการพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์นั้นยกเว้น เพราะจำกัดด้วยพื้นที่ที่ต้องใช้คำสั้นๆ ได้ความหมาย
ดร.สมชาย ยังกล่าวว่า การพาดหัวข่าวก็ควรสอดคล้องกับเนื้อข่าวที่อยู่ข้างในและควรมีข้อมูลรอบด้าน มิเช่นนั้นจะทำความเสียหายให้อีกฝ่ายได้
ส่วนกรณีวัดพระธรรมกายขณะนี้ได้เริ่มเข้าสู่กระบวนการแล้ว จึงอยากเห็นกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ใช้หลักการปกครองและนิติธรรมควบคู่ไปด้วย เพื่อรักษาศรัทธาของประชาชนที่มีต่อสำนักแห่งนี้ ในขณะเดียวกัน พศ.ต้องปรับบทบาทให้เข้มแข็ง ทำหน้าที่ประสานงานทุกฝ่าย ทั้งวัดพระธรรมกาย คณะสงฆ์ และดีเอสไอ เพื่อหาข้อยุติที่ถูกต้องต่อไป
กรณีที่ดีเอสไอตั้งข้อกล่าวหาพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย ว่า รับของโจรและร่วมฟอกเงินนั้น จะกระทบกับพระสงฆ์โดยทั่วไปหรือไม่ และจะแก้ไขอย่างไร ดร.สมชายที่สนองงานพระสงฆ์มานาน กล่าวว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่ค่อยได้พบเห็นในวัดทั่วๆ ไป และเป็นเรื่องพิสูจน์ยาก เพราะพระรับของถวายจากญาติโยมโดยทั่วไปเป็นเรื่องปกติ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้จะเป็นนิมิตหมายให้พระสงฆ์ทั่วไปควรระมัดระวังในการรับของถวาย โดยต้องดูที่มาที่ไปให้ดี รวมทั้งการออกอนุโมทนาบัตรด้วย ต้องรอบคอบ เพราะสามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ ตอนนี้ทราบว่ากรมสรรพากรสุ่มตรวจวัดที่ออกอนุโมทนาบัตรบางวัดแล้วว่าจริงตามที่ระบุหรือไม่
ส่วนการเสวนาสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 6 ก.ค.นั้น ดร.สมชาย กล่าวว่า ได้รับความพอใจระดับหนึ่ง เพราะอย่างน้อยก็เป็นเวทีให้พูดคุยแลกเปลี่ยนแนวคิด คาดว่าปีต่อๆ ไป พศ.คงทำต่อ ในส่วนตัว (ผู้ตรวจสมชาย) ต้องเกษียณอายุ สิ้นปีงบประมาณนี้แล้ว
ในมุมมองของสื่อมวลชนที่ขึ้นเวทีเสวนาตามหัวข้อมุมมองของสื่อต่อการเสนอข่าวพระพุทธศาสนา ได้กล่าวว่า การเสนอข่าวพระสงฆ์ที่ประพฤติผิดศีลผิดวินัยนั้น เป็นการช่วยจรรโลงพระศาสนาไม่ให้มัวหมอง แม้ว่าสื่อบางสำนักจะเรียกชื่อพระผู้ใหญ่โดยใช้คำที่ไม่เหมาะสมไปบ้าง ซึ่งสะเทือนใจผู้ถูกเรียกและลูกศิษย์ แต่ก็อยู่ในกรอบจริยธรรม
การเสนอข่าวพระผิดศีลผิดวินัยนั้นเป็นหน้าที่ของสื่อ เหมือนสุนัขเฝ้าบ้าน เมื่อเห็นผิดปกติก็ต้องเห่าเตือน หรือมองอีกแง่หนึ่งสื่อมวลชนก็เหมือนน้ำสะอาด หรือผงซักฟอก ที่ช่วยชำระล้าง และขจัดมลทินให้หมดไปจากพระพุทธศาสนา หากสื่อไม่ทำอะไรเลย ประชาชนทั่วไปอาจศรัทธาถอย เพราะไม่ทราบว่าพระรูปไหนเป็นพระดีหรือไม่ดี
ประสิทธิ์ บุตรศรี ผู้อำนวยการสถาบันสื่อมวลชนชาวพุทธแห่งประเทศไทย มีความเห็นว่า สื่อไทยให้ความสนใจเรื่องที่ชาวโลกไม่สนใจเกินไป เพราะว่าตัวเขาเดินทางไปสหรัฐอเมริกาหรือยุโรป ได้พลิกดูสื่อในประเทศนั้นๆ เพื่อหาข่าวที่เป็นข่าวใหญ่ในเมืองไทยว่ามีหรือไม่ ปรากฏว่าไม่พบแม้แต่บรรทัดเดียว จึงอยากเห็นสื่อเสนอข่าวที่เป็นประโยชน์ ที่เป็นหลักใหญ่ ไม่ใช่หยิบยกประเด็นเล็กๆ มาเป็นประเด็นใหญ่ พร้อมกับกล่าวว่า เมื่อเป็นชาวพุทธต้องตื่น ต้องเบิกบาน จึงควรเสนอข่าวที่ช่วยขับเคลื่อนจรรโลงพระพุทธศาสนา
ณรงค์ หนูเชื้อ นายกสมาคมสื่อมวลชนพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทยแห่งชาติ กล่าวว่า สื่อนั้นพร้อมช่วยขับเคลื่อนพระพุทธศาสนาแม้ว่าพฤติกรรมของพระบางรูปไม่ดี เหมือนสนิมเกิดแต่เนื้อใน ทำลายศรัทธาญาติโยมก็ตาม การเสนอข่าวเป็นไปตามหน้าที่ มิใช่เป็นไปตามที่นินทาว่าข่าวร้ายฟรี ข่าวดีเสียสตางค์ แต่เราเสนอข่าวเพื่อช่วยมิใช่ทำลาย
ในการแลกเปลี่ยนแนวคิด ดร.สิทธิกร อ้วนศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่น เสนอตั้งองค์กรกลางในการเสนอข่าวพระพุทธศาสนา ชื่อ สมาคมสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์พระพุทธศาสนาประจำจังหวัด ใครอยากเสนอข่าวพระพุทธศาสนามาที่องค์กรแห่งนี้ เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ส่วนกองทุนในการจัดตั้งและดำเนินการนั้น ก็ได้แต่หวังว่า เมื่อรัฐบาลตั้งกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ก็ควรส่งเสริมด้านนี้ด้วย เพราะเท่าที่เห็นท่านตั้งงบประมาณด้านความมั่นคงสูงถึง 2.1 แสนล้านบาท แต่ตั้งงบประมาณให้ พศ.เพียง 5,300 ล้านบาทเท่านั้น







